คลังเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” รวมคนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการฯ 25 พ.ค. นี้
รมว. คลัง เตรียมเปิดลงทะเบียน "ไทยช่วยไทย พลัส" รวม“คนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการ” 25 พ.ค. นี้ คาดเริ่มใช้ 1 มิ.ย. เฟสแรกให้เดือนละ 1,000 บาท นาน 2 เดือน
7 พ.ค. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26 MONEY EXPO 2026 BANGKOK ว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดตัวโครงการ "ไทยช่วยไทย Plus" ซึ่งเป็นการบูรณาการควบรวมสิทธิ์ระหว่างโครงการคนละครึ่งพลัส และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียวกัน
“ตอนนี้โครงการคนละครึ่งพลัสจะเปลี่ยนเป็นชื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้วซึ่งเป็นการรวมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไว้ด้วยกันโดยภายใต้โครงการไทยช่วยไทย พลัส ประชาชน 1 คนจะได้รับเพียง 1 สิทธิ์”
โดยเบื้องต้นคาดว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเปิดลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายในเดือน มิ.ย. 69 โดยจะแบ่งจ่ายเป็น 2 เฟส แบ่งเป็น 2+2 เดือน
โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เข้าเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท นาน 2 เดือน ทั้งนี้เป็นการจ่ายเพิ่มให้อีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมที่ได้อยู่แล้วเดือนละ 300 บาท โดยการใช้จ่ายสามารถจ่ายได้เต็มจำนวนไม่มีการสมทบจากภาครัฐ
“เบื้องต้นใน 2 เดือนแรกผู้มีบัตรสวัสดิการรายเดิม 13.2 ล้านรายจะได้รับสิทธิ์ไปก่อน หลังจากมีการเปิดลงทะเบียนคัดกรองสิทธิ์แล้วกลุ่มบัตรสวัสดิการกลุ่มใหม่จะได้รับสิทธิ์ในเฟส 2 ส่วนต่อไป”
กลุ่มที่รายได้เกินได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งพลัส โดยรัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%
โดยในฝั่งของผู้ประกอบการร้านค้า ปัจจุบันมีร้านค้าที่อยู่ในระบบรวมกันประมาณ 1.4 - 1.5 ล้านร้านค้า รวมร้านธงฟ้าและร้านคนละครึ่งเดิม โดยรัฐบาลจะนำระบบ AI เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงกับถุงเงินและเป๋าตัง ซึ่ง AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์รายรับ ยอดขาย และพฤติกรรมการขายของร้านค้ารายย่อยเพื่อใช้เป็นข้อมูลให้ธนาคารของรัฐประเมินการปล่อยสินเชื่อได้
“นวัตกรรมนี้จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าตัวเล็กๆ ที่ไม่มีที่ดินหรือสินทรัพย์ค้ำประกัน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ง่ายขึ้นในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และไม่ต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบอีกต่อไป นอกจากนี้ AI ยังสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสินค้าใดขายดี และสามารถเปรียบเทียบต้นทุนวัตถุดิบ กับราคาตลาดได้ เพื่อให้ร้านค้าทราบว่าตนเองซื้อของแพงกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่”