ซีอีโอ ttb แนะรื้อค่าธรรมเนียมแบงก์ ต้องสะท้อนต้นทุนจริง
ซีอีโอ ttb แนะ ธปท. ปรับค่าธรรมเนียมธนาคาร 15 รายการ ยึดโมเดล "ใครทำคนนั้นจ่าย" เลิกเก็บตามมูลค่าธุรกรรม มุ่งสะท้อนต้นทุนจัดการเงินสด และลดภาระคนตัวเล็กในระบบดิจิทัล
เช็คใบละหมื่นกับใบละล้าน มีภาระงานเท่ากัน แต่ทำไมถึงต้องคิดค่าธรรมเนียมตามมูลค่าหน้าเช็คแบบหมื่นละ 10 บาทปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวถึงความสมเหตุสมผลของค่าฟีธนาคาร ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท.) กำลังจะรื้อโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคาร 15 รายการ
โดย ปิติ ระบุว่า เข้าใจว่า ธปท. จะพิจารณาค่าธรรมเนียมที่ดูงงในบางรายการ และปัจจุบันยังมีค่าธรรมเนียมบางประเภทที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในยุคดิจิทัล เช่น "ค่าคู่สาย" ที่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้การรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดแล้ว รวมถึงประเด็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม การเคลียริ่งเช็คข้ามเขต ที่การตรวจลายเซ็นบนเช็คใบละหมื่นกับใบละล้าน มีภาระงานเท่ากัน แต่ทำไมถึงต้องคิดค่าธรรมเนียมตามมูลค่าหน้าเช็คแบบหมื่นละ 10 บาท สิ่งนี้คือคำถามเรื่องความสมเหตุสมผล
ซึ่ง ปิติ มองว่า ค่าธรรมเนียมในอนาคตควรเปลี่ยนจากระบบอิงมูลค่ามาเป็นระบบอิงตามกิจกรรมหรือต้นทุนจริง เพื่อความโปร่งใส บนหลักการ 'ใครสร้างภาระ…คนนั้นจ่าย' โดยหัวใจสำคัญของการปฏิรูปค่าฟีครั้งนี้คือการทำให้ระบบธนาคารสะท้อนต้นทุนการจัดการที่แท้จริง โดยเฉพาะต้นทุนเงินสดซึ่งมีภาระทั้งด้านการขนส่ง การนับ และการรักษาความปลอดภัย
“การจะรื้อค่าธรรมเนียมควรมุ่งไปที่การให้ค่าธรรมเนียมที่เป็นอุปสรรคต่อเงินสด กลุ่มที่นิยมเบิกถอนเงินสดจำนวนมากหรือใช้เช็คข้ามพื้นที่เพื่อหลีกเลี่ยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ ควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นเอง ไม่ใช่ให้ธนาคารนำต้นทุนส่วนนี้ไปเฉลี่ยให้ลูกค้ารายอื่นแบกรับ การทำให้การใช้เงินสดมีต้นทุนที่ชัดเจน จะเป็นการกดดันทางอ้อมให้ธุรกิจที่ไม่โปร่งใส ซึ่งมักพึ่งพาเงินสดในการอำนวยความสะดวก ต้องเข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้มากขึ้น”
ขณะที่การผลักดันสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) นั้น ปิติ เผยว่า ช่องทางดิจิทัลต้องถูกกว่าเงินสด ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระผ่าน QR Code หรือช่องทางออนไลน์ต้องไม่สูงจนทำให้ร้านค้าเล็กๆ รู้สึกเดือดร้อนจนต้องกลับไปรับเงินสด และเพื่อให้เกิดโครงสร้างเศรษฐกิจที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การลดภาระค่าธรรมเนียมให้คนตัวเล็กจะช่วยให้ SME เข้าสู่ระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน
สำหรับทีทีบีได้ปรับตัวนำหน้าตลาดเรื่องค่าธรรมเนียมมานานแล้วภายใต้กลยุทธ์ "Free Goal" ที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมพื้นฐาน ทำให้การปรับเกณฑ์ของธปท.ครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปัจจุบัน ttb มุ่งเน้นไปที่รายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการที่มีมูลค่าสูง (High Value-added) เช่น บริการโอนเงินสกุลหยวนเพื่อสนับสนุนการลงทุน และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นส่วนที่สะท้อนถึงคุณค่าที่ลูกค้าได้รับจริง มากกว่าการพึ่งพาค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมพื้นฐานแบบเดิมๆ
“เดิมทีธนาคารเป็นตัวกลางระหว่างผู้ฝากเงินกับผู้กู้เงิน กล่าวคือ ธนาคารรับฝากเงินจากลูกค้า แล้วนำเงินไปปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง โดยหวังว่าผลตอบแทนจะครอบคลุมความเสี่ยงและต้นทุนในการบริหารจัดการ ความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ธนาคารจึงต้องปรับตัว เช่น ลดสาขา ลดจำนวนพนักงาน และหันไปใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น เพื่อควบคุมต้นทุนและรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น”
โมเดลของธนาคารคือการคิดดอกเบี้ยกับผู้ฝากเงิน และจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้กู้เงิน พร้อมทั้งเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผู้ฝากเงินได้รับดอกเบี้ยน้อยลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกษียณอายุ เงินฝากในธนาคารอาจได้ดอกเบี้ยเพียง 1% และยังต้องเสียภาษีอีก ทำให้แทบไม่เหลือผลตอบแทน ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารควรทำคือเป็นตัวกลางในการนำเงินของผู้ฝากไปลงทุนในทางเลือกที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้กับลูกค้า
“การหวังพึ่งพากำไรจากการเติบโตของสินเชื่อเพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย (Margin) โดยหวังให้ทุกคนเป็นหนี้เยอะๆ เพื่อสร้างการเติบโตระดับ Double Digit นั้น คงหมดแล้วสำหรับยุคนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ได้โตเร็วอย่างที่คิดและปัญหาหนี้ครัวเรือน ธนาคารต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้รับฝากและปล่อยกู้ ไปเป็นตัวกลางในการบริหารความมั่งคั่ง โดยนำเงินฝากไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอย่างปลอดภัย เพื่อสร้างอำนาจในการจับจ่ายให้ลูกค้าและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วย”