ชาวเน็ตไทย 81% จี้รัฐรื้อโครงสร้างราคาและภาษีน้ำมัน หลังดีเซลแตะ 50 บาท
สถานการณ์น้ำมันไทยวิกฤตหนัก ราคาดีเซลพุ่งพรวด 68.8% รับแรงกระแทกความตึงเครียดตะวันออกกลาง ผลสำรวจเสียงสะท้อนสังคมออนไลน์พบส่วนใหญ่เรียกร้องรัฐคุมราคาสินค้าและทลายระบบเอื้อกลุ่มทุน เผย 5 กลยุทธ์การปรับตัวของประชาชน ตั้งแต่ยึดวิถีพอเพียงจนถึงการเร่งอัพสกิลหาอาชีพเสริมสู้ภาวะข้าวยากหมากแพง
8 เมษายน 2569 - วิกฤตพลังงานโลกลามถึงไทย ราคาดีเซลพุ่งทุบสถิติ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานทั่วโลก โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกทะยานแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
จากการติดตามข้อมูลพบว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่งและการผลิต ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 29.94 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สู่ระดับ 50.54 บาทต่อลิตร ในวันที่ 8 เมษายน 2569 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นสูงถึง 68.8% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดังกล่าวได้กลายเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาสินค้าและบริการเริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้นตาม ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อค่าครองชีพของประชาชน
เสียงสะท้อนจากโซเชียล : จี้รัฐแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 7 เมษายน 2569 พบประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียด 5 แนวทางหลัก ดังนี้ :
- การปฏิรูปโครงสร้างราคาและภาษี (81%) : ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่ารัฐบาลควรเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างจริงจัง โดยมีประเด็นสำคัญคือการลดอัตราภาษีที่ซ้ำซ้อนและการปรับปรุงโครงสร้างราคาที่ถูกมองว่า "เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่" นอกจากนี้ยังต้องการให้มีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนในระยะสั้น
- การปรับพฤติกรรมการบริโภค (8%) : ประชาชนเริ่มใช้วิธีลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเองผ่านการ "ลด ละ เลิก" การใช้สินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงการจำกัดงบประมาณด้านการเดินทางท่องเที่ยวและการประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
- การหันสู่แนวทางพึ่งพาตนเอง (6%) : มีการระบุถึงการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น การปลูกผัก เลี้ยงปลา เพื่อลดการพึ่งพากลไกตลาด รวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้ามาเป็นการสนับสนุนร้านค้าในชุมชนที่มีราคาถูกกว่าสินค้าจากผู้ประกอบการรายใหญ่
- การปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและการทำงาน (4%) : เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันแพง ประประชาชนส่วนหนึ่งเลือกปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางไปสู่การใช้รถสาธารณะและการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้มาตรการลดการเดินทางผ่านการทำงานที่บ้าน (Work from Home) แทนการเดินทางไปยังสำนักงาน
- การเพิ่มศักยภาพและรายได้เสริม (1%) : แม้จะเป็นส่วนน้อยแต่มีความน่าสนใจในแง่การปรับตัวเชิงรุก โดยมีการวางแผนหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มมาชดเชยรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่สูงขึ้นในอนาคต
ความตื่นตัวท่ามกลางวิกฤต
ข้อมูลจากเสียงสะท้อนของชาวเน็ตไทยสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวในวงกว้างต่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ประชาชนไม่เพียงแต่เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างของพลังงานไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเท่านั้น แต่ยังเกิดภาพการปรับตัวในระดับปัจเจกบุคคลที่เข้มข้น ทั้งในมิติของการประหยัด การปรับพฤติกรรมการบริโภค และการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง