โปรดเกล้าฯ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้ไขวิกฤตพลังงานและหนุนเศรษฐกิจยั่งยืน
ราชกิจจานุเบกษาประกาศ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผลบังคับใช้ มุ่งแก้ไขวิกฤตพลังงาน 2569 ให้อำนาจคลังกู้เงินเสริมสภาพคล่องและเยียวยาภาคประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
9 พฤษภาคม 2569 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและส่งเสริมความยั่งยืน พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อรับมือกับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง
โดยระบุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันราคาพลังงานมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าและพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย อันกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในภาคครัวเรือน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการผลิตในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
หากปล่อยให้ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศดำเนินต่อไปโดยมิได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที จะเป็นอุปสรรคสำคัญ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเงินเพื่อมาใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อใช้จัดการปัญหาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
เปิดรายละเอียดวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท
พระราชกำหนดฉบับนี้กำหนดกรอบวงเงินกู้รวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามแผนงานหลัก 2 ด้าน ดังนี้
- แผนงานช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ วงเงิน 200,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและเกษตรกร รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
- แผนงานเพื่อความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมีโครงการสำคัญ เช่น การส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า การพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมเพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
ขณะเดียวกัน พระราชกำหนดฉบับนี้ มีการกำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการและพิจารณาโครงการต่าง ๆ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบแผนงานหรือโครงการที่ขอใช้เงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนด เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและติดตามและประเมินผล โดยการดำเนินงานและการประชุมของคณะกรรมการชุดนี้ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
นายกฯ ยันเงินไม่รั่วไหล
ย้ำใช้เพื่อประชาชนเท่านั้น
ขณะที่เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 9 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันเดียวกันนี้ ว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงรัฐมนตรีทั้งหลายที่กำกับดูแลใช้งบประมาณโดยตรงจะใช้ความเข้มงวดในการดำเนินการอย่างเต็มที่
“เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้ก็จะถูกส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ไม่มีโครงการอะไรต่างๆ มาขั้นกลางกับสิ่งที่เราจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนทำให้คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ส่วนหากมีการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลจะทำให้โครงการที่ใช้งบนี้สะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมาย เรื่องนี้ได้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้วและมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้แล้ว จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของตน
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนดฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และและรับรองได้ว่า ไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์อย่างเดียว รัฐมนตรีทุกคนใน ครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน“