SJWDบริหารเสี่ยงพลังงาน รับมือผันผวน-รักษามาร์จิ้น
#SJWD #ทันหุ้น – SJWD มั่นใจบริหารจัดหาเชื้อเพลิงรองรับการขนส่งเต็มประสิทธิภาพ ใช้กลยุทธ์ Consolidate รวมสินค้าหลายผู้ส่งในเที่ยวรถเดียว ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้า-ห้องเย็นมีได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่ล่าช้า มีการเช่าพื้นที่มากขึ้น ส่วนเส้นทางเดินเรือเชื่อมตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 5% กระทบจำกัด
ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งบริหารความเสี่ยงธุรกิจโลจิสติกส์ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการบริหารการจัดหาเชื้อเพลิง (Supply) ให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน, การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
*คลังสินค้าพยุงรายได้
ขณะเดียวกันโครงสร้างธุรกิจบริการโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งบริการจัดการขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ (Freight) คลังสินค้า และห้องเย็น ช่วยให้บริษัทกระจายความเสี่ยงได้ดี โดยเมื่อภาคขนส่งเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานหรือค่าระวางที่ผันผวน ธุรกิจคลังสินค้าจะเข้ามาช่วยพยุงรายได้และกำไร ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
เบื้องต้นบริษัทประเมินว่า สถานการณ์น้ำมันในประเทศยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะขาดแคลน ดังนั้นจึงมุ่งเน้นวางแผนบริหารการจัดหาเชื้อเพลิง (Supply) ร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ทั้ง BCP PTT ในการจัดสรรโควตาน้ำมัน พร้อมให้ทีมขนส่งและทีมบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน (Commodity) ประชุมติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานขนส่งยังมีเชื้อเพลิงเพียงพอรองรับบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
“แม้บางพื้นที่จะเห็นภาพการต่อคิวเติมจนน้ำมันในปั๊มหมดชั่วคราว ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมตื่นตระหนกของผู้บริโภคมากกว่าปัญหาการจัดหาเชื้อเพลิงจริง บริษัทจึงเน้นการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดแบบประชุมวันต่อวัน ควบคู่กับการบริหาสต๊อกน้ำมันร่วมกับพันธมิตรพลังงานรายใหญ่”
*ปรับโมเดลขนส่ง รักษามาร์จิ้น
ในด้านการดำเนินงาน บริษัทปรับรูปแบบการขนส่งให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของลูกค้าแต่ละราย โดยใช้กลยุทธ์ลดจำนวนเที่ยวรถที่วิ่งเปล่า (Consolidate) รวมสินค้าจากหลายผู้ส่งไว้ในเที่ยวรถเดียว เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังรถ (Capacity Utilization) และควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงต่อเที่ยวให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งช่วยรักษาอัตรากำไรในภาวะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ผันผวน
สำหรับเส้นทางการขนส่งทางเรือ บริษัทมีสัดส่วนเส้นทางขนส่งที่เชื่อมตะวันออกกลางเพียงราว 5% จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการขนส่งเริ่มเร่งตัวขึ้น เนื่องจากการต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้นและค่าเบี้ยประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น
*คลังสินค้า–ห้องเย็นรับอานิสงส์
ขณะเดียวกัน ธุรกิจคลังสินค้าและห้องเย็นมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่ล่าช้า ทำให้สินค้าตกค้างในท่าเรือและต้องใช้พื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทมีโครงการ Alpha ที่แหลมฉบัง เป็นศูนย์คลังสินค้าขนาดใหญ่ รองรับสินค้าที่เข้ามารอการขนส่ง ช่วยเสริมความสามารถในการจัดการสต็อกและรักษาอัตราการให้บริการลูกค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ด้านธุรกิจห้องเย็น (Cold Storage) จะเน้นรักษาอัตราการใช้พื้นที่ให้อยู่ในระดับสูงกว่า 80% อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายจุดให้บริการเพิ่มเติม โดยใช้โมเดลปรับปรุงคลังสินค้ากระจายสินค้าเดิม (RDC) ของ SCG Logistics ในต่างจังหวัดให้เป็นคลังห้องเย็นขนาดเล็ก (Small Size) เสริมศักยภาพเครือข่ายทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังเดินหน้าโครงการห้องเย็นในประเทศมาเลเซีย เฟสที่ 2 ต่อเนื่องจากเฟสแรกที่เริ่มสร้างรายได้แล้วในปี 2568
“ธุรกิจห้องเย็นมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราการเช่าพื้นที่ปี 2568 ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ แม้ว่าระหว่างปี 2568 บริษัททั้งขยายพื้นที่เดิมโดยเฉพาะทำเลบนถนนบางนา และสร้างเพิ่มในพื้นที่ใหม่ ปัจจุบันมีคลังสินค้าห้องเย็นในประเทศทั้งสิ้น 7 สาขารวมพื้นที่จัดเก็บรวมประมาณ 150,000 แพลเล็ต (Pallet Locations) ดังนั้นปี 2569 บริษัทจะใช้โมเดลการปรับปรุงสินทรัพย์เดิมของ SCG Logistics มาปรับให้เป็นคลังสินค้าห้องเย็น รวมถึงรุกเข้าไปในประเทศที่มีศักยภาพอย่างมาเลเซีย”