DSI แกะรอยเจอแล้ว! ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำวิ่งผิดปกติ
DSI เเกะรอยเจอแล้ว! ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำวิ่งตลอดเดือน มี.ค.69 เพื่อขนส่งน้ำมันกลางทะเล จ.สุราษฎร์
วันนี้ (11 เม.ย.) แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าจากกรณีเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 69 คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวน การภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบเป็นคดีพิเศษนั้น
ความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่าจากการขยายผลตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พบข้อมูลสำคัญกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบความผิดปกติระหว่างขนส่งกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 60 ล้านลิตร จากเรือจำนวน 24 เที่ยว ที่มีพฤติการณ์วิ่งเรือล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งเรือโดยไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตรดังกล่าว คือ ตัวเลขปริมาณน้ำมันล่าสุดจากที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เคยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร
อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูข้อมูลการสืบสวนก่อนหน้านี้ ในห้วงเดือน มี.ค. 69 พบว่ามีจำนวนเที่ยวเรือ 20 เที่ยวมาเกี่ยว ข้องกับการขนส่งน้ำมันปริมาณ 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี แต่ปัจจุบันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขยายผลจากไทม์ไลน์วันที่ 1 มี.ค. – 31 มี.ค. จึงเจอเพิ่มเติมเป็น 24 เที่ยวเรือ
ดังนั้น ปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มเป็น 60 ล้านลิตร ที่เข้าข่ายพฤติการณ์เป็นการประวิงเวลา ชะลอการเดินเรือ และปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมัน โดยมีวัตถุประสงค์อื่นซึ่งไม่สามารถสำแดงได้ ส่วนจะมีน้ำมันหายไปเท่าไรจากใน 60 ล้านลิตรนี้ ก็ต้องให้ทาง ศรชล. ตรวจสอบ และนอกจากนี้ ยังแกะรอยพบเเล้วว่ามีจำนวนเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วจำนวน 11 ลำ ซึ่งต้องขยายผลต่อไป ทั้งนี้ กรณีที่เรือมีจำนวนลำน้อยกว่าเที่ยวเรือ ก็เนื่องมาจากเรือ 1 ลำ อาจวิ่งถึงสองเที่ยวในเวลา 1 เดือน ส่วนชื่อบริษัทที่เป็นเจ้าของเรือ 11 ลำ ยังอยู่ระหว่างการขยายผล
เบื้องต้นเรือ 11 ลำ ส่วนใหญ่เป็นเรือสัญชาติไทย และวิ่งในน่านน้ำเขตกรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด ก่อนลงสู่พื้นที่ภาคใต้ โดยพฤติการณ์การวิ่งของเรือนั้นเริ่มต้นด้วยการไปรับน้ำมันที่โรงกลั่นที่อยู่ในช่องอาภัณฑุปกรณ์ ซึ่งจะมีในมาบตาพุด จ.ระยอง และ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และโรงกลั่นในกรุงเทพมหานคร จากนั้นวิ่งไปยังบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทั้งนี้ ระหว่างที่เรือล่องอยู่ในน่านน้ำนั้น คือสิ่งที่ต้องไปตรวจสอบดูว่ามีความผิดปกติในเส้นทางเดินเรืออย่างไรบ้าง เพราะตามหลักการแล้วเรือจากกรุงเทพมหานครไปยังปลายทางสุราษฎร์ธานี จะใช้เวลาวิ่งประมาณ 35-40 ชม. โดยที่ยังไม่มีเงื่อนไขอื่นอย่างหลักอุทกศาสตร์ (Hydrography) จำพวกมรสุมต่าง ๆ มาเป็นอุปสรรค แต่พอห้วงวันที่ 20-25 มี.ค. 69 โดยเฉพาะกรณีเช้าวันที่ 26 มี.ค. 69 เวลา 05.00 น. หลังจากคืนวันที่ 25 มี.ค. 69 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรในวันเดียว นี่คือจุดสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนไปดูจำนวนเรือ และจำนวนเที่ยวเรือที่มีการวิ่งในน่านน้ำช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 69 และได้พบกับความผิดปกติ ว่าเรือที่วิ่งลอยตัวอยู่ในน่านน้ำช่วงนั้น ประมาณ 24 เที่ยว (11 ลำ) มีการยืดระยะเวลาการเดินเรือออกไปมากกว่า 24 ชม. (1 วัน) หรือบางทีก็มากกว่า 48 ชม. (2 วัน) หรือแม้กระทั่งมากกว่า 72 ชม. (3 วัน) ซึ่งปกติแล้วเรือ 1 ลำ เฉลี่ยบรรทุกขนส่งน้ำมัน 2-3 ล้านลิตร ฉะนั้น หากต้นทางและปลายทางเหลือปริมาณน้ำมันไม่เท่ากันกับที่ระบุในใบขนส่ง ก็ต้องตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุใดเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามันมีการเล็ดลอดของน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างทางหรือไม่“ แหล่งข่าวฯกล่าว
แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยอีกว่า สำหรับการแกะรอยของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องย้อนไล่ตรวจสอบไปดูตัวเลขการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง โดยเฉพาะเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งน้ำมันได้วิ่งตามเส้นทางเดินเรือปกติหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันได้ ก็คือ ใบกำกับการขนส่งทางเรือที่จะบ่งบอกได้ว่าเรือลำต่างๆมีการวิ่งไปพักหรือชะลอที่ไหนบ้างหรือไม่ หรือแวะเติมน้ำมันที่ไหนบ้าง เป็นต้น เพราะเส้นทางต่างๆหน่วยงานเกี่ยวข้องจะมีข้อมูลอยู่แล้ว อาทิ กรณีจังหวัดอุดรธานี ทางศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกรมเจ้าท่า จะเป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งในกรณีจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหา นคร โดยมีกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่เป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งตัวเลขทั้งหมดในแต่ละจุดจะต้องนำมาเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพรวมว่ามีความผิดปกติตรงไหนบ้างหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องใช้เวลาในการดูให้ครบถ้วนรอบด้าน
แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยต่อว่า สำหรับความผิดปกติอีกหนึ่งอย่างที่พบคือบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นหลังประกาศปรับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 26-27 มี.ค. 69 นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัท , คลังน้ำมัน , สถานีบริการน้ำมัน ในจังหวัดปทุมธานี , ระยอง และสมุทรสาคร ที่พบอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น เพราะการใช้ไฟฟ้ามันคือแรงดันในการสร้าง ไม่เว้นแม้แต่สถานีให้บริการน้ำมัน ทุกครั้งที่กดหนึ่งหัวจ่าย ก็คิดเป็น 7 บาท จึงต้องมีการใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว
ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในส่วนสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่รับผิดชอบโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้เปิดปฏิบัติการสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองปฏิการคดีพิเศษภาค เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 69 เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมันใน 3 จังหวัดดังกล่าว จะต้องมีการส่งรายละเอียดข้อมูลโอนมาให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพราะพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง การชะลอ และการกักตุน เพราะหลักฐานเบื้องต้นในเรื่องของอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นของบริษัทในจังหวัดปทุมธานี ค่อนข้างชัดเจนว่า เดิมในช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 69 กับช่วงวันที่ 26-28 มี.ค. 69 มีความแตกต่างของอัตราการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้อัตราไฟฟ้าไม่เกิน 500 กิโลวัตต์ แต่ช่วงหลังกลับใช้อัตราไฟฟ้าพุ่งสูงไปถึง 1,600 กิโลวัตต์ ซึ่งก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเอกสารใบสั่งซื้อ เพราะถ้าหากบริษัทคลังน้ำมันปลายทางที่จะต้องรับ มีจำนวนการสั่งของแล้ว หรือลูกค้ามีจำนวนการสั่งของแล้วเหมือนกัน แต่คลังน้ำมันไม่ปล่อยจำหน่ายในช่วงเวลานั้น ก็เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (5) (12) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 31เช่นกัน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'อนุทิน' สั่ง DSI ขยายผลแก๊งกักตุนน้ำมันดันเป็นคดีพิเศษ ยันสงกรานต์น้ำมันมีพอ
- ราคาน้ำมันโลก พุ่งใกล้ 100 ดอลล์ ยังกังวลอุปทานตะวันออกกลางตึงตัว
- พรุ่งนี้น้ำมันลง!! อัปเดตราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 11 เม.ย. เช็กราคาน้ำมันทุกชนิดที่นี่
ติดตามเราได้ที่