พิพากษาประหารชีวิต "แอม ไซยาไนด์" วางยาฆ่าผู้กองนุ้ย ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เหลือคุกตลอดชีวิต
วันนี้ 30 เม.ย. 69 ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษกนัดอ่านคำพิพากษา คดีที่นางสรารัตน์ หรือ แอม ไซยาไนด์ วางยาฆ่า ร้อยตำรวจเอกหญิงกานดา โตไร่ อดีตสารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.ไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยเจ้าหน้าที่ ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัว แอม ไซยาไนด์ มาจากเรือนจำ โดยไม่ใส่เครื่องพันธนาการ ศาลฯ ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 30 นาที ก่อนจะพิพากษา ให้ประหารชีวิตจำเลย ในความผิดฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก่อนจะลดโทษเหลือ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากจำเลย ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
ก่อนหน้านี้ศาลอาญาได้พิพากษาคดีแอม ไซยาไนด์ ฐานฆ่าผู้อื่นฯมาแล้วรวม 4 คดี จาก 15 คดี เหลือ 11 คดี
คดีที่ 1 ศาลสั่งประหารชีวิต คดีวางยาฆ่าก้อย หรือ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์
คดีที่ 2 คดีวางยาฆ่าสารวัตรปู หรือ พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ ศาลพิพากษาประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ แต่คำให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
คดีที่ 3 คดีวางยาฆ่าน.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาว ที่.นครปฐม ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอว่าจำเลยครอบครองไซยาไนด์หรือประสงค์ต่อทรัพย์
โดยดดีที่ 4 วันนี้ของร.ต.อ.หญิง กานดา โตไร่ หรือผู้กองนุ้ย ศาลพิพากษา “ประหารชีวิต” ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ “จำคุกตลอดชีวิต”เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยและผู้ตายรู้จักกันมาก่อนโดยผู้ตายเป็นข้าราชการตำรวจ โดยวันที่เกิดเหตุ คือ วันที่ 9 สิงหาคม 2565 ผู้ตาย และจำเลย ไปดูดวงที่อาศรมร่างทรงที่ จังหวัดสมุทรสาคร พยานที่เป็นร่างทรงให้การว่าระหว่างที่จำเลย และผู้ตายมาที่อาศรม ผู้ตายมาดูดวงเรื่องงาน และความรัก แต่จำเลย มีพฤติกรรมเดินไปเดินมา และจำเลย ได้เข้ามาพูดแทรกระหว่างที่ผู้ตายกำลังดูดวง เพื่อขอให้รีบกลับ ทำให้พยานสามารถจดจำผู้ตายและจำเลยได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมาดูดวงหลายครั้ง
ต่อมาพยานเห็นจำเลยและผู้ตายขึ้นรถยนต์ เพื่อเดินทางกลับโดยใช้รถยนต์ของผู้ตายขับออกจากอาศรมในเวลา 19.00 น. โดยพยานอีกรายซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ตายได้ให้การว่าผู้ตายได้ส่งข้อความมาผ่านแอปพลิเคชัน LINE บอกว่าจะไปกินข้าวกับเพื่อน ที่ จ.นครปฐม จึงได้ มีการกำชับผู้ตายห้ามดื่มสุรา ต่อมาเวลา 22.00 น. ผู้ตายและเพื่อนผู้ตายได้วิดีโอคอลหากัน โดย ผู้ตายได้โชว์รูปภาพแก้วน้ำเปล่า เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ และแสดงภาพให้เห็นบรรยากาศโดยรอบที่ผู้ตายอยู่ โดยเพื่อนของผู้ตายได้ยินเสียงผู้หญิง และพบว่าผู้หญิงอยู่ตรงข้ามผู้ตาย โดยเพื่อนผู้ตายบอกว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวมีลักษณะ อ้วน ขาว ตัวเล็ก แต่ไม่ทันสังเกตว่าหญิงคนดังกล่าวเป็นใคร
จากนั้น เวลา 22.00 เศษ เพื่อนผู้ตายได้รับข้อความจากผู้ตายว่ากำลังเดินทางกลับ และผู้ตายยืนยันว่าไม่ได้ดื่ม แอลกอฮอล์ ซึ่งผู้ตายได้ขับรถยนต์ส่วนตัวเพื่อกลับจังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาในเวลา 23:00 น. พบว่าผู้ตายได้ประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง พยานที่เป็นกู้ภัย พบว่าผู้ตายหมดสติอยู่ที่เบาะคนขับเครื่องยนต์ยังติดอยู่แต่เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยไปถึงพบว่าเสียชีวิตแล้ว จากนั้นพยานที่เป็นแพทย์ชันสูตรพลิกศพ พบว่าผู้ตายเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนเลือดและการหายใจล้มเหลวแต่ในขณะนั้นไม่ได้ตรวจหาสารไซยาไนด์ เนื่องจากจะต้องเป็นการตรวจแบบเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้การชันสูตรศพผู้ตาย พบจุดจ้ำเลือดบริเวณปอดของผู้ตายเป็นสีดำประมาณ 10 ตำแหน่ง มีภาวะหมดสติเฉียบพลัน ผิวหนังผู้ตายเป็นสีชมพู ทางด้านผู้เชี่ยวชาญทางด้านเคมี ให้ความเห็นว่า ลักษณะดังกล่าวเกิดจากการได้รับสารพิษไซยาไนด์ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัวและเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง การที่จะเสียชีวิตโดยระบบไหลเวียนเลือดและการหายใจล้มเหลว เป็นไปได้ยาก
ทั้งนี้ตำรวจได้มีการสืบทราบว่าจำเลย เคยสั่งซื้อสารพิษไซยาไนด์จากแอปพลิเคชัน LINE โดยจำเลยอ้างกับร้านว่าจะนำไปใช้ในงานวิจัย แต่ในชั้นพนักงานสอบสวนจำเลยอ้างว่าสั่งมาเพื่อให้กับผู้อื่นไปใช้ในการขัดสีรถ ข้อต่อสู้นี้จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเหตุเชื่อว่าจำเลยอยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย และมีโอกาสใส่สารไซยาไนด์ลงไปในเครื่องดื่มหรืออาหารของผู้ตาย
และในส่วนที่จำเลยอ้างว่าวันดังกล่าววันที่เกิดเหตุไม่ได้พบผู้ตาย ไปรับบุตรทั้งสองคนที่โรงเรียนและกลับมาพักอาศัยอยู่ในบ้านกับบุตรที่บ้านในจังหวัดนครปฐมโดยมีอดีตสามีเก่าเป็นพยาน อย่างไรก็ตาม อดีตสามีของจำเลยถึงแม้จะเลิกรากันไปแล้วแต่ก็มีบุตรด้วยกัน เชื่อว่าที่ให้การดังกล่าวเพื่อต้องการช่วยจำเลย ดังนั้นจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
รวมถึงฝั่งโจทก์ได้มีการฟ้องจำเลยในพฤติการณ์การใช้สารไซยาไนด์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต ถึง 15 คดี โดยจะกระทำต่อผู้ที่มีความเกี่ยวข้องทางการเงินกับจำเลย วิธีการและรูปแบบดังกล่าวเชื่อมกันและคล้ายกัน ทำให้พยานหลักฐานน้ำหนักฝั่งโจทก์น่าเชื่อถือมากขึ้น
พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากพฤติการณ์ของจำเลยได้ตระเตรียมการและไตร่ตรองเอาไว้ก่อน ส่วนความผิดเพื่อหลีกเลี่ยงพ้นอาญาในความผิดอื่น หรือ ฐานฉ้อโกง ในทางนำสืบของโจทก์เพียงแค่ระบุว่าเล่นแชร์ด้วยกันเท่านั้นไม่มีเหตุผลรับฟังได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดดังกล่าว
ศาลพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักสุดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตัดสินโทษให้ประหารชีวิต แต่ในการนำสืบของจำเลยมีประโยชน์ ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุกตลอดชีวิต
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในห้องพิพากษาว่า นางสรารัตน์ ได้ใส่แว่นตาและใส่หน้ากากอนามัยสีชมพู มีสีหน้าเรียบเฉยตลอดการฟังคำพิพากษา
"ทนายปากแดง" เผย เป็นไปตามคาด ศาลฯ ลดโทษจำคุกตลอดชีวิต "แอม ไซยาไนด์" เชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดก่อน 9 ส.ค. 65 ศาลฯ น่าจะยกฟ้อง เหตุ ลูกความของตนครอบครองไซยาไนด์หลังวันดังกล่าว
ภายหลังที่ศาลฯ พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต "แอม ไซยาไนด์" นางสาว ธันย์นิชา เอกสุวรรณรัตน์ หรือ "ทนายปากแดง" ทนายความของจำเลย ลงมาให้สัมภาษณ์ว่า ผลคำพิพากษาในวันนี้ก็เป็นไปตามที่ตนเองคาดไว้ และศาลฯ ก็มีความเมตตาที่ลดโทษจากประหารชีวิตคงเหลือจำคุกตลอดชีวิต ในคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากลูกความของตน ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนคดีฉ้อโกงที่พนักงานอัยการส่งฟ้องร่วมในสำนวนนี้ ศาลฯ ยกฟ้องข้อหานี้ เนื่องจากฝ่ายโจทก์ไม่สามารถสืบความ หรือยกพยานหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่าจำเลยกระทำการฉ้อโกงทรัพย์สินใดๆจากผู้ตายไปได้