โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่องทางลับ แอบฝัง Backdoor ในเราเตอร์ สั่งปิดอุปกรณ์ขณะโจมตี

Techhub

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกไซเบอร์ทันที เมื่ออิหร่าน ออกมากล่าวหาว่า สหรัฐอเมริกา ใช้ช่องทางลับหรือ Backdoor

รวมถึงเครือข่าย Botnet ที่แอบฝังไว้ในอุปกรณ์เน็ตเวิร์กยี่ห้อดังอย่าง Cisco, Juniper, Fortinet และ MikroTik เพื่อสั่งปิดการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้ในช่วงที่อิหร่านถูกโจมตีทางทหาร

Techhub ไปเจอข่าวที่ สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ในช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดการโจมตีทางอากาศ อุปกรณ์เราเตอร์ระดับองค์กรจำนวนมากเกิดอาการ เอ๋อ อย่างกะทันหัน ทั้งการรีบูตตัวเองโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือการตัดการเชื่อมต่อจากระบบไปดื้อๆ ทั้งที่ในช่วงเวลานั้นอิหร่านแทบจะตัดการเชื่อมต่อจากอินเทอร์เน็ตโลกอยู่แล้ว

ทฤษฎีที่อิหร่านตั้งข้อสังเกตมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก

1.Firmware Implant มีการฝังโค้ดอันตรายไว้ในระดับเฟิร์มแวร์หรือ Bootloader ตั้งแต่ก่อนส่งมอบอุปกรณ์ และถูกตั้งเวลาให้ทำงาน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด

2.Covert Botnet มีการแอบฝัง Botnet ไว้ในอุปกรณ์เหล่านั้นล่วงหน้า และถูกสั่งการให้โจมตีระบบจากภายในในช่วงที่เกิดสงคราม

นี่ความจริงหรือแค่การเมือง?

แม้ข้อกล่าวหานี้จะดูรุนแรง แต่การพิสูจน์ความจริงแบบอิสระ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านเองก็ได้สั่งจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในประเทศอย่างหนักมานานกว่า 50 ดวันแล้ว โดยอนุญาตให้ใช้เพียง White SIM หรือ Internet Pro เฉพาะกลุ่มเท่านั้น

ซึ่งนี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เพราะในขณะที่อิหร่านอ้างว่าสหรัฐฯ แทรกแซงระบบ แต่การปิดกั้นข้อมูลของอิหร่านเองก็นำมาซึ่งความไม่โปร่งใสในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ทำไมข้อกล่าวหานี้ถึงมีน้ำหนัก? นั่นเป็นเพราะแบรนด์ที่ถูกระบุชื่อต่างเคยมี อาจจะเคยประวัติ เรื่องความปลอดภัยมาก่อน เช่น

– Cisco เคยถูก Edward Snowden แฉในปี 2014 ว่า NSA เคยแอบดักจับอุปกรณ์ระหว่างขนส่งเพื่อฝังเครื่องมือสอดแนม
– Juniper ในปี 2015 เคยตรวจพบโค้ดปริศนาใน ScreenOS ที่ยอมให้เข้าถึงสิทธิ์แอดมินได้จากระยะไกล
– Fortinet & MikroTik ต่างเคยประสบปัญหาเรื่องช่องโหว่รหัสผ่าน และการถูกใช้เป็นฐานทัพของ Botnet มาแล้ว

ขณะที่ทางฝั่งสหรัฐฯ ยังไม่มีการตอบโต้โดยตรงต่อข้อกล่าวหานี้ แต่ยอมรับเพียงว่ามีการทำปฏิบัติการทางไซเบอร์ภายใต้ชื่อ Operation Epic Fury จริง

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรอดูว่า แบรนด์ที่ถูกอิอร่านกล่าวหาทั้งหมด จะออกมาตอบโต้กับเรื่องนี้ยังไงบ้างครับ ซึ่งในโลกของ IT Infrastructure เรามักจะพูดถึงเรื่อง Supply Chain Security หรือความปลอดภัยของต้นน้ำกันบ่อยๆ

ซึ่งเคสของอิหร่านครั้งนี้ (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือการปั่นกระแส) ตอกย้ำให้เห็นว่า ฮาร์ดแวร์ที่เราซื้อมา ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเจ้าของมัน 100% ซึ่งถ้ามองตามสไตล์ Techhub เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่มันคือฝันร้ายของคนทำระบบ ลองนึกภาพว่าคุณอุดช่องโหว่ซอฟต์แวร์แทบตาย แต่สุดท้ายตัวชิปหรือเฟิร์มแวร์ จากโรงงานดันมีประตูหลังทิ้งไว้ให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาสั่งปิดเครื่องได้เหมือนรีโมททีวี

ย้ำตัวโตๆ ว่า ข่าวนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อมูลที่เท็จจริงนะครับ ซึ่งอาจจะเป็นแค่เพียงการเมืองจากทางฝั่งอิหร่านเท่านั้น

ที่มา

techspot


⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวัน

กดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...