“เอกนัฏ” กางนโยบายพลังงาน เร่งแก้ด่วน “ราคาน้ำมัน ค่าไฟแพง“ พร้อมตรวจสุดซอยป้องกันกักตุน ดูแลค่าการกลั่น ชูจัดตั้ง“คลังน้ำมันสำรองชาติ”
วันนี้1 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงนโยบายพลังงานว่า ปัญหาเร่งด่วนมี 2 ด้านหลัก คือ “น้ำมันและค่าไฟแพง“ โดยในส่วนของน้ำมันนั้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาที่สูงขึ้นตามตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็น “น้ำมันขาดแคลน” ทำไมน้ำมันไม่มีเติมในบางพื้นที่ ทั้งที่ข้อมูลระบุว่าประเทศมีน้ำมันสำรองและกำลังการกลั่นเพียงพอ ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร จึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากความไม่โปร่งใสของระบบกระจายสินค้า อีกทั้งจุดบอดคือระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยยังขาดรายละเอียดสำคัญ โดยมีเพียงตัวเลขปริมาณสำรองรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูล “การไหลของน้ำมัน” ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงสถานีบริการ ซึ่งควรมีการเปิดเผยข้อมูลแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใด และป้องกันการกักตุนหรือการรั่วไหล ดังนั้นทุกอย่างแก้ได้ และไม่น่าเชื่อว่าข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานที่ก่อตั้งมานาน มีข้อมูลน้อยมาก เราควรจะมีข้อมูลภาพรวม 2 ชุด มีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ กลั่นเท่าไหร่ ประชาชนจะได้เห็นว่ารั่วไหลตรงไหน ถ้าถูกส่งออกมาไม่ถึง 10 ล้านลิตร จะไปอยู่ตรงไหน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวอีกว่า อีกประเด็นสำคัญคือการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึกที่สร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้ประชาชน การแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตต้องอาศัย “ความโปร่งใส” เป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน ส่วนยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกคือความโปร่งใส การทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องโปร่งใสมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะบอกว่าอัพเดท รอตลาดสิงคโปร์ ซึ่งผมมองว่าดึกไป ยังไม่ต้องสัญญาณจากสิงคโปร์ก็ได้ โดยกรณีขึ้นราคาน้ำมันไม่ต้องรีบ รออีกวันได้ แต่ถ้าลดราคาควรประกาศเลย ดึกแค่ไหนก็ควรประกาศ” นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบ “ค่าการกลั่น” ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยราว 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤต จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน และทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร หากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไป “ลดราคาน้ำมันให้ประชาชน” เป็นลำดับแรก ทั้งนี้ตนเคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่น เข้าใจว่ามีต้นทุนสูง แต่ไม่ใช่การปรับไปที่ 2 ไป 7 บาท มันเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรีก็ทราบกันดี ฉะนั้นทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป ถ้าโรงกลั่นรับรายได้มาในยามวิกฤตก็เกินไป เข้าใจว่าธุรกิจต้องทำกำไร แต่ไม่ควรเกินไป เรายังเคยพูดถึงภาษีลาภลอยมาแล้ว ต้องกล้าทุบ นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ในระยะยาวจะเสนอให้ไทยพิจารณาจัดตั้ง “คลังน้ำมันสำรองของชาติ” แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต พร้อมส่งสัญญาณถึงผู้ที่กักตุนเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่อาจทำให้ราคาปรับลดลงได้ในอนาคต