IMF เรียกร้องนานาชาติเลี่ยงมาตรการ “ต่างคนต่างทำ” ชี้คุมส่งออก-คุมราคา เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจโลก
คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) กล่าวสุนทรพจน์ ในการเปิดการประชุมฤดูใบไม้ผลิประจำปี 2026 หรือ 2026 Spring Meetings ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตือนถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับและบรรเทาผลกระทบ จากวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง
เศรษฐกิจโลกที่มีขีดความสามารถในการฟื้นตัวกำลังถูกทดสอบอีกครั้งจากสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งนี้ได้ก่อให้เกิดความยากลำบากอย่างแสนสาหัสไปทั่วทุกมุมโลก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามครั้งนี้ และสงครามทั้งปวงที่เกิดขึ้น
“ในการประชุม Spring Meetings ของ IMF ในสัปดาห์หน้า ที่มีการต้อนรับบรรดารัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก เราจะมุ่งแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับวิกฤติระลอกล่าสุดนี้เป็นหลัก และบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน” กอร์เกียวากล่าว
การดำเนินการนี้จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในธรรมชาติของปัจจัยของวิกฤตการณ์ ช่องทางที่ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ความรุนแรงของผลกระทบ ตลอดจนนโยบายที่จะสามารถบรรเทาผลกระทบนั้นได้
แล้ววิกฤติการณ์ที่เข้ามากระทบเราคืออะไรกันแน่ คำตอบคือ ภาวะวิกฤติอุปทาน ซึ่ง
มีขนาดใหญ่ โดยปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันทั่วโลกในแต่ละวันปรับลดลงราวร้อยละ 13 และปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับลดลงร้อยละ 20
ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ขณะนี้เราทุกคนต่างต้องแบกรับภาระราคาพลังงานที่สูงขึ้น และต้องเผชิญกับภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักไปทั่วโลก
ไม่สมมาตรโดยผลกระทบของวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความใกล้กับพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง สถานะเป็นผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าพลังงานของแต่ละประเทศ และขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศนั้น ๆ
ภาวะวิกฤติอุปทานเชิงลบผลักดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นดังที่เคยเป็นมา ดัชนีราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นจาก 72 เหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โชคดีที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามอยู่มาก โดยหลายประเทศจำต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่านั้นมากลองนึกถึงประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อุปทานที่ห่างไกลออกไปกันบ้าง ประเทศเหล่านี้กำลังข้องใจว่าจะยังคงมีน้ำมันเชื้อเพลิงส่งไปถึงพวกเขาได้หรือไม่ภายหลังภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรงเช่นนี้
ภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และจะยังคงส่งผลกระทบต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- การหยุดเดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากความจำเป็นในการรักษากำลังการผลิตขั้นต่ำ โดยที่ขณะนี้สัญญาณเตือนภัยได้เริ่มกระพริบเป็นสีแดงแล้วในหลายพื้นที่ (ภาพที่ 1)
- การขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล (ภาพที่2a)และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (ภาพที่2b) ซึ่งก่อให้เกิดภาวะหยุดชะงักแก่ภาคการขนส่ง การค้า และการท่องเที่ยว ในโลกที่มีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกจากกันไม่ออก
ความไม่มั่นคงทางอาหารสำหรับประชากรอีก 45 ล้านคน เนื่องจากการหยุดชะงักของระบบการขนส่ง ส่งผลให้จำนวนของผู้ที่เผชิญภาวะอดอยากทั้งหมดพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 360 ล้านคน และปัญหานี้อาจจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปเนื่องจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น (ภาพที่ 2c)
และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากการพึ่งพาปัจจัยวัตถุดิบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม อาทิ กำมะถัน ก๊าซฮีเลียมสำหรับการผลิตชิปซิลิคอนและการถ่ายภาพด้วยเครื่อง MRI รวมถึงแนฟทาสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก
ผลกระทบจากวิกฤติการณ์นี้จะปรากฏออกมาในรูปแบบใดได้บ้าง โดยหลักแล้วจะผ่านสามช่องทาง ดังนี้
ช่องทางแรก คือ ผลกระทบด้านราคาและการขาดแคลนซัพพลาย ราคาสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด ทำให้ภาวะเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น เมื่อประกอบกับภาวะขาดแคลนซัพพลายแล้วนั้น ปัจจัยดังกล่าวทำให้อุปสงค์ปรับลดลงอย่างรุนแรง
ช่องทางที่สอง ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ หลุดไปจากเป้าหมายสำคัญที่วางไว้ และจุดชนวนกระบวนการเกิดภาวะเงินเฟ้อที่สร้างความเสียหายได้ในภาพนี้เป็นการกระจายตัวของประมาณการอัตราเงินเฟ้อระยะสั้นในสหรัฐอเมริกา (ภาพที่ 6a) โปรดสังเกตว่าเส้นกราฟได้เคลื่อนตัวไปทางขวา ซึ่งบ่งชี้ถึงความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นที่ปรับตัวสูงขึ้น และเส้นกราฟนี้แสดงให้เห็นกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (ยูโรโซน) (ภาพที่ 6b) ซึ่งก็มีการเคลื่อนตัวไปทางขวาเช่นกัน อีกทั้งความกว้างที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ให้เห็นระดับความไม่แน่นอนที่ปรับตัวสูงขึ้น โชคดีที่ความคาดหวังในระยะยาวนั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี
- ช่องทางที่สาม ภาวะการเงินและไฟแนนซ์ จากก่อนนี้ที่เอื้ออำนวย ภาวะดังกล่าวได้ปรับตัวตึงตัวขึ้น ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ได้ปรับตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ภาพที่ 7a) ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้น (ภาพที่ 7b) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น (ภาพที่ 7c) จนถึงวันนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณของการคลายตัวลงบ้าง
เราเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว ทั้งในช่วงทศวรรษที่ 70 และในช่วงต้นทศวรรษนี้ เราทราบดีว่าท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ คลี่คลายลง และจะนำมาซึ่งจุดดุลยภาพใหม่ โดยที่อุปทานจะฟื้นตัวกลับมาและอุปสงค์จะปรับตัวตามสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน ภาคการผลิตจะเริ่มเดินกำลังการผลิตอีกครั้ง และจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้ดียิ่งขึ้น
หลักฐานหนึ่งคือ โลกได้มีความเข้มข้นในการใช้พลังงานลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากแรงกระแทกดังกล่าว ขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แม้ว่าน้ำมันยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักอันดับหนึ่งของโลกก็ตาม
หลักฐานหนึ่งคือ โลกของเราทยอยลดการใช้พลังงานอย่างหนักหน่วงลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา (ภาพที่ 8a) ซึ่งช่วยรองรับและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนสูงขึ้น แต่เชื้อเพลิงหลักอันดับหนึ่งของเราก็ยังคงเป็นน้ำมันอยู่เช่นเดิม (8b)
ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังร่วมกันรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ สิ่งสำคัญคือเราจะต้องสานต่อความพยายามร่วมกันในการแสวงหาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและการกระจายแหล่งพลังงาน แม้ว่าแต่ละประเทศอาจมีแนวทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่แตกต่างกันไป แต่ทุกประเทศล้วนจำเป็นต้องมุ่งมั่นดำเนินการพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้
คำถามสำคัญข้อถัดไป นั่นคือ ผลกระทบต่อการเติบโตนั้นเป็นวงกว้างเพียงใด
คำตอบสำหรับคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าการหยุดยิงจะยังคงดำเนินต่อไปและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนหรือไม่ รวมทั้งขึ้นอยู่กับว่าสงครามได้สร้างความเสียหายไว้มากน้อยเพียงใด
เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของเราที่จะเผยแพร่ในสัปดาห์หน้า จะครอบคลุมสถานการณ์จำลองหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฟื้นตัวสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสถานการณ์จำลองที่มีการฟื้นตัวในระยะเวลาปานกลาง และสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูงขึ้นมากเป็นระยะเวลายาวนานกว่าเดิมมาก และเกิดผลกระทบระลอกสองตามมา
สถานการณ์จำลองทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีสมมติฐานจากบริบทที่การลงทุนอย่างทุ่มเทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี รวมถึงภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ต่างมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกมีแรงส่งการเติบโตอย่างยิ่ง
แท้จริงแล้ว หากไม่มีวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เราคงจะได้เห็นการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นที่เรียบร้อย
ทว่าในปัจจุบัน แม้แต่สถานการณ์ที่เรามองว่าเอื้ออำนวยที่สุด ก็ยังมีความเสี่ยงที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะปรับลดลง ซึ่งมีสาเหตุจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การสูญเสียความเชื่อมั่น และผลกระทบเชิงลบอื่น ๆ นั่นเอง
นิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan)ในประเทศกาตาร์ (ภาพที่ 3) เป็นตัวอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งของการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ถึงร้อยละ 93 ของภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยราวร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตดังกล่าวมีการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ได้หยุดทำการผลิตมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม และได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม และอาจต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินการได้เต็มกำลังการผลิตเหมือนเดิม
แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีที่สุด มันก็จะไม่สามารถหวนกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนเกิดวิกฤตการณ์ได้อีก
และอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่สำคัญ ปริมาณการสัญจรของเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) ในทะเลแดงนั้น ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีนักจากภาวะหยุดชะงักรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว โดยปริมาณการสัญจรยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับราวครึ่งหนึ่งของปริมาณการสัญจรในปี 2023 (ภาพที่ 4a)
ดังนั้น เราไม่อาจทราบได้อย่างแท้จริงว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรสำหรับการเดินทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (ภาพที่ 4b) หรือ ในประเด็นเดียวกันนี้ สำหรับการฟื้นตัวของปริมาณการจราจรทางอากาศในภูมิภาค (ภาพที่ 4c)
แต่สิ่งที่เราทราบแน่ชัดก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แม้ว่าสันติภาพครั้งใหม่นี้ยั่งยืนก็ตาม
ทั้งนี้ เราทราบดีเช่นกันว่าสถานการณ์มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ประเทศที่สามารถส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้รับผลกระทบจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม รวมถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ได้รับความเสียหายจากการปิดช่องแคบ และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด
ผลกระทบครั้งนี้จะรุนแรงขนาดไหนนั้นส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินมากน้อยเพียงใดของประเทศนั้น ๆ ซึ่งรวมถึงปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยเช่นกัน เนื่องจากช่วงเวลาที่การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวอาหรับต้องหยุดชะงักไปนานถึง 5 สัปดาห์
เพื่ออธิบายประกอบประเด็นหลักที่แตกต่างทั้งสามประการ กอร์เกียวา นำเสนอแผนภูมิสำคัญ ดังนี้
- ประการแรก เรามาแบ่งโลกออกเป็นกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทางด้านซ้าย และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทางด้านขวา (ภาพที่ 5a) ดังที่เห็นได้จากจุดจำนวนมากที่กระจุกตัวอยู่ทางด้านซ้ายนั้น แสดงให้เห็นว่ามากกว่าร้อยละ 80 ของประเทศเหล่านี้จัดเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ
ประการที่สอง เรามาพิจารณาประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบครั้งนี้กัน (ภาพที่ 5b) โปรดสังเกตว่าผลกระทบดังกล่าวได้ตกหนักที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษแม้ว่าจุดสีแดงทางด้านซ้ายจะช่วยเตือนใจเราถึงผลกระทบของสงครามที่มีต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกน้ำมันด้วยเช่นกันก็ตาม
ประการที่สาม เรามาดูอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Ratings) ซึ่งเราจะใช้เป็นตัวแทนในการวัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (ภาพที่ 5c) พื้นที่ด้านล่างซ้ายของแผนภาพคือกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันที่มีความเปราะบาง เรามาลองระบายสีกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราด้วยสีเหลือง (ภาพที่ 5d) และระบายกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กด้วยสีส้ม (ภาพที่ 5e) จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศทั้งสองกลุ่มนี้ที่มีการระบายสีครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ “โซนแห่งความเปราะบาง” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเป็นจุดที่เราจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในสัปดาห์หน้า
เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นทั่วโลก แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่อยู่ห่างไกลจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบและได้รับประโยชน์จากอัตราการค้า ก็ยังรู้สึกได้ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
คำถามถัดไปคือ ประเทศต่าง ๆ ควรทำอย่างไร
ขอเตือนล่วงหน้าว่า เนื่องจากสถานการณ์นี้ถือเป็นภาวะวิกฤติอุปทานเชิงลบเช่นเดียวกันที่เคยเกิดขึ้น การปรับตัวของอุปสงค์จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ผู้กำหนดนโยบายสามารถให้ความช่วยเหลือได้ในหลากหลายรูปแบบ และแน่นอนว่า การดำเนินการจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อมิให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ จึงขอเรียกร้องให้นานาประเทศพึงงดเว้นจากการดำเนินมาตรการแบบต่างคนต่างทำ อาทิ การควบคุมการส่งออก การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์โลกปั่นป่วนยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวคือ อย่าได้กระทำการใดที่เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟเลย
นอกจากนั้นแล้ว เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ครั้งก่อน ๆ ความตื่นตัวและความคล่องตัวเป็นหัวใจสำคัญ ข้อท้าทายอยู่ที่การตรวจจับว่าสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปจะนำเราจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งเมื่อใด
ในขณะนี้ การรอคอยและเฝ้าจับตาดูสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น โดยธนาคารกลางต่างเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ยังคงนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใดในด้านอื่น ๆ โดยมีแนวโน้มที่จะดำเนินการมากขึ้นหากความน่าเชื่อถือตกอยู่ในความเสี่ยง หน่วยงานด้านการคลังควรให้การสนับสนุนแบบเจาะจงและเป็นการชั่วคราวแก่กลุ่มประชากรที่เปราะบาง โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินการด้านการคลังระยะกลางของตน
หากความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นและก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ธนาคารกลางควรเข้าจัดการอย่างเด็ดขาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การสนับสนุนทางการคลังควรเน้นเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและเป็นการชั่วคราว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นแน่นอนว่าจะยิ่งทำให้การเติบโตชะลอตัวลงไปอีก แต่ก็เป็นกลไกในการดำเนินการอยู่แล้ว
สุดท้ายนี้ หากภาวะทางการเงินที่ตึงตัวอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤติอุปสงค์เชิงลบเพิ่มเติมจากภาวะวิกฤติอุปทาน นโยบายการเงินก็จะกลับเข้าสู่การรักษาสมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่นโยบายการคลัง หากมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอและในกรณีที่มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนไปใช้การสนับสนุนอุปสงค์ที่ทำการปรับให้เหมาะสมแล้ว
มาลองดูคร่าว ๆ กันว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกของเรา
ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลักหลายแห่งจะปรับท่าทีในการดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดยิ่งขึ้น ในภาพนี้ เราจะเห็นเส้นทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักสี่เส้นทางที่สะท้อนจากกลไกตลาด โดยแต่ละเส้นทางแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวสูงขึ้น (ภาพที่ 9)
ในด้านนโยบายพลังงาน เราพบว่าหลายประเทศได้เริ่มนำมาตรการประหยัดพลังงานฉุกเฉินมาบังคับใช้ ตั้งแต่การรณรงค์ทั่วไป ไปจนถึงการจำกัดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล และการทำงานจากบ้านหรือระยะไกล มาตรการเหล่านี้รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในระบบติดตามนโยบายพลังงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency– IEA) ซึ่งได้มีการสรุปข้อมูลไว้ ณ ที่นี้ (ภาพที่ 10a)
การแบ่งปันข้อมูลในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงเหตุผลที่เราได้ผนึกกำลังร่วมกับ IEA และธนาคารโลก ในการจัดตั้งกลุ่มประสานงานขึ้น โดยมี IMF รับบทบาทเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจมหภาค
และสุดท้าย เมื่อย้อนกลับมาพิจารณานโยบายการคลัง เราพบว่าประเทศส่วนใหญ่ได้ดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการปรับลดภาษีแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย การอุดหนุนจากรัฐในการตรึงราคาพลังงาน และมาตรการควบคุมราคา แม้จะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เลือกที่จะให้การสนับสนุนในวงกว้างก็ตามซึ่งในประเด็นนี้ เราสามารถดูบทสรุปของ IEA ได้ที่นี่ (ภาพที่10b)
เราจะชี้ให้เห็นว่า มาตรการที่บั่นทอนสัญญาณราคาจะส่งผลให้การตอบสนองด้านอุปสงค์ที่จำเป็นถูกบั่นทอนลงตามไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ระดับราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น เราจึงกำลังทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนทางการคลังและร่างข้อกำหนดการสิ้นสุดอายุสัญญาที่มีประสิทธิผลเพื่อเป็นมาตรการชั่วคราว ในการนี้ เรากำลังเน้นย้ำด้วยว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะนี้ ทั่วโลกได้เห็นเส้นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นแล้ว (ภาพที่ 11)การเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการดำเนินงบประมาณขาดดุลในสถานการณ์ปัจจุบัน จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับนโยบายการเงิน และทำให้ความผันผวนดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น เปรียบเสมือนการขับรถโดยใช้ขาข้างหนึ่งเหยียบคันเร่งและอีกข้างหนึ่งเหยียบเบรค ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย
ดังที่เราจะเน้นย้ำในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับที่จะเผยแพร่ในเร็ว ๆ นี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่ทางการคลัง โดยระดับหนี้สาธารณะโดยทั่วไปนั้นสูงกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอยู่มาก รวมถึงกลุ่มประเทศG20 ส่วนใหญ่(ภาพที่12)ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยในการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ในช่วงเวลาที่ภาวะต่าง ๆ ยังเอื้ออำนวย
ด้วยเหตุนี้ ยอดชำระภาระดอกเบี้ยจึงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ในทุกระดับรายได้ (ภาพที่ 13) นัยสำคัญนั้นชัดเจน กล่าวคือ ทุกประเทศต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีความรับผิดชอบ และส่วนใหญ่ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ใคร่ขอเน้นย้ำเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ
ด้านนโยบายภาคการเงินและไฟแนนซ์ ดังที่รายงานเสถียรภาพทางการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ของเรา จะเน้นย้ำให้เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีความตื่นตัว คล่องตัว และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่มีความผันผวนได้อย่างทันท่วงที
เราเคยอยู่ในภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในด้านเทคโนโลยีและตัวกลางทางการเงินใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ธนาคาร แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโต แต่ก็ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการพลิกผันขึ้น ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนเริ่มกังวลว่าความไม่มั่นคงด้านพลังงานอาจฉุดรั้งการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากได้ เนื่องจากเทคโนโลยี AI จำเป็นต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก
นโยบายกำกับดูแลเสถียรภาพระดับจุลภาคและมหภาคที่รอบคอบจะต้องทำหน้าที่ลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินดังกล่าว และสร้างความมั่นใจว่าระบบจะมีระบบรองรับขีดความสามารถในการปรับตัว
ด้วยเหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำถึงบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้ นั่นคือ นโยบายที่ดีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีพลังบางอย่างที่ประเทศต่าง ๆ ไม่อาจควบคุมได้ แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังคงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและสถาบันทางเศรษฐกิจของตนเองได้
ขอให้เราพึงตระหนักไว้ว่า ความแข็งแกร่งและความคล่องตัวของโครงสร้างพื้นฐาน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ซึ่งวิกฤตการณ์เช่นนั้นย่อมจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน
และในขณะที่กำลังรับมือกับผลกระทบระยะยาวจากวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ขออย่าได้ละเลยที่จะกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลกในด้านเทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันรังสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม เพราะการตัดสินใจเลือกใช้นโยบายด้านโครงสร้างและกฎระเบียบของแต่ละประเทศนั้น ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำจุนผลิตภาพและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งศักยภาพในการเติบโตนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเสถียรภาพ
“สำหรับกองทุนการเงินระหว่างประเทศแล้ว การสนับสนุนให้สร้างสรรค์นโยบาย และสถาบันที่เข้มแข็งถือเป็นภารกิจหลักและหัวใจสำคัญในการทำงานของเรา และในฐานะผู้ทำหน้าที่เสมือนเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางเศรษฐกิจ เราพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างท่านเสมอเมื่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์”
กลับมาดูกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกที่มีความเปราะบางอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเก็งกำไร (Speculative Grade) (ภาพที่ 14a)และลองระบายสีฟ้าทับประเทศทั้งหมดที่กำลังดำเนินโครงการขอรับความช่วยเหลือภายใต้การสนับสนุนของ IMF (ภาพที่ 14b) เราสามารถขยายขนาดของโครงการเหล่านี้ได้เท่าที่จำเป็น และเราคาดว่าจะมีโปรแกรมให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้เกิดขึ้นตามมาอีกหลายโปรแกรม**
เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง เราคาดการณ์ว่าความจำเป็นในการขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินจาก IMF ในระยะใกล้นี้จะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2 หมื่นล้าน หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถรักษาข้อตกลงในการหยุดยิงไว้ได้ จนถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในกรณีตรงกันข้าม
มีประเด็นสำคัญสองประการที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ ประการแรก ช่วงตัวเลขดังกล่าวคงจะเพิ่มขึ้นกว่านี้มาก หากปราศจากการกำหนดนโยบายที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง รวมถึงประเทศขนาดใหญ่บางประเทศ ในตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และประการที่สอง เรามีทรัพยากรอย่างเพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้
สมาชิกทั้ง 191 ประเทศของเราสามารถวางใจได้ว่า เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหากประเทศเหล่านั้นมีความจำเป็น และยังสามารถวางใจได้ว่า เราจะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันค้นหาหนทางก้าวต่อไปท่ามกลางม่านหมอกแห่งความไม่แน่นอน และนี่คือหัวใจสำคัญของการประชุมที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า
ขอให้เรามาร่วมกันภาวนา เพื่อให้เกิดสันติภาพยั่งยืนสืบไปในตะวันออกกลางและทั่วสากลโลก เพราะสงครามพรากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเพียรสร้างมาไปจนหมดสิ้น