โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เกิดอะไรใน 24 ชม. หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง ทำไมช่องแคบฮอร์มุซปิดอีก

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
Spotlight รวบรวมมาให้ว่า ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เกิดอะไรขึ้นบ้างในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก

นับตั้งแต่เช้าวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่ทั่วโลกได้รับข่าวดีว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 14 วัน หลายคนคาดหวังว่า เราอาจจะได้ข้อตกลงสันติภาพระยะยาว ที่จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์และดึงราคาน้ำมันให้ลดลงมาหน่อย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน สถานการณ์พลิกผัน อิสราเอลที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ โดยอ้างเป้าหมายในการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มที่อิหร่านให้การสนับสนุน ทำให้อิหร่านออกมาประกาศยกเลิกข้อตกลงทันที

Spotlight รวบรวมมาให้ว่า ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เกิดอะไรขึ้นบ้างในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก

1. ทันทีหลังประกาศหยุดยิง (เช้าวันที่ 8 เม.ย.)

สหรัฐฯ และอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน (2 สัปดาห์) เพื่อเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อีกครั้ง และนัดเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานในวันที่ 10 เม.ย.

2. ราคาน้ำมัน - ทองคำ ผันผวนหนัก

ราคาน้ำมัน: ทันทีที่มีข่าวหยุดยิง ราคาน้ำมันดิบ Brent ดิ่งลงทันที 13-16% หลุดระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล (ลงไปแตะแถว $94) เพราะตลาดหวังว่าน้ำมันจะกลับมาไหลผ่านฮอร์มุซได้

ราคาทองคำ: พุ่งสวนทางขึ้นไปกว่า 2% แตะระดับ $4,812 ต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนยังไม่ไว้ใจสถานการณ์ และใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอน

3. "ทรัมป์" โพสต์ขู่ภาษี 50% (บ่ายวันที่ 8 เม.ย.)

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่าน Truth Social ทันทีว่า จะเก็บภาษีนำเข้า 50% กับ "ทุกประเทศที่ส่งอาวุธให้ทางอิหร่าน" โดยไม่มีข้อยกเว้น

4. อิสราเอลถล่มเลบานอน(เย็น-ค่ำวันที่ 8 เม.ย.)

ขณะที่สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง แต่ อิสราเอลไม่ได้หยุดด้วย โดยระบุว่าเลบานอน (กลุ่มเฮซบอลเลาะห์) ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงนี้

นับเป็นการเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 254 รายด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแถลงแยกตัวชัดเจนว่า "การโจมตีของอิสราเอลไม่เกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐฯ" และไม่ได้ประสานงานกัน

5. ฮอร์มุซปิดอีกรอบ! (9 เม.ย.)

อิหร่านประกาศกร้าว: สั่งระงับการผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งทันที อิหร่านมองว่าการที่อิสราเอลถล่มเลบานอน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก คือการ "ละเมิดเจตนารมณ์การหยุดยิง" และหาว่าสหรัฐฯ รู้เห็นเป็นใจ

โดยนับตั้งแต่เช้าวันพุธที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก เริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ในช่วงเช้า ยังมีเรือบางส่วนยังคงสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้ได้ แต่มีจำนวนจำกัดอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม

ต่อมา ภายหลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเลบานอน อิหร่านได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พร้อมประกาศระงับหรือหยุดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้รายงานคำแถลงอีกฉบับจาก IRGC โดยระบุว่า ทางกองกำลังได้เริ่มประกาศเส้นทางเดินเรือทางเลือกภายในช่องแคบ เพื่อช่วยให้เรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาก “ทุ่นระเบิดทางทะเล” ที่อาจเกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า นี่เป็นเพียงมาตรการข่มขู่ของ IRGC หรือมีการวางทุ่นระเบิดเกิดขึ้นจริง

6. ทรัมป์ย้ำกองทัพสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ใน หรือรอบ ๆ อิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุถึงข้อตกลงด้านความมั่นคง โดยย้ำว่า กองทัพสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ใน หรือ รอบ ๆ อิหร่าน จนกว่าข้อตกลงที่แท้จริงจะถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยการคงกองทัพเอาไว้นั้น จะครอบคลุมถึง “เรือรบ เครื่องบิน และกำลังพลของสหรัฐฯ พร้อมทั้งกระสุน อาวุธ และทุกสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม สำหรับการดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีและทำลายศัตรูที่อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่า มีความเป็นไปได้ “น้อยมาก” ที่ข้อตกลงนี้จะไม่ถูกปฏิบัติตาม แต่ก็เตือนว่า หาก “ไม่เป็นไปตามนั้นไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม การยิงจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง และจะรุนแรง ใหญ่กว่า และหนักหน่วงกว่าที่ใครเคยเห็นมาก่อน”

ผู้นำสหรัฐฯ ยังย้ำว่า ข้อตกลงดังกล่าว “ได้มีการตกลงกันมานานแล้ว” พร้อมปฏิเสธกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่าเป็นข้อมูลบิดเบือน โดยยืนยันว่า “จะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และช่องแคบ ช่องแคบฮอร์มุซ จะต้องเปิดและปลอดภัย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...