สงกรานต์ 69 คึกคักเกินคาด! ต่างชาติเข้า 5แสนคน เงินสะพัด 3หมื่นล้านบาท
เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ปิดฉากลงท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยตัวเลขรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวน ขณะเดียวกันยังตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผล
ในช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดรวมสูงถึง 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์ทั่วประเทศ ส่งผลให้เทศกาลนี้ไม่เพียงเป็นประเพณีปีใหม่ไทย แต่ยังยกระดับเป็น “อีเวนต์ระดับโลก” ที่ผสานวัฒนธรรม อาหาร และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ในเชิงโครงสร้าง การเติบโตของสงกรานต์ปีนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนโยบายท่องเที่ยวไทยไปสู่แนวทาง “value-based tourism” ที่เน้นคุณภาพและประสบการณ์มากกว่าปริมาณ โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากมองหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งช่วยยกระดับรายได้ต่อหัว และกระจายเม็ดเงินไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
แรงส่งจากนักท่องเที่ยว ดันรายได้ทะลุ 3 หมื่นล้าน
ข้อมูลจาก ททท. ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงสงกรานต์ปี 2569 เพิ่มขึ้น 4% แตะระดับประมาณ 500,000 คน ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเติบโต 7% อยู่ที่ 5.96 ล้านทริป โครงสร้างรายได้จึงยังคงพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยสร้างรายได้ถึง 22,250 ล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท
การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความร่วมมืออย่างเข้มข้นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งร่วมกันออกแบบและจัดกิจกรรมในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ ทำให้เทศกาลมีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น อีกทั้งการรับรู้ของสงกรานต์ในระดับนานาชาติยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งเอเชียและภูมิภาคอื่นทั่วโลกที่ต้องการสัมผัสเอกลักษณ์ของเทศกาล ทั้งการเล่นน้ำ ขบวนแห่ และการแสดงทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ จุดแข็งของสงกรานต์ยังอยู่ที่การผสมผสานระหว่าง “ความสนุก” และ “ความหมายเชิงวัฒนธรรม” ไม่ว่าจะเป็นพิธีรดน้ำพระ การขอพรผู้ใหญ่ หรือการเฉลิมฉลองในชุมชน ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและยากต่อการลอกเลียนแบบในตลาดท่องเที่ยวโลก
กรุงเทพฯ ศูนย์กลางอีเวนต์ ดึงเม็ดเงินระดับสูง
กรุงเทพมหานครยังคงเป็นหัวใจของการเฉลิมฉลองสงกรานต์ โดยพื้นที่หลักอย่างถนนสีลม สยามสแควร์ และถนนข้าวสาร เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้าร่วมกิจกรรมเล่นน้ำและงานปาร์ตี้บนท้องถนนอย่างคึกคัก สะท้อนศักยภาพของเมืองหลวงในการเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับนานาชาติ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ “Maha Songkran World Water Festival” ที่จัดขึ้น ณ สวนเบญจกิติ ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 108,000 คน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 52,000 คน กิจกรรมภายในงานครอบคลุมทั้งการแสดงวัฒนธรรมไทย การแสดงศิลปะพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น และบรรยากาศเทศกาลน้ำแบบร่วมสมัย โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 283.68 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของอีเวนต์ขนาดใหญ่ในการกระตุ้นการใช้จ่ายและขับเคลื่อนธุรกิจในพื้นที่
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือ “Saneh Art by Songkran Festival” ที่สวนลุมพินี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 94,000 คน โดยเน้นการนำเสนอสงกรานต์ผ่านมุมมองศิลปะร่วมสมัย การติดตั้งงานศิลป์ (art installation) และการแสดงเชิงสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ นอกเหนือจากรูปแบบดั้งเดิม
ภาพรวมของกรุงเทพฯ ในปีนี้จึงสะท้อนการพัฒนาเทศกาลจาก “ถนนเล่นน้ำ” ไปสู่ “แพลตฟอร์มอีเวนต์เชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก
ภูมิภาค-ชายแดนใต้คึกคัก หนุนท่องเที่ยวกระจายตัว
แม้กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางหลัก แต่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศก็มีบทบาทสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งใช้จุดแข็งด้านประวัติศาสตร์และโบราณสถานจัดกิจกรรม “สงกรานต์ช้าง” ที่ผสานความยิ่งใหญ่ของช้างไทยเข้ากับประเพณีดั้งเดิม ควบคู่กับพิธีรดน้ำพระ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างและความเป็นสิริมงคลที่สืบทอดกันมาหลายศตวรรษ
ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เทศกาลสงกรานต์ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมผ่านขบวนแห่วัฒนธรรมและพิธี “รดน้ำดำหัว” ที่เน้นความเคารพต่อผู้ใหญ่และความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกัน ถนนเล่นน้ำในหลายจังหวัดถูกพัฒนาเป็นพื้นที่กิจกรรมของชุมชน เปิดโอกาสให้ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในบรรยากาศแห่งความสนุกและความสามัคคี
ด้านภาคใต้ของไทยมีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน ด่านสะเดามีผู้เดินทางเข้า-ออกมากกว่า 36,000 คน ในช่วงวันที่ 10-12 เมษายน โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเป็นกลุ่มหลักที่เข้ามาร่วมเทศกาล จังหวัดสงขลาซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ มีอัตราการเข้าพักโรงแรมสูงถึง 80% และมีนักท่องเที่ยวรวมประมาณ 70,000 คน สร้างรายได้ราว 700 ล้านบาท
ขณะที่พื้นที่ชายแดนใต้ เช่น เบตง จังหวัดยะลา และสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้ขยายรูปแบบกิจกรรมสงกรานต์ไปสู่ช่วงเวลากลางคืน ผ่านงานอย่าง “สุขสันต์สงกรานต์ชายแดนใต้” และ “SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับประสบการณ์ท่องเที่ยว และยืดระยะเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
ภาพรวมของสงกรานต์ปี 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ไทย แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก พร้อมทั้งตอกย้ำศักยภาพของไทยในการผสมผสาน “รากวัฒนธรรม” เข้ากับ “นวัตกรรมการท่องเที่ยว” ได้อย่างลงตัวและยั่งยืนในระยะยาว