โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“มิสเตอร์โคนม” ล้างไพ่ใหญ่! ล้มสูตร 70:30 เขย่าโควตานมโรงเรียน ชิงเค้ก 1.4 หมื่นล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะ"มิสเตอร์โคนม" เปิดเผย กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 งบประมาณ 14,000 ล้านบาท กล่าวว่า กรมปศุสัตว์เตรียมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 17-21 เมษายนนี้ หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติและพิจารณาจัดสรรสิทธิ์โดยอนุกรรมการระดับพื้นที่ ทั้ง 7 พื้นที่ ในช่วงวันที่ 22-25 เมษายน 2569 และคาดว่าจะสามารถประกาศผลการจัดสรรสิทธิ์อย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะทันต่อการเปิดภาคเรียนอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์คุณภาพน้ำนม นายสัตวแพทย์มนัสระบุว่า ขณะนี้ได้มีการประกาศหลักเกณฑ์ฉบับที่ 1 ออกไปแล้ว และกำลังจะมีการประกาศฉบับที่ 2 และ 3 ตามมา โดยสาระสำคัญจะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบ (Total Solids) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

"ที่ผ่านมาเกณฑ์คุณภาพน้ำนมอยู่ที่ 11.45 ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่เราต้องการยกระดับให้สูงขึ้นเป็น 12.0 เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพดีขึ้น" นายสัตวแพทย์มนัสกล่าว, อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการหรือสหกรณ์ที่อาจยังปรับตัวไม่ทัน กรมฯ จะยังคงเกณฑ์ที่ 11.45 ไว้ในเบื้องต้น และจะให้เวลาปรับตัวเป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา ก่อนจะขยับเกณฑ์ให้สูงขึ้นตามลำดับ"

อย่างไรก็ดีในการจัดสรรสิทธิ มีประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือการยกเลิกหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิ์ในสัดส่วน 70/30 (สหกรณ์ 70% และเอกชน 30%) เนื่องจากที่ผ่านมามีกระแสคัดค้านและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ในปีการศึกษานี้จึงมีการปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับมติ ครม.

นายสัตวแพทย์มนัส ย้ำว่า เกณฑ์ใหม่จะมุ่งเน้นการจัดสรรสิทธิ์อย่างเป็นธรรมในทุกมิติ โดยให้สิทธิ์แก่ภาคเอกชนอย่างเท่าเทียมมากขึ้น เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ประกอบการภาคเอกชนเองก็มีการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรและสหกรณ์เช่นเดียวกัน

"เราจะไม่ใช้แบบเดิม เพราะเอกชนเขาก็ช่วยซื้อน้ำนมจากสหกรณ์ ดังนั้นการจัดสรรสิทธิ์ต้องเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทุกภาคส่วนตามมติ ครม. เพื่อให้กลไกอุตสาหกรรมนมทั้งระบบเดินหน้าไปได้" มิสเตอร์โคนม กล่าวทิ้งท้าย

อนึ่ง มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบการจัดการนมโรงเรียน) ในประเด็นข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และให้ใช้ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนตามข้อ 2. โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ในส่วนผู้รับผิดชอบหลักจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นกรมปศุสัตว์ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1.ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน) โดยเห็นชอบให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และเห็นชอบให้ใช้ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ (ตามลำดับ)

ปัจจุบันการดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติ ซึ่งยังไม่สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโดยการเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบจากกรมปศุสัตว์เป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถควบคุมคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงบริโภคของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอทบทวนคณะรัฐมนตรีในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

2.ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ในคราวประชุมครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่2 ธันวาคม 68 มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนและแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

วัตถุประสงค์ของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้วัตถุประสงค์ของโครงการฯ คงเดิม (ตามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568) โดยมี 4 ข้อหลัก ดังนี้

  • นักเรียนทั้งประเทศได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ
  • เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถผลิตขายน้ำนมโคที่มีคุณภาพได้และ มีความยั่งยืนในอาชีพ
  • เพื่อสร้างศักยภาพ ความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาในการดำเนินกิจการผลิตนมในลำดับแรก ซึ่งจะเกิดความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
  • ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับการจัดสรรสิทธิและพื้นที่การจำหน่ายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

โครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการฯ ดังนี้

1.ให้คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน จำนวน 15 คนประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ หน่วยงานที่กำกับดูแล จำนวน 4 คน เป็นกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการผลิต จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ จำนวน3 คน เป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง จำนวน 3 คนเป็นกรรมการ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

2.ให้คณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานอนุกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นอนุกรรมการ และตัวแทนจากกรมปศุสัตว์เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ให้คณะอนุกรรมการชุดนี้มีจำนวนไม่เกิน 15 คน และมีหน้าที่และอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

3.ให้คณะอนุกรรมการรณรงค์บริโภคนมในสถานศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นประธานอนุกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการในตลาดนมพาณิชย์ร่วมเป็นอนุกรรมการ และหัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขาย อ.ส.ค. เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการชุดนี้ มีจำนวนไม่เกิน 15 คน และมีอำนาจในการจัดทำโครงการรณรงค์บริโภคนมในสถาบันการศึกษาทุกระดับ

4.ให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนระดับกลุ่มพื้นที่ 7 กลุ่มพื้นที่ ดังนี้

  • กลุ่มพื้นที่ 1 จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลกเพชรบูรณ์ อุทัยธานี ตาก และจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

  • กลุ่มพื้นที่ 2 จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสระแก้ว ระยอง ตราด ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

  • กลุ่มพื้นที่ 3 จำนวน 11 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

  • กลุ่มพื้นที่ 4 จำนวน 9 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุดรธานี กาฬสินธุ์ บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร และจังหวัดหนองคาย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครเป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

  • กลุ่มพื้นที่ 5 จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

  • กลุ่มพื้นที่ 6 จำนวน 19 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ ระนอง พังงา ภูเก็ต สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สตูล และจังหวัดตรัง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

  • กลุ่มพื้นที่ 7 จำนวน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

แนวทางการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้คณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภายใต้กรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ยังคงทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการส่งเสริม (นม) โรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน และให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ระดับกลุ่มพื้นที่ ทำหน้าที่จัดสรรสิทธิและพื้นที่การจำหน่ายนมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหลักเกณฑ์ การจัดสรรสิทธิ การจำหน่าย ให้ยึดหลัก 7 ข้อ (ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568) ดังนี้

1.ปริมาณน้ำนมดิบที่ผู้ประกอบการรับซื้อตามพันธสัญญาซื้อขายที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และน้ำนมดิบต้องได้จากเกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

2.คุณภาพน้ำนมดิบที่รับซื้อ และคุณภาพนมโรงเรียนที่ผลิต

3. ศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการ

4.ระบบโลจิสติกส์ โดยเน้นการผลิตและจัดส่งนมกายในกลุ่มพื้นที่ตนเอง เป็นลำดับแรก

5. ประวัติการดำเนินงานที่ผ่านมา

6. ให้ความสำคัญกับภาคสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในลำดับแรก

7.ความรับผิดชอบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีศูนย์รวบรวมน้ำนมโคเป็นของตนเอง มีแผนการตลาดรองรับปริมาณน้ำนมดิบและรับผิดชอบรับซื้อน้ำนมดิบตลอด 365 วัน

ทั้งนี้ ในรายละเอียดแต่ละหลักเกณฑ์ข้างต้น รวมทั้งหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินงานอื่น ๆ ที่จำเป็น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนกำหนด

ประโยชน์และผลกระทบ

1.การกำกับดูแลคุณภาพน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นไปอย่างครบวงจรมีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน และมีความปลอดภัยทางอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งผลให้นมโรงเรียนที่ส่งถึงเด็กนักเรียนมีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานอาหารแห่งชาติ

2. เด็กนักเรียนทั่วประเทศได้รับนมที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่งผลดีต่อสุขภาพโภชนาการและการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว

3. เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถดำรงอาชีพการเลี้ยงโคนมตลอดจนขายน้ำนมดิบ อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การลดต้นทุนเพื่อการผลิต รวมถึงการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบของเกษตรกรที่มีวัตถุประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้ได้มาตรฐานตั้งแต่มาตรฐานระดับฟาร์มมาตรฐานศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ จนถึงเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดโดยควบคุมกำกับ ดูแลคุณภาพน้ำนม หน้าโรงงานแปรรูปก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต

4. ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมนมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการผลิตการตลาด และการยกระดับมาตรฐานอาชีพเกษตรกร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางอาหารของประเทศในภาพรวม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...