ประวัติศาสตร์ต้องจารึก! หุ้นไทย Q1/69 ฝ่าศึกสงคราม-วิกฤตพลังงาน ดัชนีพุ่งเกือบ 15% รายย่อยแบกตลาด
ประวัติศาสตร์ต้องจารึก การลงทุนไทยในปีพ.ศ. 2569 แม้จะก้าวเข้าสู่เดือนที่ 4 ของปีเท่านั้น แต่ความรู้สึกของนกลงทุนกลับเหมือนขึ้นโรลเลอร์โครสเตอร์ หรือ รถไฟเหาะ เหวี่ยงแรงหัวหกก้นขวิด สู้ชีวิตกันมาเหมือนผ่านมาแรมปี
ในวันที่ 5 มกราคม 2569 วันเปิดทำการวันแรก ดัชนีหุ้นไทยเปิดศักราชด้วยความคึกคักสมปี"ม้าคึกคัก" ทะยานขึ้นไปทดสอบระดับ 1,287.47 จุด ก่อนปิดอยู่ที่ 1,280.05 จุด เพิ่มขึ้น 20.38 จุด เพิ่มขึ้น 1.62% ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ทำได้ 16,189,685.29 ล้านบาท อัตราส่วนต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) 15.70 เท่า
ทว่าเพียงไม่นาน ความหวังถูกสั่นคลอน เมื่อสภาพการณ์โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จาก "ม้าคึก" เริ่มกลายร่างเป็น "ม้าบ้า" จากความรุนแรงทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน จุดชนวนสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ร้อนระอุไปทั่วโลก
สถานการณ์ลุกลามบานปลายจนกลายเป็น"ม้าไฟ" ที่เผาผลาญเศรษฐกิจผ่านวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ซ้ำเติมบาดแผลเดิมจากโควิด-19 ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับสภาวะรายรับเท่าเดิมแต่รายจ่ายพุ่งแรงแซงทางโค้ง
แม้ล่าสุด สหรัฐและอิหร่านประกาศสงบศึกพักการโจมตีชั่วคราว 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่ 8 เมษายน 2569 ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยพุ่งเฉียด 1,500 จุด ก่อนปิดที่ 1,485.03 จุด เพิ่มขึ้น 20.60 จุด คิดเป็น +1.41% มูลค่าการซื้อขาย 66,927.86 ล้านบาท
แต่ใครเล่าจะรู้ได้ว่าหลังจากนี้สงครามจะรุนแรงและยาวนานแค่ไหน หรือจบลงที่ตรงจุดใด คงต้องขึ้นอยู่กับการตั้งโต๊ะเจรจาระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านในวันที่ 11 เมษายนนี้ ที่ต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สมรภูมิ 61 วัน บนเส้นทางรถไฟเหาะ
ตลอดการซื้อขายในช่วง 61 วัน หรือไตรมาสแรกที่ผ่านมา (5 มกราคม - 31 มีนาคม 2569) ตลาดหุ้นไทยเปรียบเสมือนการนั่งรถไฟเหาะ แม้จะเผชิญมรสุมรุมเร้า แต่ดัชนีกลับโชว์ความแกร่งด้วยการปิดส่งท้ายไตรมาส 1 ที่ระดับ 1,448.14 จุด ลดลง -1.48 จุด คิดเป็น -0.10% มาร์เก็ตแคป 18,316,465.34 ล้านบาท
หากนับจากต้นปี ดัชนีหุ้นไทยถือว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 188.47 จุด หรือคิดเป็น +14.96% โดยระหว่างทางดัชนีขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,533.64 จุด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนจะร่วงลงไปทดสอบจุดต่ำสุดที่ 1,235.30 จุด ในวันที่ 13 มกราคม 2569
ด้วยมูลค่าซื้อขาย 3,948,663.54 ล้านบาท เฉลี่ยต่อวันที่ 64,732.19 ล้านบาท โดยตลาดคึกคักที่สุดในวันที่ 4 มีนาคม 2569 มูลค่าซื้อขาย 159,372.02 ล้านบาท แต่มีวันที่ซบเซาซื้อขายต่ำสุดในวันที่ 9 มกราคม 2569 เพียง 32,668.65 ล้านบาท
โฉมหน้า "ฮีโร่" และ ผู้ถอยทัพ ?
เมื่อเปิดข้อมูลการซื้อขายย้อนหลัง SETSMART จะพบความจริงที่น่าตกใจในรอบ 3 เดือนนี้ "นักลงทุนสถาบัน" คือกลุ่มที่"ขายสุดใจ" โดยมียอดขายสุทธิรวมกว่า 44,377 ล้านบาท
สวนทางกับกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามารับแรงกระแทกแทน ทั้ง บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่ซื้อสุทธิ 4,422 ล้านบาท, นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิ 19,151 ล้านบาท และที่สำคัญที่สุดคือ นักลงทุนภายในประเทศ (รายย่อย) ที่ซื้อสุทธิไปถึง 20,803 ล้านบาท
- นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ -44,377.11 ล้านบาท
- บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 4,422.04 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 19,151.79 ล้านบาท
- นักลงทุนภายในประเทศ ซื้อสุทธิ 20,803.28 ล้านบาท
หากมองภาพกว้างตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2569) จะเห็นภาพชัดเจนว่า"นักลงทุนรายย่อย" คือผู้ค้ำจุนตลาดหุ้นไทยตัวจริง ด้วยยอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 4.4 แสนล้านบาท
ในขณะที่ "นักลงทุนต่างชาติ" ขายทิ้งตลอดทางเฉียด 3 แสนล้านบาท และ "สถาบัน" ขายสุทธิสะสมไปถึง 1.38 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
- นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ -138,755.83 ล้านบาท
- บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ -8,631.11 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ -299,752.76 ล้านบาท
- นักลงทุนภายในประเทศ ซื้อสุทธิ 447,139.71 ล้านบาท
10 บิ๊ก บจ. ตลาดหุ้น
ท่ามกลางความผันผวน หุ้น DELTA ยังคงทำหน้าที่เป็น "หัวหมู่ทะลวงฟัน" ครองอันดับ 1 หุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุดอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 มี.ค.2569 ราคาหุ้น DELTA แตะที่ระดับ 259 บาท เพิ่มขึ้น 49.71 บาท แม้จะมีอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) สูงถึง 130.20 เท่า
มีอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (P/BV) 33.40 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) เพียง 0.23% โดยจ่ายเงินปันผลรอบปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท ขึ้นเครื่องหมายในวันที่ 26 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุน
โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2568 - 7 มีนาคม 2569 ราคาหุ้น DELTA พุ่งขึ้นแรงถึง 386.34 บาท แตะที่ระดับ 276 บาท
นอกจาก DELTA แล้ว ยังมีหุ้นยักษ์ใหญ่ตัวอื่นๆ ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นในรอบ 3 เดือนแรก ดังนี้
- DELTA ปิดที่ 259 บาท คิดเป็น +49.71% มาร์เก็ตแคป 3,230,718.38 ล้านบาท ค่า P/E 130.20 เท่า ค่า P/BV 33.40 เท่า ยิลด์ 0.23%
- ADVANC ปิดที่ 373 บาท คิดเป็น +19.17% มาร์เก็ตแคป 1,109,380.23 ล้านบาท ค่า P/E 23.17 เท่า ค่า P/BV 10.35 เท่า ยิลด์ 9.20%
- PTT ปิดที่ 35 บาท คิดเป็น +9.38% มาร์เก็ตแคป 999,704.87 ล้านบาท ค่า P/E 10.99 เท่า ค่า P/BV 0.88 เท่า ยิลด์ 6.57%
- GULF ปิดที่ 59.25 บาท คิดเป็น +41.92% มาร์เก็ตแคป 885,185.38 ล้านบาท ค่า P/E 10.37 เท่า ค่า P/BV 2.64 เท่า ยิลด์ 5.49%
- AOT ปิดที่ 52 บาท คิดเป็น -1.89% มาร์เก็ตแคป 742,856.40 ล้านบาท ค่า P/E 42.61 เท่า ค่า P/BV 5.48 เท่า ยิลด์ 1.56%
- PTTEP ปิดที่ 161.50 บาท คิดเป็น +42.92% มาร์เก็ตแคป 641,152.64 ล้านบาท ค่า P/E 10.64 เท่า ค่า P/BV 1.23 เท่า ยิลด์ 5.42%
- TRUE ปิดที่ 14.40 บาท คิดเป็น +32.11% มาร์เก็ตแคป 497,550.25 ล้านบาท ค่า P/E 53.84 เท่า ค่า P/BV 6.59 เท่า ยิลด์ 2.15%
- KTB ปิดที่ 35 บาท คิดเป็น +23.89% มาร์เก็ตแคป 489,162.14 ล้านบาท ค่า P/E 10.15 เท่า ค่า P/BV 1.05 เท่า ยิลด์ 7.63%
- SCB ปิดที่ 144 บาท คิดเป็น +3.60% มาร์เก็ตแคป 484,863.45 ล้านบาท ค่า P/E 10.21 เท่า ค่า P/BV 0.98 เท่า ยิลด์ 7.83%
- KBANK ปิดที่ 191 บาท คิดเป็น -1.80% มาร์เก็ตแคป 452,541.57 ล้านบาท ค่า P/E 9.06 เท่า ค่า P/BV 0.77 เท่า ยิลด์ 7.34%
อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นบางตัวที่เผชิญแรงกดดันจนราคาปรับตัวลดลงเล็กน้อย เช่น AOT ลดลงร้อยละ 1.89 และKBANK ลดลงร้อยละ 1.80 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกหุ้นในยุควิกฤตนั้นมีความสำคัญเพียงใด
7 หุ้นยิลด์สูง - 4 หุ้นปันผลพิเศษ
หุ้นที่มี Dividend Yield มากกว่าระดับ 5% นำโดยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC , บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB , ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ,
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT , บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP
โดยหุ้นที่มีการจ่ายเงิน "ปันผลพิเศษ" ในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา คือ หุ้น ADVANC จ่ายปันผลในอัตรา 34.30 บาท เป็นเงินปันผลปกติในอัตรา 15.30 บาท บวกปันผลพิเศษอีก 19 บาท โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ในอัตรา 6.89 บาท และจ่ายปันผลครึ่งปีหลังอีก 27.41 บาท จ่ายเงินปันผล 30 เมษายน 2569
หุ้น PTT จ่ายเงินปันผลปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 2.30 บาท แบ่งเป็นจ่ายปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการครึ่งแรกหุ้นละ 0.90 บาท และจ่ายสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลัง ในอัตราหุ้นละ 1.40 บาท (เงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลัง 1.20 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษ 0.20 บาทต่อหุ้น)
หุ้น KBANK จ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 14 บาท มาจากจ่ายเงินปันผล 12 บาท บวกปันผลกรณีพิเศษอีก 2 บาท โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 2 บาทเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 และจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังอีก 12 บาท กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569
และหุ้น KTB จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิทั้งสิ้นในอัตรา 2.8245 บาทต่อหุ้น และผู้ถือหุ้นสามัญในอัตรา 2.6700 บาทต่อหุ้น มาจากเงินปันผลประจำปีให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในอัตรา 2.2245 บาทต่อหุ้น และผู้ถือหุ้นสามัญในอัตรา 2.0700 บาทต่อหุ้น บวกเงินปันผลพิเศษจากกำไรสะสม ให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและผู้ถือหุ้นสามัญ ในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น
ที่ผ่านมา KTB ปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 0.43 บาท ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 และจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลัง ให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในอัตรา 2.3945 บาท และผู้ถือหุ้นสามัญในอัตรา 2.2400 บาท กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 16 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 เมษายน 2569
ไตรมาสแรกของปี 2569 คือบทพิสูจน์ความอดทนของคนไทย ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตที่มีทั้งปัจจัยการเมืองโลกและวิกฤตพลังงานเป็นตัวเร่ง แม้ดัชนีจะยังคงทรงตัวและเติบโตได้
แต่ความท้าทายที่แท้จริง คือ การ"ฝ่าวิกฤต" ในวันที่รายจ่ายพุ่งแรงแต่รายรับยังคงเท่าเดิม ซึ่งความแข็งแกร่งของนักลงทุนรายย่อยไทยในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงยืนหยัดอยู่ได้ในอนาคต.