โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เอกชนปรับแผน ฝ่าวิกฤตพลังงาน หวั่นต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง 20% กระทบ SMEs สายป่านสั้น

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านจะส่งสัญญาณคลี่คลาย หลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ และเตรียมเปิดโต๊ะเจรจา 10 เม.ย.นี้ แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง รัฐบาลไทยเร่งออกมาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมันกลางคืน หวังสำรองพลังงานรับมือวิกฤต ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมประเมินผลได้จำกัดและกังวลต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะเริ่มผ่อนคลายในระยะสั้น หลังมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเตรียมเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เมษายนนี้ แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางไปแล้ว

“แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ยังวางใจไม่ได้ ต้องดูผลการเจรจาว่าจะยั่งยืนหรือไม่ หากสถานการณ์กลับมารุนแรงอีก ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นทันที และจะกระทบต้นทุนเศรษฐกิจไทยโดยตรง”

ในบริบทดังกล่าว รัฐบาลไทยเตรียมเริ่มใช้มาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยจากข้อมูลระบุว่าจะควบคุมการจำหน่ายน้ำมันบางประเภทในช่วงเวลา 22.00 05.00 น. ไม่ใช่การสั่งปิดสถานีบริการทุกแห่งโดยสมบูรณ์ และอาจมีการจำกัดให้จำหน่ายเฉพาะน้ำมันทางเลือก เช่น ดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยรัฐบาลเตรียมพิจารณาใช้ พ.ร.ก. การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเกรียงไกร มองว่า มาตรการลักษณะนี้เคยถูกนำมาใช้ในอดีต และมีผลต่อการลดการใช้พลังงานจริงในระดับจำกัด เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมใช้น้ำมันอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ ขนส่ง และบริการที่ต้องดำเนินงานกลางคืน อาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว ทั้งในด้านความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ในส่วนของแนวโน้มราคาพลังงาน แม้สงครามจะยุติลงในระยะสั้น แต่การฟื้นฟูโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายต้องใช้เวลานานหลายปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตรของภาครัฐ แม้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะสั้น แต่เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ชั่วคราว เนื่องจากทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับตลาดโลกเป็นหลัก

ด้านต้นทุนภาคธุรกิจ ปัจจุบันค่าขนส่งและโลจิสติกส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 15-20% ส่งผลให้ราคาสินค้าหลายประเภทเริ่มทยอยปรับขึ้นตามต้นทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นายเกรียงไกร เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและเตรียมมาตรการรองรับในเชิงโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้มีลักษณะยืดเยื้อและเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ขณะที่ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน (Lean) และกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ย แร่เหล็ก และพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

ศุภาลัยตรึงราคา ระบายสต๊อก

ทางด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า ความผันผวนจากสงครามและราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนในห่วงโซ่ก่อสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เริ่มขยับขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น แม้ในระยะสั้นผู้ประกอบการและผู้รับเหมาบางส่วนยังช่วยกันแบกรับต้นทุนไว้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็มีโอกาสต้องทยอยปรับราคาในอนาคต อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าวิกฤตดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และยังคงเดินหน้าบริหารต้นทุนด้วยการสั่งซื้อวัสดุในจังหวะที่เหมาะสม ดูแลผู้รับเหมาให้มีสภาพคล่องผ่านการจ่ายเงินตรงเวลา

ดึงลูกค้าตะวันออกกลางซื้ออสังหาฯ

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บริษัท อนันดาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทได้ออกแคมเปญดึงลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะคนที่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยระยะสั้นให้ ต่างชาติเดินทางมาใช้บริการ Service Apartment และโรงแรมที่ บริษัทบริหารจัดการ เพื่อเป็นที่หลบภัยสงคราม และต่อไปนำเสนอซื้อบ้านหลังที่สองกับโครงการขอบเราต่อในระยะยาว โดยเราดูแลประสานงานในทุกเรื่องเพื่อการเดินทางมาพำนักในประเทศไทย

หวั่นกระทบ SME สายป่านสั้น

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานที่รัฐบาลจะมีมาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน เวลา 22.00 - 05.00 น. คือแนวทางแก้ปัญหาที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีในทางจิตวิทยาคือช่วยให้ประชาชนวางแผนปรับปรุงการเดินทางมากขึ้น เป็นสัญลักษณ์กระตุ้นให้ตระหนักถึงการประหยัด แต่ข้อเสียในภาคธุรกิจก็มี รัฐบาลควรปรับวิธีปฏิบัติให้เหมาะสม เช่น ต้องมีการยกเว้นหรือเปิดพื้นที่บริการเฉพาะสำหรับรถบรรทุกสินค้าเกษตร รวมถึงรถฉุกเฉินและรถพยาบาล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับกรณีเร่งด่วน

หากมองในมุมเศรษฐกิจภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ต้องขนส่งในตอนกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน รักษาคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพ หากปั๊มน้ำมันปิดในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้รถขนส่งไม่สามารถเติมน้ำมันระหว่างทางได้ และอาจส่งผลให้การส่งสินค้าเข้าโรงงานหรือจุดกระจายสินค้าชะงักลง

“หากสถานการณ์ไม่จบภายใน 3 เดือน ผลกระทบจะรุนแรงมากต่อภารธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่มีสายป่านสั้น หมุนเงินแบบเดือนต่อเดือน หากต้องแบกภาระเกิน 2-3 เดือนโดยขายของไม่ได้ ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก”

ปิดปั๊มขนส่ง-ท่องเที่ยว-ร้านค้า

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า หากรัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดสถานีเติมน้ำมันทั่วประเทศในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. นี้จริง สิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน การสื่อสารเชิงรุก และการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมล่วงหน้า

“รัฐบาลต้องอธิบายให้ชัดว่า ปิดปั๊มแล้วประเทศจะประหยัดพลังงานได้เท่าไร ลดต้นทุนพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน และประชาชนจะต้องปรับตัวอย่างไร ไม่ใช่ประกาศใช้ทันทีโดยไม่มีแผนรองรับ”

เพราะหากมีการปิดสถานีเติมน้ำมันในเวลากลางคืนจริง ผลกระทบอันดับแรกจะเกิดกับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะรถบรรทุกสินค้า รถขนส่งสินค้าเกษตร รถบัส และรถตู้โดยสาร ซึ่งจำนวนมากใช้เวลากลางคืนเป็นช่วงหลักในการเดินทางเพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการจราจร

เชื่อปิดปั้ม ยอดใช้น้ำมันไม่ลด

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่ภาครัฐออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมัน โดยกำหนดให้สถานีบริการน้ำมันปิดให้บริการในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. นี้ ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่ามาตรการดังกล่าว “ไม่ได้ผล” ในเชิงการลดการใช้น้ำมัน เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่แล้ว โดยหลังเวลา 22.00 น. ปริมาณการใช้บริการสถานีบริการน้ำมันลดลงอย่างชัดเจน ถนนเริ่มเงียบ และแทบไม่มีการเติมน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมองว่ามาตรการนี้ไม่ได้ช่วยลดการบริโภคน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่ารัฐบาลอาจมีเป้าหมายในเรื่อง “การประหยัดพลังงานไฟฟ้า” มากกว่า ซึ่งหากเป็นในมิตินี้ก็อาจช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันได้บ้าง แต่ไม่ใช่มาตรการที่แก้ปัญหาการใช้น้ำมันโดยตรง

โดยมาตรการดังกล่าวเห็นด้วยในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้มองว่าเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันประชาชนมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้ออยู่แล้ว หลายครัวเรือนลดการใช้จ่ายและรัดเข็มขัดมากขึ้น เห็นได้จากปริมาณรถยนต์ในช่วงเช้าที่ลดลง ทั้งนี้มองว่ารัฐควรปรับนโยบายไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การส่งเสริมการใช้รถร่วมกันในระดับครัวเรือน เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างแท้จริง มากกว่าการออกมาตรการระยะสั้นที่เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ

ทั้งนี้รัฐบาลควรเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อพยุงกำลังซื้อ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเห็นว่าจำนวนสิทธิ์และวงเงินในปัจจุบันไม่เพียงพอ เสนอให้ขยายเป็นอย่างน้อย 30 ล้านสิทธิ์ และเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาทต่อคน เพื่อให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ได้จริง นอกจากนี้ยังควรเร่งมาตรการลดค่าครองชีพ เช่น การลดค่าไฟฟ้าในอัตรา 200 หน่วยแรก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าฐานรากที่ได้รับผล กระทบโดยตรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...