โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ExitFee’ หมื่นล้าน รีเซตท่องเที่ยว สรรพากรชี้ มี พ.ร.ก.เก็บได้ทันที

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. เวลา 01.44 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. เวลา 00.15 น.

รัฐบาลเดินหน้าศึกษามาตรการเก็บภาษีคนไทยเที่ยวนอก Exit Fee 1,000 บาท เผยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีรีเซตอุตฯ ท่องเที่ยวเติบโตยั่งยืน รมว.การท่องเที่ยวฯ ย้ำอยู่ระหว่างศึกษาแผน “สรรพากร” ชี้มี พ.ร.ก.แล้ว หากเอาจริงทำได้ทันที คาดมีรายได้ปีละหมื่นล้าน

นายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) และ นายสุรวัช อัครวรมาศ ที่ปรึกษาและกรรมการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ ร่วมกันเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดจัดเก็บค่าธรรมเนียม หรือ Exit Fee จำนวน 1,000 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 ซึ่งเคยมีการจัดเก็บมาแล้วในอดีตนั้น สมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศเห็นด้วยอย่างยิ่ง

เนื่องจากการท่องเที่ยวตลาดในประเทศ (Domestic) มีงบประมาณสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศค่อนข้างจำกัด และการให้บริการของซัพพลายไซด์ยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

หากรัฐบาลดำเนินการจัดเก็บและทำให้งบฯ ดังกล่าวนี้สามารถกลับมาพัฒนาภาคการท่องเที่ยวได้มองว่าจะทำให้การท่องเที่ยวภายในประเทศมีความแข็งแรงขึ้น แหล่งท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาและมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

หนุนรีเซตโครงสร้างท่องเที่ยว

นายสัญญาพุฒิกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไม่ค่อยคิดเรื่องการยกระดับมาตรฐาน เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ทำให้ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว (attraction) ใหม่ที่ดึงดูดให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว จึงมองว่าการเก็บ Exit Fee มาสนับสนุนนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปฏิรูป (Reset) และวางรากฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต และความแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวภายในประเทศจะเป็นการสร้างรากฐานเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) ที่เป็นกลุ่มคุณภาพตามเป้าหมายระยะยาวของประเทศ

“หากถามว่าสมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศอยากให้รัฐบาลควรนำเงินรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้มาใช้สำหรับพัฒนาหรือทำการตลาดในลักษณะใดบ้าง ตอนนี้ยังตอบยาก แต่เบื้องต้นจะติดตามอย่างใกล้ชิด และหารือกับสมาชิกสมาคมซึ่งมีหลากหลายธุรกิจ ทั้งบริษัทนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร รถนำเที่ยว ฯลฯ เพื่อวางแผนในการนำเสนอแผนระยะสั้นและระยะยาวต่อไป” นายสัญญาพุฒิกล่าว

“จัดเก็บ-จัดสรร” ต้องโปร่งใส

นายสุรวัชกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า โครงการดังกล่าวนี้หากสามารถดำเนินได้จะเป็นประโยชย์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมแน่นอน ทั้งตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic) ตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ซึ่งในประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแข็งแรงเขาจะมีฐานของการท่องเที่ยวภายในประเทศที่แข็งแกร่ง หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาคการท่องเที่ยวของประเทศก็ยังสามารถเติบโตได้ หรือได้รับผลกระทบไม่มากเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเดินหน้าต่อ เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีปัญหามีงบฯ พัฒนาจำกัด หากหลายฝ่ายมองว่า 1,000 บาทเป็นจำนวนที่มากไปก็อาจเริ่มต้นเก็บที่ 500 บาทก็ได้ และกำหนดปรับเพิ่มเป็น 1,000 บาทภายหลัง

“แม้ว่าตาม พ.ร.ก.เงินที่จัดเก็บได้ต้องเข้ากระทรวงการคลัง แต่มองว่าคลังสามารถเขียนระเบียบให้นำเงินออกมาใช้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวได้ หัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าเงินที่เก็บมาจะอยู่ตรงไหน เพื่อวัตถุประสงค์อะไรบ้าง ใครเป็นคนดูแลรับผิตชอบ และมีหลักการพิจารณาและจัดสรรอย่างไร เพื่อความโปร่งใส” นายสุรวัชกล่าว

ย้ำอยู่ระหว่างศึกษาแผนงาน

ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ไว้ก่อนหน้านี้ว่า แนวทางดังกล่าวเป็นนโยบายรัฐบาลที่อยู่ในแผนศึกษาเพื่อดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลัง ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 และเป็นการมองหาช่องทางรายได้ใหม่เพื่อนำมาพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศให้สามารถวางแผนการดำเนินงานในระยะยาวได้ และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

โดยย้ำว่าแผนการจัดเก็บดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและรับฟังความเห็นเพื่อพิจารณาความเหมาะสมต่อไป ว่าราคาที่เหมาะสมควรเก็บเท่าไหร่ กลุ่มคนที่ควรได้รับการยกเว้น หรือควรเริ่มจัดเก็บเมื่อไหร่ ฯลฯ ส่วนแผนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยว (Thailand Tourism Fee : TTF) หรือค่าเหยียบแผ่นดินที่เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาตินั้น ตั้งเป้าจะเริ่มจัดเก็บภายในไตรมาส 3 ปีนี้

คลังชี้ภาษีเดินทางเก็บได้ทันที

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องภาษีเดินทางออกนอกประเทศนั้นทางกรมสรรพากรมีแนวคิดจะจัดเก็บมา 2-3 ปีแล้ว โดยมีการเปิดฟังความคิดเห็นไปแล้วด้วย ส่วนจะนำมาใช้หรือไม่ขึ้นกับนโยบายตัดสินใจ เพราะหากจะเก็บก็ทำได้ทันที เนื่องจากเป็นเรื่องที่เคยทำในอดีต ที่มีการออกพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 มาจัดเก็บคนไทยและคนต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยที่เดินทางออกนอกประเทศหัวละ 1,000 บาท

“กฎหมายเดิมที่ให้จัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศยังมีอยู่ เพียงแต่ปัจจุบันออกกฎกระทรวงยกเว้นการจัดเก็บไว้ เป็นการจัดเก็บจากคนไทย และต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในไทยที่เดินทางออกไปต่างประเทศ แต่ไม่รวมชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย แล้วเดินทางกลับออกไป จึงไม่เหมือนภาษีซาโยนาระของญี่ปุ่นที่เก็บทุกคนที่เดินทางออกนอกประเทศ”

วิธีจัดเก็บต้องหาข้อสรุปอีกที

แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ดีหากจะจัดเก็บก็อาจจะต้องกำหนดวิธีจัดเก็บใหม่ เนื่องจากของเดิมผ่านมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2526 ก็ต้องดูว่าจะเก็บตอนไหน เก็บพร้อมค่าสนามบินเลยหรือไม่ จะทำแบบ บมจ.ท่าอากาศยานไทยที่ให้สายการบินเก็บให้ได้หรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ต้องไปพิจารณาหากจะจัดเก็บจริง ๆ

“ก็ต้องดูว่าจะรวมอยู่ในค่าตั๋วเครื่องบินเลยหรือไม่ แต่ก็จะมีคำถามว่าคนที่จองตั๋วปีนี้แล้วไปเดินทางปีหน้าเงินจะอยู่กับใคร หรือหากให้นำส่งสรรพากรทันที แต่ถ้าถึงเวลาเขาไม่ได้เดินทางแล้วมาขอคืนภาษีก็ต้องมากำหนดอายุความการขอคืนภาษีกันใหม่ สิ่งเหล่านี้ก็มีรายละเอียดที่ต้องคิดกัน”

หนุนรายได้เพิ่ม 1 หมื่นล้าน/ปี

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาได้ยินว่าทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีแนวคิดจะเก็บเป็นค่าเหยียบแผ่นดินแทน ซึ่งหากเก็บค่าเหยียบแผ่นดินส่วนนั้นจะไม่นำส่งคลังก็ได้ เพราะเป็นค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ภาษี แต่ในส่วนภาษีจะต้องนำส่งเข้าคลัง หากจะนำไปใช้ก็ต้องขอจัดสรรงบประมาณตามปกติ

“สำหรับภาษีเดินทางถ้าเก็บก็น่าจะได้ราว ๆ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ถ้าจำนวนคนที่เดินทางออกนอกประเทศอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน” แหล่งข่าวกล่าว

เที่ยวนอกปีละกว่า 10 ล้านคน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ระบุว่า ภาพรวมคนไทยออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ (Outbound Tourism) หรือนักท่องเที่ยวขาออก เฉลี่ยปีละประมาณ 10 ล้านคน โดยปี 2562 ช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 เป็นปีที่มีจำนวนคนไทยเที่ยวต่างประเทศสูงที่สุดประมาณ 11-12 ล้านคน และมีจำนวนลดลงตามสถานการณ์ท่องเที่ยวโลกในช่วงหลังโควิด และเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567-2568 ที่มีจำนวนประมาณ 10-11 ล้านคน

โดยคนไทยจำนวนนี้นำเงินไปใช้จ่ายต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.85-4.40 แสนล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยราว 35,000-40,000 บาทต่อคนต่อทริป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ExitFee’ หมื่นล้าน รีเซตท่องเที่ยว สรรพากรชี้ มี พ.ร.ก.เก็บได้ทันที

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...