โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชาวเน็ตไทย 81% จี้รัฐรื้อโครงสร้างราคาและภาษีน้ำมัน หลังดีเซลแตะ 50 บาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 เม.ย. เวลา 14.31 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. เวลา 07.31 น.

สถานการณ์น้ำมันไทยวิกฤตหนัก ราคาดีเซลพุ่งพรวด 68.8% รับแรงกระแทกความตึงเครียดตะวันออกกลาง ผลสำรวจเสียงสะท้อนสังคมออนไลน์พบส่วนใหญ่เรียกร้องรัฐคุมราคาสินค้าและทลายระบบเอื้อกลุ่มทุน เผย 5 กลยุทธ์การปรับตัวของประชาชน ตั้งแต่ยึดวิถีพอเพียงจนถึงการเร่งอัพสกิลหาอาชีพเสริมสู้ภาวะข้าวยากหมากแพง

8 เมษายน 2569 - วิกฤตพลังงานโลกลามถึงไทย ราคาดีเซลพุ่งทุบสถิติ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานทั่วโลก โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกทะยานแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

จากการติดตามข้อมูลพบว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่งและการผลิต ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 29.94 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สู่ระดับ 50.54 บาทต่อลิตร ในวันที่ 8 เมษายน 2569 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นสูงถึง 68.8% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดังกล่าวได้กลายเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาสินค้าและบริการเริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้นตาม ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อค่าครองชีพของประชาชน

เสียงสะท้อนจากโซเชียล : จี้รัฐแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 7 เมษายน 2569 พบประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียด 5 แนวทางหลัก ดังนี้ :

  • การปฏิรูปโครงสร้างราคาและภาษี (81%) : ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่ารัฐบาลควรเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างจริงจัง โดยมีประเด็นสำคัญคือการลดอัตราภาษีที่ซ้ำซ้อนและการปรับปรุงโครงสร้างราคาที่ถูกมองว่า "เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่" นอกจากนี้ยังต้องการให้มีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนในระยะสั้น
  • การปรับพฤติกรรมการบริโภค (8%) : ประชาชนเริ่มใช้วิธีลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเองผ่านการ "ลด ละ เลิก" การใช้สินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงการจำกัดงบประมาณด้านการเดินทางท่องเที่ยวและการประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
  • การหันสู่แนวทางพึ่งพาตนเอง (6%) : มีการระบุถึงการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น การปลูกผัก เลี้ยงปลา เพื่อลดการพึ่งพากลไกตลาด รวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้ามาเป็นการสนับสนุนร้านค้าในชุมชนที่มีราคาถูกกว่าสินค้าจากผู้ประกอบการรายใหญ่
  • การปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและการทำงาน (4%) : เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันแพง ประประชาชนส่วนหนึ่งเลือกปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางไปสู่การใช้รถสาธารณะและการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้มาตรการลดการเดินทางผ่านการทำงานที่บ้าน (Work from Home) แทนการเดินทางไปยังสำนักงาน
  • การเพิ่มศักยภาพและรายได้เสริม (1%) : แม้จะเป็นส่วนน้อยแต่มีความน่าสนใจในแง่การปรับตัวเชิงรุก โดยมีการวางแผนหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มมาชดเชยรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่สูงขึ้นในอนาคต

ความตื่นตัวท่ามกลางวิกฤต

ข้อมูลจากเสียงสะท้อนของชาวเน็ตไทยสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวในวงกว้างต่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ประชาชนไม่เพียงแต่เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างของพลังงานไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเท่านั้น แต่ยังเกิดภาพการปรับตัวในระดับปัจเจกบุคคลที่เข้มข้น ทั้งในมิติของการประหยัด การปรับพฤติกรรมการบริโภค และการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...