โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อลงกรณ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงาน เร่งเครื่องเมกกะโปรเจ็กต์พลังงานแห่งอนาคต

MATICHON ONLINE

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

มิสเตอร์เอทานอล ‘อลงกรณ์’ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงาน จี้รัฐเร่งเครื่องเมกกะโปรเจ็กต์พลังงานแห่งอนาคต ขยาย Biopolis ทุกภาค ลดนำเข้าน้ำมัน-แก๊ส

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความระบุว่า เมืองไทยมีบ่อน้ำมันแหล่งแก๊สทุกจังหวัด

ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของพลังงานที่เรานำเข้าถึง 1 ใน 3 ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความมั่นคงทางพลังงานที่รุนแรงกว่าวิกฤติพลังงานในทุกครั้งที่ผ่านมา แต่มาตรการแก้ไขก็ไม่ต่างไปจากเดิมแล้วแต่ดีกรีความหนักเบาของปัญหา เราติดกับวิกฤตพลังงานครั้งแล้วครั้งเล่าวนเวียนอยู่แบบเดิมๆทั้งที่มีทางออกจากวิกฤตแบบยั่งยืนแต่ไม่ทำ

26 ปีที่แล้วผมบอกว่า เมืองไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด หมายถึง เราปลูกพืชพลังงานแปรรูปเป็นน้ำมันได้ นั่นคือการเกิดขึ้นของ“เอทานอล”หรือแอลกอฮอล์ที่แปรรูปมาจากอ้อยและมันสำปะหลังจนทุก วันนี้มีน้ำมันแก๊ซโซฮอลล์จำหน่ายทุกปั้มรถทุกยี่ห้อยอมรับเป็นเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับไบโอดีเซลที่แปรรูปมาจากน้ำมันปาล์ม ปัจจุบันเทคโนโลยี่และอุตสาหกรรมพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นสามารถต่อยอดน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซลไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงยิ่งขึ้นรวมทั้งไบโอแก๊ส ไบโอมีเทน ไบโอแมสและไฮโดรเจน นี่คือโอกาสยิ่งใหญ่ในวิกฤตครั้งนี้

ผมคิดว่าแนวทางเดียวที่จะก้าวพ้นวิกฤตพลังงานและปลดแอกการพึ่งพาน้ำมันและแก๊ซจากภายนอกประเทศคือการยืนบนศักยภาพของตัวเอง ด้วยการเดินหน้าเมกกะโปรเจ็กต์พลังงานชีวภาพ(Bioenergy)อย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและแก๊สแต่คือโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่และเศรษฐกิจแห่งอนาคต

ผมพูดเสมอว่าเมืองไทยมีบ่อน้ำมันและแหล่งแก๊สทุกจังหวัด เราเป็นประเทศไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานชีวภาพ(Bioenergy)ที่แข็งแกร่ง แต่ยังใช้ศักยภาพไม่เต็มที่ เราต้องปลดล็อกขีดจำกัดเหล่านี้ทันที

1. เปลี่ยนพืชเกษตรเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuels)

•เอทานอล (Ethanol)

ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอล 28 แห่ง กำลังการผลิตรวม 6.92 – 7.02 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีวัตถุดิบหลักคือ กากน้ำตาล จากอ้อย (59.5%) และ มันสำปะหลัง (35.5%) ทว่าปัจจุบันมีการใช้จริงเพียง 3.43 ล้านลิตรต่อวัน หรือมีกำลังผลิตส่วนเกินกว่าร้อยละ 50

รัฐบาลควรประกาศเป็นการถาวรให้ใช้ น้ำมัน E20 E85 เป็นน้ำมันพื้นฐานในช่วงแรกและE100ภายใน3ปีพร้อมส่งเสริมการลงทุนขยายและสร้างโรงงานเอทานอลให้ได้วันละ20ล้านลิตรเท่ากับ2ใน3ของปริมาณความต้องการใช้เบนซินในปัจจุบันพร้อมกับขยายพื้นที่และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของอ้อยและมันสำปะหลังให้เพียงพอต่อเป้าหมายใหม่ และควรเริ่มนโยบายSet aSide Land Policy แยกพื้นการปลูกพืชพลังงานกีบพืชอาหารด้วยโมเดลฟาร์มขนาดใหญ่(Big Farm)

•ไบโอดีเซล (Biodiesel)

เรามีโรงงานผลิตไบโอดีเซล 15 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 11.7 – 11.9 ล้านลิตรต่อวัน แต่มีการผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 4.6 – 5.1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เพียงประมาณ 34 – 39% เท่านั้น

รัฐบาลควรประกาศใช้ B7 และB10 เป็นน้ำมันหลักในภาคขนส่งทางบกและเพิ่มการผลิตเป็น14ล้านลิตรภายใน3ปีเท่ากับ20%ของการใช้ดีเซลในแต่ละวันรวมทั้งการใช้B100สำหรับฟาร์มแมชชีนและรถโดยสารตลอดจนรถบรรทุกตั้งแต่ขนาด1ตันจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่

2.อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-Industry)

•โรงกลั่นชีวภาพ(Bio-refinery) คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจาก “น้ำมันพืชและไบโอดีเซล” ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value-added)

การแปรรูปปาล์มน้ำมันและของเสียจากโรงงาน เช่น ทะลายเปล่าและน้ำเสียให้เป็นพลังงานและเคมีภัณฑ์ได้แก่

•Oleochemicals การผลิตสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมทำความสะอาดและเครื่องสำอาง เช่น Fatty Alcohol, Glycerin (บริสุทธิ์), และ Fatty Acid

•Bio-Jet Fuel (SAF) การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ที่ไทยกำลังผลักดันเพื่อลดคาร์บอนในภาคการบินรัฐบาลควรเร่งขยายโครงการ Alcohol-to-Jet (ATJ) เพื่อผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) โดยเริ่มบังคับใช้ร้อยละ 1 ในปี 2569 และขยายสู่ร้อยละ 8 ภายในปี 2579 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันอากาศยาน

เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-Chemical)

ผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพและเริ่มผลิตแล้ว เช่น

•พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เรามีการผลิตพลาสติกจากอ้อยและมันสำปะหลัง แต่ก็มีการวิจัยนำน้ำมันปาล์มมาทำโพลิเมอร์ชีวภาพบางชนิด

•สารลดแรงตึงผิว (Surfactants) ใช้ในผงซักฟอก แชมพู และสบู่

•น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Biolubricants)สำหรับเครื่องจักร จาระบี และน้ำมันไฮดรอลิกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

•Green Chemical
สกัดสารคุณค่าสูงจากน้ำมันปาล์มดิบเช่นวิตามิน และสารชีวภัณฑ์ (Vitamin E & Phytosterols ) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม

รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเป็นเมกกะโปรเจ็กต์ต่อยอดไบโอโพลิส
(Biopolis)ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)และควรขยายBiopolisไปภาคใต้ ภาคเหนิอ ภาคอีสานฯลฯ

3.พลังงานBiogas-Biomass ทุกจังหวัด

ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้าง “ความมั่นคงพลังงานระดับชุมชน” เพื่อลดการพึ่งพาโครงข่ายสายส่งกลาง

• ชีวมวล (Biomass)

ประเทศไทยมีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมหาศาล โดยเฉพาะ ฟางข้าว 20ล้านตันต่อปีและ แกลบ5 ล้านตันต่อปีรวมถึงใบและยอดอ้อยที่มีศักยภาพเชิงความร้อนสูงถึง 3,870 กิโลแคลอรีต่ กิโลกรัม
ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลสะสมแล้ว 3,380 เมกะวัตต์ (MW) และต้องเร่งขยายเพื่อลดภาระการใช้ก๊าซ LNG นำเข้า

•ก๊าซชีวภาพ (Biogas)และไฮโดรเจน

เรามีศักยภาพจากน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและมูลสัตว์ โดย
รัฐบาลควรส่งเสริมโครงการ “1 หมู่บ้าน 1 โรงก๊าซชีวภาพ 1 โรงปุ๋ยชุมชน” เพื่อเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานและลดต้นทุนเกษตรกรทกจังหวัด

นอกจากนี้ควรส่งเสริมการลงทุนในการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) และการปรับปรุงคุณภาพเพื่อผลิตเป็นไบโอมีเทนอัด (CBG :Compressed Biomethane Gas) เป็นทางเลือกเชื้อเพลิงขนส่ง โดยมีเป้าหมายการผลิตในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) 4,800 ตันต่อวันภายในปี 2579 และมีเป้าหมายรวมในการผลิตพลังงานชีวภาพสูงถึง 5,570 เมกะวัตต์ภายในปี 2579

ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตไบโอมีเทนได้มากถึง 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้กว่า 450,000 ตันต่อปี

ยิ่งกว่านั้นยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนที่ผลิตจากน้ำในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศ

บทสรุป: “เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคง”

วิกฤตพลังงานจากสงครามในปี พ.ศ. 2569 คือสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างสู่พลังงานชีวภาพ(Bio Industry ) เพื่อให้เงินทุกบาทที่เคยจ่ายค่าน้ำมันค่าแก๊สจากต่างประเทศ กลับมาไหลเข้ากระเป๋าเกษตรกรไทยระบบเศรษฐกิจไทยและสร้าง “พลังงานที่ไม่มีวันขาดแคลน” เพื่อเกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคงอย่างแท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อลงกรณ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงาน เร่งเครื่องเมกกะโปรเจ็กต์พลังงานแห่งอนาคต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...