น้ำมันมีแน่แต่ราคาแพง หรือทุจริตเชิงโยบาย
น้ำมันมีแน่แต่ราคาแพง หรือทุจริตเชิงโยบาย
ประเทศไทยไม่เคยขาดน้ำมัน แต่ประชาชนมักขาดความจริงทุกครั้งเมื่อรัฐบาลย้ำตลอดว่า “ไม่ต้องตื่นตระหนก” บนคีย์เวิร์ดของผู้มีอำนาจ # น้ำมันมีแน่ แต่ราคาแพง โดยโยนภาระจากโต๊ะประชุมลงมาที่กระเป๋าคนทั้งประเทศ
ในสภาวะซื้อขายน้ำมันภายในประเทศปั่นป่วน ในหลายพื้นที่ ชาวบ้านต่อแถวยาวเหยียดเข้าคิวซื้อน้ำมัน “ขาดแคลนหรือกักตุน”กันแน่ บนตัวเลข“สต๊อกน้ำมัน 96 วัน” ถูกหยิบมาเป็นโล่บัง ภายใต้คนไทยใช้น้ำมันเฉลี่ยราว 230–240 ล้านลิตรต่อวัน
แยกเป็นดีเซลกว่า 140–150 ล้านลิตรต่อวัน หล่อเลี้ยงขนส่ง เกษตร อุตสาหกรรม เบนซินและแก๊สโซฮอล์ อีก 60–70 ล้านลิตรต่อวันที่เป็นภาระตรงของประชาชนรายวัน
สต๊อก 96 วันเป็นทั้งมิติความมั่นคงและ “อำนาจต่อรองราคา” ในมือใครบางกลุ่มโดยที่ประชาชนไม่มีวันได้เห็น เพราะสิ่งที่ประชาชนเห็น คือ ปั๊มปิดเป็นช่วง ป้ายจำกัดยอดเติม หัวจ่ายบางชนิดเขียนว่า “หมด” ทั้งที่ผู้มีอำนาจย้ำสามเวลาหลังอาหาร “น้ำมันมีแน่”
แต่สงครามตะวันออกกลางปะทุรุนแรง ความกลัววิ่งเร็วกว่าน้ำมัน ข่าวลือทำงานไวกว่าแถลงการณ์ และความเชื่อใจพังก่อนรัฐจะเรียกประชุมเสียอีก รัฐระบุ“ไม่มีปัญหา” แต่ไม่เคยตอบให้ตรงคำถาม ว่าทำไมเมื่อไม่มีปัญหา ประชาชนต้องแห่ซื้อน้ำมัน ผู้ค้าปลีกต้องเร่งตุน ผู้ค้าส่งต้องไปต่อคิวคลัง
ทำให้กองทุนน้ำมันถูกจับตามองอีกครั้งในยามวิกฤติพลังงานโลก กลายเป็นตัวละครลึกลับ ปีกหนึ่งมองกองทุนมีไว้พยุงราคา แต่ข้อเท็จจริงกองทุนคือเครื่องมือถ่วงเวลา เปิดช่องให้ขึ้นราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป จนชาวบ้านชินกับความแพง
กองทุนพลังงานมีผลประโยชน์แอบซ่อนอยู่หรือไม่ เป็นคำถามที่รัฐบาลต้องเคลียร์ให้ชัดเจน เพราะทุกครั้งที่น้ำมันแพง รัฐใช้ “กองทุนน้ำมัน” มาบังหน้า แต่พูดถึงการ“ลดภาษีสรรพสามิต” ทั้งที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่แพง เกิดจากภาษีที่ซ้อนอยู่ในทุกลิตร
ขอให้ “รัฐบาลอนุทินพลัส” ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศอยู่ในนั้นด้วย ออกมาชี้แจงให้ชัดเจน รัฐช่วยประชาชนจริงทำไมต้องใช้กองทุนพลังงาน ที่ประชาชนเป็นคนจ่ายทั้งขึ้นทั้งร่อง และระหว่างที่ประชาชนจ่ายเงินเข้ากองทุน มีผู้ถืออำนาจรัฐได้ผลประโยชน์จาก “จังหวะราคา”หรือไม่
“มีบุคคลสำคัญที่อาจมีส่วนพัวพันกับธุรกิจพลังงาน เกี่ยวข้องกับปัญหาวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้น ? ” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกต ระหว่างที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติด่วนแก้ปัญหาร้อนในวันเลือกนายกฯ แต่ประธานสภาฯเหลี่ยมสูง ตัดเกมปิดประชุมไปก่อน
สอดรับกับนายรังสิมันต์ โรม ค่ายส้ม ที่ใช้จังหวะนี้อภิปรายเชิงตั้งคำถาม “แม้ยืนยันน้ำมันมีเพียงพอ แต่น้ำมันที่หายไปไหนถ้าไม่ใช่ทำนโยบายเชิงทุจริต”
ขณะที่ผู้ค้าและโรงกลั่นรู้โครงสร้างก่อน รู้ว่าช่วงไหนกองทุนอุดหนุน ช่วงไหนปล่อยราคาไหล การวางสต๊อกจึงไม่ใช่เรื่องเสี่ยง แต่เป็นเกมที่รู้กติกาล่วงหน้า ขณะที่ประชาชน รู้ข่าวพร้อมป้ายหน้าปั๊ม และรู้ราคาจริงตอนรูดบัตรจ่ายเงินแล้วเท่านั้น
ทีนี้มาดูภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่เป็นรายได้ก้อนใหญ่ของรัฐ เก็บง่ายสม่ำเสมอ ไม่มีต้นทุนทางการเมืองในทันที บนคำถามดังกระหึ่มของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ “ทำไมไม่ลด” ต่างจากกองทุนน้ำมันที่ใช้“ช่วยพยุง” เพื่อให้รัฐคุมเกมราคาได้ โดยไม่ต้องเสียรายได้หลักที่เก็บจากภาษีสรรพสามิต
สุดท้ายเป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจท่านนี้ระบุ “น้ำมันมีแน่ แต่ราคาแพง” บนสภาพการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศเหมือนเดิม ประชาชนรับภาระถูกขูดรีดตลอดกาล
วิกฤติพลังงานครั้งนี้ย่อมเป็นบทพิสูจน์ “รัฐบาลอนุทินพลัส” หลังจากคลายปมร้อนวิกฤติน้ำมันสำเร็จ จะกล้าผ่าตัดโครงสร้างพลังงานและบริหารความจริงด้านพลังงานได้แค่ไหน
สุดท้ายประเทศไทยน้ำมันมีใช่แน่ แต่ความโปร่งใสเป็นปมชวนสงสัยของประชาชน ฉะนั้นราคาที่แพงที่สุดไม่ใช่ราคาที่ต้องจ่ายหน้าปั๊ม แต่มันคือราคาศรัทธาที่ประชาชนเริ่มไม่อยากจ่ายให้กับคำพูดของอำนาจอีกต่อไป
#มะม่วงแปดริ้ว