“มิสเตอร์โคนม” ล้างไพ่ใหญ่! ล้มสูตร 70:30 เขย่าโควตานมโรงเรียน ชิงเค้ก 1.4 หมื่นล้าน
นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะ"มิสเตอร์โคนม" เปิดเผย กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 งบประมาณ 14,000 ล้านบาท กล่าวว่า กรมปศุสัตว์เตรียมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 17-21 เมษายนนี้ หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติและพิจารณาจัดสรรสิทธิ์โดยอนุกรรมการระดับพื้นที่ ทั้ง 7 พื้นที่ ในช่วงวันที่ 22-25 เมษายน 2569 และคาดว่าจะสามารถประกาศผลการจัดสรรสิทธิ์อย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะทันต่อการเปิดภาคเรียนอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์คุณภาพน้ำนม นายสัตวแพทย์มนัสระบุว่า ขณะนี้ได้มีการประกาศหลักเกณฑ์ฉบับที่ 1 ออกไปแล้ว และกำลังจะมีการประกาศฉบับที่ 2 และ 3 ตามมา โดยสาระสำคัญจะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบ (Total Solids) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)
"ที่ผ่านมาเกณฑ์คุณภาพน้ำนมอยู่ที่ 11.45 ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่เราต้องการยกระดับให้สูงขึ้นเป็น 12.0 เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพดีขึ้น" นายสัตวแพทย์มนัสกล่าว, อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการหรือสหกรณ์ที่อาจยังปรับตัวไม่ทัน กรมฯ จะยังคงเกณฑ์ที่ 11.45 ไว้ในเบื้องต้น และจะให้เวลาปรับตัวเป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา ก่อนจะขยับเกณฑ์ให้สูงขึ้นตามลำดับ"
อย่างไรก็ดีในการจัดสรรสิทธิ มีประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือการยกเลิกหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิ์ในสัดส่วน 70/30 (สหกรณ์ 70% และเอกชน 30%) เนื่องจากที่ผ่านมามีกระแสคัดค้านและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ในปีการศึกษานี้จึงมีการปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับมติ ครม.
นายสัตวแพทย์มนัส ย้ำว่า เกณฑ์ใหม่จะมุ่งเน้นการจัดสรรสิทธิ์อย่างเป็นธรรมในทุกมิติ โดยให้สิทธิ์แก่ภาคเอกชนอย่างเท่าเทียมมากขึ้น เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ประกอบการภาคเอกชนเองก็มีการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรและสหกรณ์เช่นเดียวกัน
"เราจะไม่ใช้แบบเดิม เพราะเอกชนเขาก็ช่วยซื้อน้ำนมจากสหกรณ์ ดังนั้นการจัดสรรสิทธิ์ต้องเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทุกภาคส่วนตามมติ ครม. เพื่อให้กลไกอุตสาหกรรมนมทั้งระบบเดินหน้าไปได้" มิสเตอร์โคนม กล่าวทิ้งท้าย
อนึ่ง มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบการจัดการนมโรงเรียน) ในประเด็นข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และให้ใช้ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนตามข้อ 2. โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ในส่วนผู้รับผิดชอบหลักจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นกรมปศุสัตว์ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1.ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน) โดยเห็นชอบให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และเห็นชอบให้ใช้ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ (ตามลำดับ)
ปัจจุบันการดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติ ซึ่งยังไม่สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโดยการเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบจากกรมปศุสัตว์เป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถควบคุมคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงบริโภคของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอทบทวนคณะรัฐมนตรีในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
2.ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน
คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ในคราวประชุมครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่2 ธันวาคม 68 มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนและแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
วัตถุประสงค์ของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้วัตถุประสงค์ของโครงการฯ คงเดิม (ตามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568) โดยมี 4 ข้อหลัก ดังนี้
- นักเรียนทั้งประเทศได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ
- เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถผลิตขายน้ำนมโคที่มีคุณภาพได้และ มีความยั่งยืนในอาชีพ
- เพื่อสร้างศักยภาพ ความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาในการดำเนินกิจการผลิตนมในลำดับแรก ซึ่งจะเกิดความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
- ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับการจัดสรรสิทธิและพื้นที่การจำหน่ายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
โครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการฯ ดังนี้
1.ให้คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน จำนวน 15 คนประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ หน่วยงานที่กำกับดูแล จำนวน 4 คน เป็นกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการผลิต จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ จำนวน3 คน เป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง จำนวน 3 คนเป็นกรรมการ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นกรรมการและเลขานุการ
2.ให้คณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานอนุกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นอนุกรรมการ และตัวแทนจากกรมปศุสัตว์เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ให้คณะอนุกรรมการชุดนี้มีจำนวนไม่เกิน 15 คน และมีหน้าที่และอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน
3.ให้คณะอนุกรรมการรณรงค์บริโภคนมในสถานศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นประธานอนุกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการในตลาดนมพาณิชย์ร่วมเป็นอนุกรรมการ และหัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขาย อ.ส.ค. เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการชุดนี้ มีจำนวนไม่เกิน 15 คน และมีอำนาจในการจัดทำโครงการรณรงค์บริโภคนมในสถาบันการศึกษาทุกระดับ
4.ให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนระดับกลุ่มพื้นที่ 7 กลุ่มพื้นที่ ดังนี้
กลุ่มพื้นที่ 1 จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลกเพชรบูรณ์ อุทัยธานี ตาก และจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 2 จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสระแก้ว ระยอง ตราด ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 3 จำนวน 11 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 4 จำนวน 9 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุดรธานี กาฬสินธุ์ บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร และจังหวัดหนองคาย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครเป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 5 จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 6 จำนวน 19 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ ระนอง พังงา ภูเก็ต สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สตูล และจังหวัดตรัง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 7 จำนวน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
แนวทางการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้คณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภายใต้กรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ยังคงทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการส่งเสริม (นม) โรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน และให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ระดับกลุ่มพื้นที่ ทำหน้าที่จัดสรรสิทธิและพื้นที่การจำหน่ายนมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหลักเกณฑ์ การจัดสรรสิทธิ การจำหน่าย ให้ยึดหลัก 7 ข้อ (ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568) ดังนี้
1.ปริมาณน้ำนมดิบที่ผู้ประกอบการรับซื้อตามพันธสัญญาซื้อขายที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และน้ำนมดิบต้องได้จากเกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน
2.คุณภาพน้ำนมดิบที่รับซื้อ และคุณภาพนมโรงเรียนที่ผลิต
3. ศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการ
4.ระบบโลจิสติกส์ โดยเน้นการผลิตและจัดส่งนมกายในกลุ่มพื้นที่ตนเอง เป็นลำดับแรก
5. ประวัติการดำเนินงานที่ผ่านมา
6. ให้ความสำคัญกับภาคสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในลำดับแรก
7.ความรับผิดชอบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีศูนย์รวบรวมน้ำนมโคเป็นของตนเอง มีแผนการตลาดรองรับปริมาณน้ำนมดิบและรับผิดชอบรับซื้อน้ำนมดิบตลอด 365 วัน
ทั้งนี้ ในรายละเอียดแต่ละหลักเกณฑ์ข้างต้น รวมทั้งหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินงานอื่น ๆ ที่จำเป็น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนกำหนด
ประโยชน์และผลกระทบ
1.การกำกับดูแลคุณภาพน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นไปอย่างครบวงจรมีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน และมีความปลอดภัยทางอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งผลให้นมโรงเรียนที่ส่งถึงเด็กนักเรียนมีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานอาหารแห่งชาติ
2. เด็กนักเรียนทั่วประเทศได้รับนมที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่งผลดีต่อสุขภาพโภชนาการและการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว
3. เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถดำรงอาชีพการเลี้ยงโคนมตลอดจนขายน้ำนมดิบ อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การลดต้นทุนเพื่อการผลิต รวมถึงการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบของเกษตรกรที่มีวัตถุประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้ได้มาตรฐานตั้งแต่มาตรฐานระดับฟาร์มมาตรฐานศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ จนถึงเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดโดยควบคุมกำกับ ดูแลคุณภาพน้ำนม หน้าโรงงานแปรรูปก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต
4. ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมนมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการผลิตการตลาด และการยกระดับมาตรฐานอาชีพเกษตรกร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางอาหารของประเทศในภาพรวม