โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 52 รัฐต้องคิดใหม่: กุญแจยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • The Bangkok Insight

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 52 รัฐต้องคิดใหม่: กุญแจยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

หากประเทศไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง บทบาทของรัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียง ผู้กำกับดูแล หรือ ผู้สนับสนุนทั่วไป ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างแท้จริง เพราะในโลกยุคใหม่ การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างบริษัทเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ และรัฐบาลคือผู้กำหนดทิศทางของระบบนั้นโดยตรง

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

กำหนด Industrial Policy ระดับชาติให้ชัดและต่อเนื่อง

สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องทำคือการเลือก และ ประกาศ อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างชัดเจน พร้อมกำหนดเป้าหมายระยะยาวที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการตั้งชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศไทยจะขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งใดของห่วงโซ่มูลค่า จะสร้างความได้เปรียบในด้านใด และจะเพิ่มรายได้ของประเทศอย่างไรในระยะยาว

ประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือมาเลเซีย ล้วนมีนโยบายอุตสาหกรรมที่มีความต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามวาระทางการเมือง ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องสร้างยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งชาติที่มีเสถียรภาพสูง และยึดโยงกับทิศทางการพัฒนาระยะยาวอย่างแท้จริง

จัดสรรทรัพยากรของรัฐให้วิ่งไปทิศเดียวกัน

ปัญหาสำคัญของประเทศไทย ไม่ใช่การขาดทรัพยากร แต่เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างกระจัดกระจายและไม่เชื่อมโยงกัน รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้ทุกเครื่องมือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณด้านวิจัย ระบบการศึกษา นโยบายส่งเสริมการลงทุน หรือมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

งบวิจัยต้องตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ระบบการศึกษาต้องผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการจริง และสิทธิประโยชน์การลงทุนต้องเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนโรงงาน กล่าวโดยสรุป ทุกบาทของรัฐต้องมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน ไม่ใช่ดำเนินการแบบแยกส่วน

ใช้ FDI เป็นเครื่องมือดึงเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ดึงเงิน

แนวทางการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของไทยในอดีต มักเน้นที่ต้นทุนแรงงานและสิทธิประโยชน์เป็นหลัก แต่ในยุคใหม่ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้าง การถ่ายทอดองค์ความรู้

รัฐบาลต้องปรับบทบาทของ FDI ให้เป็นเครื่องมือในการยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศ การร่วมพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรไทยในตำแหน่งที่มีมูลค่าสูง เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงาน แต่คือการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

ปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรม

ระบบวิจัยของประเทศไทยยังมีช่องว่างสำคัญ คือการขาดการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการผลิตงานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ ไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยต้องกำหนดโจทย์วิจัยที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย สนับสนุนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน และวัดผลจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงจำนวนผลงานวิชาการ เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้งานวิจัยนำไปสู่สินค้าใหม่ ธุรกิจใหม่ และมูลค่าเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

สร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป รัฐบาลต้องมองอุตสาหกรรมในลักษณะของระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ตัวอย่างเช่น หากต้องการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ก็จำเป็นต้องพัฒนาทั้งเกษตรคุณภาพ เทคโนโลยีอาหาร มาตรฐานการผลิต บรรจุภัณฑ์ การออกแบบ และการตลาดระหว่างประเทศไปพร้อมกัน ประเทศที่ประสบความสำเร็จไม่ได้สร้างเพียงสินค้า แต่สร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม ที่แข็งแรงและยั่งยืน

ปฏิรูประบบกฎระเบียบให้ เร็วและเอื้อนวัตกรรม

กฎระเบียบที่ซับซ้อนเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงระบบราชการให้มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ใช้ระบบดิจิทัลอย่างจริงจัง เปิดพื้นที่สำหรับการทดลองนวัตกรรม และพัฒนาระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค

ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ (New Infrastructure)

โครงสร้างพื้นฐานในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนหรือท่าเรือ แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โลจิสติกส์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด และระบบข้อมูล ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงขึ้นอยู่กับความเร็ว ความเสถียร และความสามารถในการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

สร้าง "National Brand Strategy" ระดับประเทศ

ในท้ายที่สุด รัฐบาลต้องมีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์แบรนด์ของประเทศอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ภาพลักษณ์ของไทยเติบโตแบบกระจัดกระจาย ประเทศที่ประสบความสำเร็จล้วนมีภาพจำที่ชัดเจนในเวทีโลก และใช้ภาพจำนั้นเป็นเครื่องมือในการผลักดันสินค้าและบริการของตนเอง ไทยจึงต้องกำหนดจุดยืนของประเทศให้ชัด และทำให้นโยบายทุกด้าน ตั้งแต่การท่องเที่ยว การส่งออก ไปจนถึง soft power สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ ไม่ใช่การทำทุกอย่างให้มากขึ้น แต่คือการ เลือกให้ชัด แล้วจัดทั้งระบบให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เพราะหากยังคงดำเนินนโยบายแบบกระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่อง และไม่เชื่อมโยงกัน ประเทศไทยย่อมไม่สามารถยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงในระยะยาว

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...