สินค้าโภคภัณฑ์เปลี่ยนเกมโลก ดัน “ลำดับสกุลเงิน” เขย่าใหม่
ค่าเงินนอร์เวย์ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้แรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูง ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ขณะนักวิเคราะห์มองยังมีอัพไซด์
วันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 11.02 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังตอกย้ำบทบาทของสินค้าโภคภัณฑ์ที่กลับมาเป็นตัวแปรสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์โลก และส่งผลให้สกุลเงินของประเทศผู้ส่งออกทรัพยากร เช่น นอร์เวย์ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีแนวโน้มโดดเด่นเหนือสกุลเงินหลักอื่น ๆ
สกุลเงินเหล่านี้ หรือที่เรียกว่า “commodity currencies” มีความเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาสินค้าส่งออกหลักของประเทศ โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่จากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ค่าเงินโครนนอร์เวย์และดอลลาร์ออสเตรเลียปรับตัวขึ้นมากกว่า 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ต้นปี
นักวิเคราะห์มองว่า สกุลเงินกลุ่มนี้ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก จากแนวโน้มโลกที่แตกเป็นหลายขั้วมากขึ้น การแข่งขันด้านพลังงาน และความต้องการทรัพยากรสำคัญสำหรับ AI และพลังงานสะอาด
Manish Kabra จาก Societe Generale ชี้ว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ ระหว่างราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้นกับค่าเงินกลุ่มนี้ที่ยังปรับขึ้นไม่เต็มที่ ทำให้ยังมีโอกาสสำหรับการฟื้นตัว โดยเขาได้ลดสัดส่วนการลงทุนในยูโร และเพิ่มการลงทุนในสกุลเงินโภคภัณฑ์ทั้ง 4 ประเทศ
ด้านนักลงทุนบางรายเริ่มเปิดสถานะ “ซื้อ” ค่าเงินโครนนอร์เวย์ โดยมองว่าประเทศนี้เป็นผู้เล่นสำคัญด้านพลังงานของยุโรป โดยเฉพาะหลังจากยุโรปลดการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย
ในภาพรวม การปรับตัวขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์กำลังสร้างระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน โดยดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นราว 42% ในปีนี้
ราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองแดงปรับขึ้น และทองคำยังคงสูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความต้องการทรัพยากรในยุคใหม่
อย่างไรก็ตามสกุลเงินโภคภัณฑ์ยังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว รวมถึงแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่กลับมาอีกครั้งในช่วงวิกฤต
แม้เช่นนั้น นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่าสงครามจะยุติหรือไม่ สกุลเงินของประเทศผู้ส่งออกพลังงานยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ยังสูง และความสำคัญของทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง : reuters.com