โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คลังดัน "ไทยช่วยไทย พลัส" ช่วยกลุ่มเปราะบาง รับผลกระทบน้ำม้นแพง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 05.10 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 12.07 น.
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

เอกนิติ เผย กระทรวงการคลังเร่งออกมาตรการรับมือราคาพลังงานพุ่ง เสนอช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมปรับโครงสร้างคนละครึ่งรวมบัตรสวัสดิการเป็น “ไทยช่วยไทย พลัส” ขณะเดียวกันเตรียมขยายเพดานกองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท ย้ำยังมีพื้นที่หนี้สาธารณะรองรับ และเดินหน้าดูแลราคาน้ำมันไม่ให้กระทบประชาชนเกินไป จ่อคลอด”คนละครึ่ง”เวอร์ชั่นใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังเพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจว่า ในเดือนมีนาคมรายได้รัฐบาลยังเข้าเป้าอยู่ ขณะที่ด้านรายจ่ายได้มอบนโยบายให้กรมบัญชีกลางเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่มีสัญญาณชะลอตัว

ในส่วนของสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตพลังงานโลก ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง เร่งกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันที่รัฐถือหุ้น ให้เข้มงวดห้ามกักตุน ห้ามเอาเปรียบประชาชน และกรมสรรพสามิตให้เร่งตรวจนับปริมาณน้ำมันคงคลังที่อยู่ประจำโรงกลั่นทุกที่

ขณะเดียวกัน ยังได้มอบหมายให้กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตเร่งปราบปรามการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนข้ามแดน เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศไทยถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงเกิดการลักลอบนำน้ำมันจากไทยออกไปขายนอกประเทศ

“ต้องยอมรับว่าวันนี้เป็นวิกฤตพลังงานของโลก ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นจากประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปเป็นกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 300-400% แต่ไทยยังใช้กองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคา ทำให้ราคาปรับขึ้นช้ากว่าหลายประเทศ” นายเอกนิติกล่าว

ประชุมครม.ใหม่นัดแรก เสนอมาตรการทันที

นายเอกนิติกล่าวว่า ทันทีที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยมีหลายแนวทางที่เตรียมไว้ ทั้งการประสานการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตเหมือนที่ผ่านมา แต่จะดำเนินการในระดับใดต้องพิจารณาฐานะการคลังควบคู่กันไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต

ทั้งนี้ ย้ำว่าทิศทางหลักของนโยบายคือ ต้องช่วยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานที่ดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เตรียมมาตรการรองรับประชาชนกลุ่มเปราะบางจำนวนประมาณ 13.4 ล้านคนแล้ว พร้อมประสานกับสำนักงบประมาณเพื่อจัดเตรียมงบกลางมาดูแลกลุ่มดังกล่าว และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ทันที คาดว่ามาตรการจะมีความชัดเจนก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์

ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมโครงการใหม่ที่เป็นการต่อยอด “คนละครึ่ง” โดยจะผนวกรวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เป็นโครงการเดียว ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่าย วิเคราะห์ยอดขายของร้านค้า รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

“โครงการนี้จะรวมทั้งกลุ่มเปราะบางและโครงการคนละครึ่งเข้าด้วยกัน จากเดิมที่แยกเป็น 2 ระบบ ก็จะรวมเป็นระบบเดียว ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการสามารถนำไปใช้จ่ายในร้านค้าทั่วไปได้มากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะร้านธงฟ้าเหมือนที่ผ่านมา” นายเอกนิติกล่าว

ประเมินฉากทัศน์สงคราม เตรียมแผนรองรับ

ในด้านการประเมินสถานการณ์ รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหลายฉากทัศน์ โดยยอมรับว่ายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามซึ่งเป็นปัจจัยหลักของวิกฤตพลังงานจะยุติเมื่อใด จากเดิมที่คาดว่าอาจจบภายใน 1 เดือน ปัจจุบันประเมินว่าอาจยืดเยื้อ 3-4 เดือน (ฉากทัศน์ที่ 2) หรือมากกว่านั้น ทำให้ต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างต่อเนื่องและจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน โดยเร่งจัดหาน้ำมันและสำรองล่วงหน้าให้เพียงพอ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแล้ว แม้หวังว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงถึงขั้นดังกล่าว แต่รัฐบาลต้องมีแผนรองรับไว้ล่วงหน้า

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันรายได้ภาครัฐยังเป็นไปตามเป้า ฐานะการคลังยังพอรับได้ แต่การใช้กลไกทั้งกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิตล้วนเป็นการอุดหนุนราคาที่ให้ประโยชน์กับผู้ใช้พลังงานโดยตรง จึงจำเป็นต้องปรับแนวคิดไปสู่การช่วยเหลือประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อไม่ให้เกิดภาระการคลังและป้องกันความเสี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤตในอนาคต

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงเข้ามาดูแลราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับผู้บริโภคมากเกินไป โดยประเทศไทยมีเครื่องมือหลัก 2 ส่วนในการดูแลราคาน้ำมัน ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต โดยปัจจุบันใช้กองทุนน้ำมันเป็นกลไกหลักในการพยุงราคา ซึ่งช่วยดูแลราคาน้ำมันดีเซลอยู่ประมาณ 19 บาทต่อลิตร ถ้าไม่มีการดูแลจากกองทุนน้ำมัน ราคาดีเซลวันนี้อาจสูงถึงประมาณ 59 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันภาษีน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 6-7 บาทต่อลิตร ต่อให้ลดภาษีหมด ราคาก็ลงได้เพียงเท่านั้น แต่กองทุนน้ำมันฯ เคยรับภาระได้ถึง 20-25 บาท

“ถ้าไม่ทำอะไรเลย ราคาน้ำมันวันนี้อาจอยู่ที่กว่า 50 บาทต่อลิตร แต่ที่ยังอยู่ระดับ 40 บาทเศษ เพราะรัฐบาลเข้าไปดูแลให้ราคาน้ำมันกระทบกระเทือนประชาชนน้อยที่สุด แต่ต้องยอมรับความจริงว่ายังไงน้ำมันก็ต้องแพงขึ้น เพราะเราไม่มีน้ำมันเป็นของตัวเอง”

ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เสนอเรื่องมายังกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้รัฐค้ำประกันการกู้เงินในวงเงิน 150,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่กองทุนมีภาระหนี้อยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ทำให้ยังมีวงเงินเหลือสำหรับใช้บริหารจัดการราคาน้ำมันได้อีกพอสมควร

เล็งกู้เพิ่ม แก้กฎหมาย 2 ส่วน

ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการกู้เงินเพิ่ม จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ ให้บรรจุอยู่ในแผนบริหารหนี้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ ก่อนที่ สบน. จะดำเนินการจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมต่อไป โดยจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย 2 ส่วน

ได้แก่ การออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 26 พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อขยายเพดานการก่อหนี้ของกองทุนจากเดิม 20,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท กระบวนการกู้เงินของกองทุนจะใช้วิธีเปิดให้สถาบันการเงินเสนอเงื่อนไข และเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด โดยคาดว่าจะเป็นหนึ่งในวาระแรกที่เสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.

นอกจากนี้ ในส่วนของการค้ำประกันเงินกู้ อาจต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับเพิ่มเติม เนื่องจากหากเป็นการกู้ของกองทุนโดยตรงจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ แต่หากมีการค้ำประกันโดยรัฐ จะต้องมีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้ หากมีการขยายวงเงินกู้ จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถาบันการเงินว่าต้องการให้ภาครัฐค้ำประกันหรือไม่ ซึ่งหากมีการค้ำประกัน หนี้ดังกล่าวยังคงถือเป็นหนี้สาธารณะทั้งหมด

สำหรับสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ปัจจุบันยังมีพื้นที่รองรับได้อีกประมาณ 300,000 ล้านบาท และหากมีการกู้เพิ่มเต็มวงเงิน 150,000 ล้านบาท จะกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะประมาณ 1% ของ GDP ที่อยู่ราว 18 ล้านล้านบาท โดยย้ำว่ารัฐบาลยังมีการบริหารจัดการ ไม่ได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวโดยไม่มีมาตรการดูแล

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เคยมีการค้ำประกันวงเงิน 150,000 ล้านบาท และกองทุนเคยติดลบสูงสุดประมาณ 130,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังไม่ยุติ ก็ต้องมีการบริหารต่อเนื่อง รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ” นายลวรณกล่าว

ส่วนกรณีการลดภาษีน้ำมันดีเซล นายลวรณระบุว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่ โดยหลักการบริหารราคาน้ำมันจะพิจารณาจากการผสมผสานระหว่างการใช้กองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ได้ราคาปลายทางตามเป้าหมาย

ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่

นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีการเพิ่มเงินช่วยเหลือ 100 บาทในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดก่อนหน้านี้ ขณะนี้กระบวนการต้องหยุดชะงัก เนื่องจากมีการโปรดเกล้าฯ ครม. ชุดใหม่แล้ว ทำให้ต้องเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ชุดใหม่อีกครั้ง ซึ่งวงเงินช่วยเหลือ 100 บาทอาจไม่เพียงพอ และมีโอกาสปรับเพิ่มได้ โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างแน่นอน แต่รายละเอียดวงเงินและระยะเวลามาตรการจะต้องรอการพิจารณาของ ครม. ชุดใหม่ในการประชุมนัดแรก ขณะเดียวกัน การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือน

ในส่วนของหลักเกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่ ระบุว่าจะมีความเข้มงวดมากขึ้นและใช้ฐานข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อลดปัญหาผู้ไม่มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ แต่ขั้นตอนการลงทะเบียนจะง่ายขึ้นอย่างมาก โดยผู้ลงทะเบียนจะกรอกเพียงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อและเลขบัตรประชาชน ส่วนข้อมูลอื่น ๆ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ตรวจสอบจากฐานข้อมูลภาครัฐ

“กระบวนการเดิมถือว่าสิ้นสุด ต้องเริ่มใหม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องทำหนังสือไปยังสำนักงบประมาณเพื่อของบกลาง สำหรับวงเงินช่วยเหลือ 100 บาทต่อคน สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการประมาณ 13 ล้านคน ซึ่งจะต้องเสนอเข้า ครม. อีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการประชุม ครม.” นายลวรณกล่าว

จ่อคลอด”คนละครึ่ง”เวอร์ชั่นใหม่

สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง” ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรูปแบบโครงการ รวมถึงจำนวนผู้ได้รับสิทธิและวงเงินต่อคน ซึ่งยังต้องพิจารณาตามกรอบงบประมาณที่มี ทั้งนี้ แนวทางใหม่จะเชื่อมระบบร้านค้าระหว่างโครงการคนละครึ่งกับร้านค้าของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่แยกกัน โดยจะรวมร้านค้าทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้สะดวกมากขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

นอกจากนี้ การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่จะเปิดให้ผู้มีความพร้อมสามารถใช้สมาร์ทโฟนยืนยันตัวตนและใช้สิทธิแทนบัตรประชาชนได้ ซึ่งจะทำให้ระบบของบัตรสวัสดิการและคนละครึ่งเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากกระบวนการดำเนินการเป็นไปตามแผน โครงการคนละครึ่งรูปแบบใหม่ หรือ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจเริ่มใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคม โดยจะเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ และช่วยเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ การลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งจะเป็นการลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด ยกเว้นกลุ่มผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรง จะไม่สามารถลงทะเบียนซ้ำในรูปแบบเดิมได้

ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายลวรณระบุว่า ล่าสุดได้รับการยืนยันจากสำนักงบประมาณว่ายังเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม ไม่มีความล่าช้า และจะสามารถเริ่มใช้ได้ตามปกติในช่วงเดือนกันยายน โดยงบประมาณปี 2570 ยังไม่ได้มีการจัดสรรเพื่อรองรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากในช่วงที่จัดทำงบประมาณยังไม่ได้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลังดัน “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยกลุ่มเปราะบาง รับผลกระทบน้ำม้นแพง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...