โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อแรดสีเทา 9 ตัวกำลังวิ่งชนประเทศไทย: วินิจฉัยหายนะเศรษฐกิจปี 2026

The Better

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

ในโลกของการบริหารความเสี่ยง นักวิเคราะห์ใช้สัตว์สามชนิดเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตที่มีธรรมชาติต่างกัน หงส์ดำ (Black Swan) คือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดแต่สร้างความเสียหายมหาศาล แรดสีเทา (Gray Rhino) คือปัญหาขนาดใหญ่ที่เห็นชัด มีสัญญาณเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผู้คนเลือกเพิกเฉยจนมันวิ่งเข้าชน และพญามังกร (Dragon King) คือวิกฤตระดับสุดโต่งที่หลุดจากสถิติปกติทุกตัว แต่ไม่ได้เกิดจากอากาศธาตุ มันเกิดจากการที่แรดสีเทาหลายตัววิ่งชนกันจนระเบิดพลังงานเกินกว่าที่ระบบใดจะรับได้

วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 คือบทเรียนที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เพราะไม่มีใครเห็นสัญญาณ แต่เพราะทุกคนเห็นแล้วเลือกที่จะไม่เชื่อ หนี้ต่างประเทศที่พอกพูน ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่พองตัวอย่างผิดปกติ และค่าเงินบาทที่ถูกตรึงไว้เกินความเป็นจริง ทั้งหมดนี้คือแรดสีเทาที่วิ่งอยู่กลางถนนนานหลายปี แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเข้าไปสกัดกั้น เมื่อมันชนในที่สุด GDP ไทยหดตัวลงเกือบร้อยละสิบในปีเดียว ค่าเงินบาทสูญเสียมูลค่าไปกว่าร้อยละห้าสิบ และคนไทยหลายล้านคนถูกดูดกลับลงไปใต้เส้นความยากจนในชั่วข้ามคืน

วันนี้ไทยไม่ได้อยู่ในวิกฤต แต่กำลังนั่งอยู่บนเส้นทางที่แรดสีเทาอย่างน้อยเก้าตัวกำลังวิ่งเข้าหาในเวลาเดียวกัน และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แรดแต่ละตัว แต่คือความเงียบของห้องนโยบาย

แรดตัวที่ 1 — หนี้ครัวเรือนที่กำลังกลืนกินอนาคต

หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละเก้าสิบของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย แต่ตัวเลขนี้ยังไม่บอกความจริงทั้งหมด เพราะเมื่อแยกดูเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่าสองหมื่นบาทต่อเดือน สัดส่วนหนี้ต่อรายได้พุ่งขึ้นไปเกินร้อยละหนึ่งร้อยห้าสิบ นั่นหมายความว่าคนกลุ่มนี้กำลังจ่ายหนี้ด้วยเงินที่ตัวเองไม่มี

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือโครงสร้างของหนี้ที่เปลี่ยนไป สัดส่วนหนี้เพื่อการลงทุนหรือสร้างรายได้ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่หนี้เพื่อการบริโภคและหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยเกินร้อยละสามสิบต่อปีเพิ่มขึ้น คนไทยกำลังกู้เพื่อใช้ชีวิต ไม่ใช่กู้เพื่อสร้างอนาคต

ถ้าไม่มีมาตรการเชิงโครงสร้าง นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักประเมินว่าภายในปี 2573 คนไทยอย่างน้อยสิบล้านคนจะอยู่ในภาวะหนี้เกินกว่าความสามารถชำระได้ และเมื่อถึงวันนั้น การบริโภคภายในประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของ GDP ไทยจะเดินไม่ได้

มาตรการที่ต้องทำไม่ใช่การพักหนี้แบบชั่วคราวที่เคยทำมาแล้วและพิสูจน์ว่าไม่ได้แก้ปัญหา แต่คือการจัดตั้งกองทุนซ่อมแซมเครดิตระดับชาติที่เข้าไปซื้อหนี้เสียมาบริหารใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี ควบคู่กับระบบคะแนนเครดิตเชิงบวกที่ให้รางวัลวินัยทางการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือต้องตอบคำถามที่ไม่เคยมีใครตอบว่า ทำไมสถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐถึงยังปล่อยกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหดผ่านบริษัทลูกได้โดยไม่มีใครรับผิดชอบ

แรดตัวที่ 2 — สังคมสูงวัยที่ไม่มีใครอยากพูดถึงต้นทุนที่แท้จริง

ไทยกำลังกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ในอีกไม่ถึงสิบปี แต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือความเร็ว ญี่ปุ่นใช้เวลาสี่สิบปีในการเปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงวัยระดับปกติไปสู่ระดับสุดยอด ไทยจะทำสิ่งเดียวกันนั้นในเวลาเพียงยี่สิบปี โดยที่มีรายได้ต่อหัวน้อยกว่าญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกันถึงสามเท่า

กรีซคือกรณีศึกษาที่เจ็บปวดที่สุด ก่อนวิกฤตหนี้ปี 2553 กรีซมีสัดส่วนรายจ่ายด้านบำนาญต่อ GDP สูงที่สุดในยุโรป และเมื่อฐานภาษีหดตัวลงพร้อมกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ระบบทั้งหมดก็พังทลายในเวลาไม่กี่ปี ความแตกต่างระหว่างกรีซกับไทยคือกรีซมี EU คอยพยุงอยู่ ไทยไม่มี

ทางออกที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยสองเสาหลัก เสาแรกคือการขยายฐานแรงงานด้วยการขยายอายุเกษียณในหน่วยงานรัฐ บวกกับมาตรการลดหย่อนภาษีร้อยละสองร้อยของค่าจ้างสำหรับภาคเอกชนที่จ้างแรงงานอายุเกินหกสิบปี เสาที่สองคือการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติที่บริหารอย่างเป็นอิสระจากวงจรการเมืองรายปี เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวมาสมทบงบประมาณสวัสดิการ แทนการพึ่งพางบแผ่นดินที่หมุนตามการเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีใครกล้าพูดความจริงกับประชาชนก่อนว่าสวัสดิการที่รัฐสัญญาไว้ในปัจจุบันนั้นไม่ยั่งยืน

แรดตัวที่ 3 — ความสามารถในการแข่งขันที่กำลังสึกหรอทีละชั้น

ไทยเคยเป็นฐานการผลิตชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่วันนี้อยู่ในกับดักที่น่ากลัวที่สุดในเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ค่าแรงสูงเกินกว่าจะแข่งกับเวียดนามหรือ gกัมพูชาในอุตสาหกรรมใช้แรงงาน แต่เทคโนโลยียังไม่สูงพอจะแข่งกับมาเลเซียหรือสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ข้อมูล World Bank Ease of Doing Business และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ IMD (International Institute for Management Development) ชี้ตรงกันว่าไทยถดถอยในด้านประสิทธิภาพของรัฐ ความซับซ้อนของกฎระเบียบ และคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยการเชิญปนักลงทุนมาถ่ายรูปแล้วมอบโล่ที่กระทรวง

เกาหลีใต้เผชิญกับทางแยกเดียวกันนี้ในช่วงทศวรรษ 1990 และเลือกที่จะผลักภาคเอกชนเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อย่างก้าวกระโดดด้วยการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์คือ Samsung และ SK Hynix ที่ครองตลาดโลกในวันนี้ ไทยไม่จำเป็นต้องเดินเส้นทางเดียวกันทุกอย่าง แต่อย่างน้อยต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าอีกสิบปีข้างหน้าประเทศนี้จะแข่งขันด้วยอะไร

มาตรการที่รวดเร็วที่สุดคือการตัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นอย่างน้อยหนึ่งพันรายการภายในหกเดือน ควบคู่กับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่ให้สิทธิภาษีนิติบุคคลร้อยละศูนย์เป็นเวลาสิบปีสำหรับบริษัทที่ลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ที่สำคัญกว่ากฎระเบียบคือทัศนคติของภาครัฐต่อภาคเอกชน ซึ่งยังคงวนเวียนอยู่กับการกำกับดูแลในฐานะผู้ต้องสงสัยมากกว่าพันธมิตรในการสร้างประเทศ

แรดตัวที่ 4 — พื้นที่ทางการคลังที่แคบลงทุกวันโดยไม่มีใครบอก

หนี้สาธารณะไทยปัจจุบันอยู่ในระดับที่ยังบริหารได้ แต่เพดานหนี้ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละหกสิบของ GDP นั้นกำลังถูกกัดเซาะอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ตัวเลขในปัจจุบัน แต่คือ trajectory (แนวโน้มหรือเส้นทางที่กำลังดำเนินไป) ทิศทางที่ตัวเลขกำลังเคลื่อนที่ไป

เมื่อรัฐบาลกู้เงินห้าแสนล้านบาท คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนไม่ใช่จะเอาไปทำอะไร แต่คือโครงการที่จะลงทุนนั้นมี ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) เป็นเท่าไหร่ในห้าปีข้างหน้า ญี่ปุ่นเป็นบทเรียนที่ชัดที่สุด ยี่สิบปีของการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ตัวคูณเศรษฐกิจต่ำ สร้างหนี้สาธารณะที่สูงกว่าร้อยละสองร้อยสิบของ GDP แต่ไม่สามารถดึงเศรษฐกิจออกจาก stagnation (ภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่งหรือซบเซา) ได้ สิ่งที่ญี่ปุ่นพิสูจน์คือการกู้เงินโดยไม่มีวินัยในการใช้จ่ายนั้นไม่สร้างการเติบโต แต่สร้างภาระที่รุ่นลูกต้องแบกแทน

กฎเหล็กที่ต้องมีคือเงินกู้ทุกบาทต้องไปสู่งบลงทุนที่มี ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) ที่วัดได้ ห้ามใช้ในงบรายจ่ายประจำหรือการแจกจ่ายที่ไม่มีตัวคูณทางเศรษฐกิจ และต้องเปิดเผยรายงานผลตอบแทนต่อสาธารณะทุกไตรมาส ไม่ใช่รายงานที่ผ่านการกลั่นกรองของกระทรวงการคลังเพียงอย่างเดียว

แรดตัวที่ 5 — วิกฤตภูมิอากาศที่กำลังทำลายรากฐานอาหารของประเทศ

ไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับสองแรงกดในเวลาเดียวกัน แรงแรกคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้รูปแบบฝนผันผวนเกินกว่าที่ระบบชลประทานออกแบบมารองรับ และแรงที่สองคือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกษตรกรรุ่นใหม่ตัดสินใจออกจากภาคเกษตรไปอยู่เมืองแทน

ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ประเทศที่เคยส่งออกอาหารเลี้ยงโลกกำลังค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองในอีกสองรุ่นข้างหน้า

การแก้ปัญหาต้องเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาพืชผลแบบรายปีที่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ไปสู่การอุดหนุนเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและระบบชลประทานขนาดเล็กระดับตำบล การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องใช้เงินมากกว่าในระยะสั้น แต่ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกคืออิสราเอลที่มีพื้นที่เกษตรน้อยและน้ำน้อยกว่าไทยหลายเท่า แต่กลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเกษตรของโลกได้เพราะรัฐลงทุนในเทคโนโลยีแทนการอุดหนุนราคา

แรดตัวที่ 6 — คอร์รัปชันและความทึบแสงที่เป็นสารเร่งปฏิกิริยาให้แรดทุกตัว

แรดตัวนี้อันตรายที่สุดไม่ใช่เพราะตัวมันเองรุนแรงที่สุด แต่เพราะมันทำให้แรดทุกตัวที่เหลือแก้ได้ยากขึ้นเป็นทวีคูณ มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนที่ดีที่สุดจะล้มเหลวถ้างบที่จัดสรรมาถูกดูดไปก่อนถึงมือประชาชน โครงการชลประทานที่ดีที่สุดจะไม่มีวันสร้างเสร็จตรงเวลาและตรงงบถ้าระบบจัดซื้อจัดจ้างยังเปิดช่องให้ผลประโยชน์ทับซ้อน

Transparency International ประเมินว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของคอร์รัปชันในระบบจัดซื้อจัดจ้างของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละยี่สิบถึงสามสิบของมูลค่าโครงการ ถ้าตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในไทย เงินกู้ห้าแสนล้านบาทจะมีผลตอบแทนจริงแค่ประมาณสามแสนห้าหมื่นล้าน ส่วนที่เหลือจะไปอยู่ที่ไหนก็เป็นเรื่องที่สังคมไม่ควรทำเป็นไม่รู้

การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในระบบจัดซื้อจัดจ้างสำหรับโครงการเกินหนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไปไม่ใช่เรื่องใหม่ เอสโตเนียทำสำเร็จและลดต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ คำถามจึงไม่ใช่ว่าทำได้ไหม แต่คือมีเจตจำนงทางการเมืองพอไหมที่จะทำให้กระบวนการที่เคยทึบแสงโปร่งใสขึ้นจนเห็นได้ทุกขั้นตอน

แรดตัวที่ 7 — ระบบการศึกษาที่ผลิตคนไม่ตรงกับสิ่งที่ประเทศต้องการ

ประเทศไทยผลิตบัณฑิตปริญญาตรีมากกว่าสองแสนคนต่อปี แต่ในเวลาเดียวกันภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างเฉียบพลัน ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดได้ล่วงหน้าของระบบที่ออกแบบมาเพื่อผลิตใบปริญญา ไม่ใช่ผลิตทักษะ

คะแนน PISA (โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) ของไทยในปี 2565 ตกต่ำลงต่อเนื่องในทุกด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) อย่างมีนัยสำคัญ และที่น่าเป็นห่วงกว่าตัวเลขคือช่องว่างระหว่างโรงเรียนในกรุงเทพฯ กับโรงเรียนในต่างจังหวัดที่ขยายกว้างขึ้นทุกปี ระบบการศึกษาไทยไม่ได้แค่ผลิตคนไม่ตรงตลาด แต่กำลังผลิตความเหลื่อมล้ำซ้อนทับไปบนความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีอยู่เดิม

ปัญหาที่รุนแรงที่สุดคือการมองการศึกษาอาชีวะว่าเป็นทางเลือกของผู้แพ้ ในขณะที่เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีระบบอาชีวศึกษาแบบ Dual System ที่ผสานการเรียนในห้องกับการฝึกงานในสถานประกอบการจริงนั้น มีนักเรียนที่เลือกเส้นทางอาชีวะมากกว่าร้อยละหกสิบของนักเรียนทั้งหมด และอัตราการจ้างงานหลังจบการศึกษาอยู่ที่ร้อยละเก้าสิบห้า ตรงข้ามกับไทยที่นักศึกษาอาชีวะถูกมองว่าด้อยกว่า ทั้งที่ตลาดแรงงานต้องการพวกเขามากกว่าบัณฑิตปริญญาตรีหลายสาขา

มาตรการที่ต้องทำเร่งด่วนประกอบด้วยสามส่วน ส่วนแรกคือการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาให้ใช้โมเดล Dual System ของเยอรมนีโดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการออกแบบหลักสูตรและรับนักศึกษาฝึกงานแบบมีสัญญาจ้างตั้งแต่ยังเรียน ส่วนที่สองคือการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้บริษัทที่ลงทุนในการฝึกอบรมแรงงานทักษะสูงสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สองร้อยห้าสิบเปอร์เซ็นต์ และส่วนที่สามซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดคือการลดจำนวนมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตสาขาที่ตลาดไม่ต้องการอย่างเด็ดขาด แทนการปล่อยให้สถาบันการศึกษาเก็บค่าเทอมจากนักศึกษาที่จะตกงานหลังเรียนจบโดยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ

แรดตัวที่ 8 — โครงสร้างเศรษฐกิจที่กระจุกตัวและเปราะบางเกินไป

COVID-19 เปิดเผยความจริงที่เจ็บปวดของเศรษฐกิจไทยในชั่วข้ามคืน เมื่อการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละยี่สิบของ GDP หยุดชะงักลงอย่างสมบูรณ์ เศรษฐกิจทั้งระบบสั่นคลอนในแบบที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีฐานการผลิตและเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ปัญหาคือไทยไม่ได้สร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจในช่วงสามสิบปีที่เศรษฐกิจเติบโตดี และเมื่อเครื่องยนต์หลักดับ ก็พบว่าเครื่องยนต์สำรองแทบไม่มี

การพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไปยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น รายได้จากการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักไม่กี่แห่ง และกำไรส่วนใหญ่ไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่และทุนต่างชาติ ขณะที่แรงงานท้องถิ่นได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและไม่มีความมั่นคงในการจ้างงาน ทำให้การท่องเที่ยวที่ดูใหญ่โตในแง่ตัวเลข GDP กลับสร้างความมั่งคั่งจริงๆ ให้คนในพื้นที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต้องทำใน สองระดับพร้อมกัน ระดับแรกคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงในสาขาที่ไทยมีศักยภาพจริง เช่น เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุระดับพรีเมียมที่รองรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ระดับที่สองคือการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แต่ละภูมิภาคมีฐานเศรษฐกิจของตัวเองที่ไม่พึ่งพากรุงเทพฯ และการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

แรดตัวที่ 9 — ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากโลกที่กำลังแยกขั้ว

ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ “ไม้ไผ่” มาตลอด โน้มตามลมโดยไม่ล้มและไม่เลือกข้าง กลยุทธ์นี้ใช้ได้ดีในโลกที่มหาอำนาจยังคุยกันได้ แต่ในโลกที่สหรัฐอเมริกาและจีนกำลังแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากกันอย่างเป็นระบบ การไม่เลือกข้างอาจกลายเป็นความเสี่ยงมากกว่าความได้เปรียบ

ปัจจุบันจีนเป็นทั้งคู่ค้าและนักลงทุนอันดับต้นๆ ของไทย ห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตและภาคอิเล็กทรอนิกส์ของไทยพัวพันกับทุนและเทคโนโลยีจีนในระดับที่หากเกิดการ decoupling (การแยกตัวออกจากกันของห่วงโซ่อุปทานและขั้วมหาอำนาจ) อย่างเฉียบพลัน จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่ยากจะประเมินได้ ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังออกกฎหมายและมาตรการที่กดดันให้ประเทศต่างๆ เลือกข้างในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

ไทยต้องเริ่มสร้างยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การทูตแบบรอดูสถานการณ์ ซึ่งหมายความว่าต้องกระจายแหล่งที่มาของการลงทุนและเทคโนโลยี เพิ่มสัดส่วนการค้ากับยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เพื่อลดการพึ่งพาจีนและสหรัฐฯ ในระดับที่เสี่ยงเกินไป และที่สำคัญคือต้องระบุให้ชัดว่าอุตสาหกรรมไหนที่ไทยยอมรับการพึ่งพาจากภายนอกได้ และอุตสาหกรรมไหนที่ต้องรักษาความเป็นอิสระเอาไว้ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน

เมื่อแรดทั้ง9 วิ่งพร้อมกัน!

แรดสีเทาแต่ละตัวมีกรอบเวลาของมัน หนี้ครัวเรือนกำลังจะถึงจุดวิกฤตภายในห้าถึงเจ็ดปี สังคมสูงวัยระดับสุดยอดจะมาถึงในอีกแปดถึงสิบปี วิกฤตการศึกษากำลังทับถมทุกปีโดยที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดยังไม่รู้ตัวว่าใบปริญญาในมือกำลังด้อยค่าลง และแรงกดจากภูมิรัฐศาสตร์กำลังเร่งตัวในอัตราที่ไม่มีใครคาดได้อย่างแม่นยำ สิ่งที่น่ากลัวคือกรอบเวลาเหล่านี้กำลังเริ่มทับซ้อนกันในช่วงทศวรรษ 2030 ถึง 2040 นั่นคือหน้าต่างที่แคบมากที่ไทยมีเวลาเตรียมตัว

สิ่งที่แตกต่างระหว่างประเทศที่รอดกับประเทศที่ไม่รอดจากวิกฤตแบบนี้ไม่ใช่การที่พวกเขาฉลาดกว่าหรือมีทรัพยากรมากกว่า แต่คือการที่พวกเขายอมรับความจริงก่อนที่มันจะบังคับให้ยอมรับ เกาหลีใต้ทำได้หลังปี 2540 โดยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบในเวลาไม่กี่ปี สิงคโปร์ทำได้ตั้งแต่เริ่มต้นโดยออกแบบระบบที่ทนต่อแรดตั้งแต่ยังเล็ก แต่ทั้งสองประเทศมีสิ่งหนึ่งร่วมกันที่ไทยยังขาดอยู่ คือผู้นำที่ยอมบอกความจริงกับประชาชนแม้ความจริงนั้นจะไม่เป็นมิตรกับคะแนนเสียง

บทความประเภทนี้ถูกเขียนซ้ำไปมาหลายสิบปีแล้ว และทุกครั้งที่เขียน คำตอบก็วนกลับมาที่เดิม ปัญหาของไทยไม่ใช่การขาดความรู้ว่าต้องทำอะไร แต่คือการขาดความกล้าที่จะลงมือทำสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าถูกต้อง ในขณะที่นาฬิกาเดิน แรดก็วิ่ง และหน้าต่างที่เปิดอยู่ก็แคบลงทุกวัน

ผู้เขียนคิดว่าพออ่านจบก็คงจะมีผู้อ่านหลายท่านตั้งคำถามต่อไปว่า ก็เห็นเขียนมาแบบเนี่ยตลอดแล้วมันมีทางออกมั้ยล่ะในเมื่อนักการเมืองและการบริหารประเทศยังเป็นแบบนี้อยู่ คุณภาพของประชากรไทยเป็นแบบนี้ พอถึงฤดูเลือกตั้งรับเงิน ซื้อเสียงเสร็จแล้ว ก็ได้นักการเมืองชั่วๆโกงบ้านกินเมืองเข้าไปเต็มสภาเข้าไปเต็มทำเนียบรัฐบาลหมด เค้าไปวนกลับมากอบโกยหาเงินวงคอรัปชั่นหาเงินมาซื้อเสียงวนไป ชาวบ้านก็เลือกกลุ่มการเมืองเดิมๆที่ขี้โกง วนไปวนมาอยู่แบบเนี่ยแล้วมันจะแก้ยังไง จนมีบางคนพูดว่ากดให้จนและโง่ แล้วจะปกครองง่ายสุดท้ายมันก็จะวนกลับมาที่เดิม ในบทความต่อไปผู้เขียนพยายามเขียนวิธีการแก้ไขแบบเป็นรูปธรรมในแง่นี้ให้ลองอ่านกันดูครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...