ส่อง “แนวทางลงทุน” ในโลกเศรษฐกิจที่กำลังแตกเป็นหลายขั้ว
นักลงทุนทั่วโลกเริ่มปรับกลยุทธ์รับมือโลกที่แตกเป็นหลายขั้ว โดยหันไปเน้นหุ้นกลุ่มพลังงาน กลาโหม และเทคโนโลยี ควบคู่การกระจายความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 13.15 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยมีแนวโน้มเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน อุตสาหกรรม กลาโหม และเทคโนโลยี ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ผลักดันให้รัฐบาลต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองมากขึ้น
ที่ผ่านมา ตลาดการเงินมักให้รางวัลกับบริษัทที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ แต่ยุคดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนมองว่าสงครามอิหร่านเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกต่อจากโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามการค้าสหรัฐ
นักวิเคราะห์ ชี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ซึ่งทำให้สมมติฐานเดิมของเศรษฐกิจโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเริ่มถูกตั้งคำถาม แม้โลกาภิวัตน์จะยังไม่สิ้นสุด แต่จะเกิดขึ้นยากขึ้นและซับซ้อนกว่าเดิม
ในเชิงภูมิภาค ยุโรปถือเป็นผู้นำในการปรับตัว โดยเร่งเพิ่มการลงทุนด้านพลังงานและกลาโหมเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอากาศยานและกลาโหมในยุโรปปรับตัวขึ้นแรง รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และไฮโดรเจน
ขณะเดียวกันสหรัฐเริ่มเห็นการกลับมาของเศรษฐกิจดั้งเดิม (old economy) เช่น กลุ่มพลังงาน วัตถุดิบ และอุตสาหกรรม ซึ่งได้อานิสงส์จากนโยบายส่งเสริมการผลิตในประเทศ และความพยายามสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับการเติบโตของ AI
ด้านเอเชีย หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและอุตสาหกรรมกลาโหมเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งได้ประโยชน์จากทั้งการใช้จ่ายภายในประเทศและโอกาสส่งออก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีและแบตเตอรี่ก็เติบโตตามกระแสการลงทุนระยะยาว
นักวิเคราะห์ มองว่า แนวโน้มดังกล่าวจะนำไปสู่การแข่งขันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ และทำให้สินค้าโภคภัณฑ์กลับมาเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในพอร์ตการลงทุน
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญในระยะต่อไป คือสงครามตะวันออกกลางจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของโลกาภิวัตน์หรือไม่ โดยแนวโน้มปัจจุบันชี้ว่า โลกอาจไม่ได้ถอยหลังจากโลกาภิวัตน์ แต่กำลังจัดระเบียบใหม่ของห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่
อ้างอิง : www.bloomberg.com