จากปี 2560 ถึง 2569 จีนยุคใหม่ของสี จิ้นผิง พร้อมเผชิญ America First อีกครั้ง
การกลับมาของทรัมป์สู่ปักกิ่งครั้งนี้ เกิดขึ้นในวันที่จีนไม่ใช่มหาอำนาจกำลังไล่ตามสหรัฐอีกต่อไป แต่คือประเทศที่กำลังเร่งสร้างอนาคตผ่าน AI รถ EV และเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมท้าทายอิทธิพลอเมริกันในโลกยุคใหม่ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง
วันทึ่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.45 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า ขณะที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมต้อนรับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้ หลายฝ่ายย้อนนึกถึงการเยือนจีนครั้งแรกของทรัมป์เมื่อปี 2560 ซึ่งจีนจัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ถึงขั้นเชิญรับประทานอาหารค่ำภายในพระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) สิทธิพิเศษที่ไม่เคยมอบให้ผู้นำสหรัฐฯ คนใดมาก่อน
การเยือนครั้งนี้คาดว่าจะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน โดยมีแผนพาทรัมป์เยือน “จงหนานไห่” ศูนย์กลางอำนาจของผู้นำจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากและใช้เป็นทั้งที่พักและสำนักงานของผู้นำระดับสูง
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังพิธีการหรูหรา ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในวันนี้ซับซ้อนและตึงเครียดกว่าเดิม ทั้งประเด็นสงครามอิหร่าน การค้า เทคโนโลยี และไต้หวัน สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด คือ “จีนในยุคใหม่” ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สมัยที่ 3 อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์พลังการผลิตใหม่ (New Productive Forces) ผ่านการลงทุนมหาศาลในพลังงานสะอาด หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หากรัฐบาลทรัมป์ต้องการเห็นภาพอนาคตที่จีนพยายามสร้างมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาอาจต้องมองออกไปไกลกว่าศูนย์กลางการเมืองในปักกิ่ง
ทางตอนเหนืออันห่างไกล พื้นที่กว้างใหญ่ถูกปกคลุมด้วยฟาร์มพลังงานลมและโซลาร์ ขณะที่ภาคใต้ของจีนกำลังถูกเปลี่ยนโฉมด้วยระบบอัตโนมัติในโรงงานและห่วงโซ่อุปทาน ส่วนมหานครอย่าง Chongqing ได้กลายเป็นเมืองไซเบอร์พังก์ที่โด่งดังบนโซเชียลมีเดียทั่วโลก
รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อเปลี่ยนฉงชิ่งจากเมืองอุตสาหกรรมเก่า ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจีนยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การค้า และภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเป็นมิตรมากขึ้น
นักวิเคราะห์ด้านจีน–สหรัฐฯ อย่าง Ali Wyne จาก International Crisis Group ระบุว่า ในปี 2560 จีนพยายามอย่างหนักเพื่อแสดงให้เห็นว่า สี จิ้นผิง มีสถานะเทียบเท่ากับทรัมป์ในเวทีโลก แต่วันนี้ จีนไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เรื่องนั้นอีกแล้ว เพราะสหรัฐฯ เองก็ยอมรับว่าจีนเป็นคู่แข่งระดับใกล้เคียง (near-peer competitor) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดเท่าที่อเมริกาเคยเผชิญ
ในจีน ทรัมป์ยังมีฉายาบนโลกออนไลน์ว่า ชวน เจี้ยนกั๋ว (Chuān Jiànguó) หรือ “Trump the Nation Builder” ซึ่งมีความหมายเชิงประชดว่า นโยบายแบ่งขั้วและสงครามการค้าของเขากลับช่วยให้จีนแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการบั่นทอนบทบาทนำของสหรัฐฯ บนเวทีโลก
ชาวจีนคนหนึ่งในฉงชิ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ทรัมป์ไม่สนผลกระทบเลย เขาควรเข้าใจว่าโลกนี้เป็นหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ควรคิดแต่ America First ตลอดเวลา” และยังมองว่า จีนวางยุทธศาสตร์ระยะยาวมานานหลายสิบปี ต่างจากแนวทางการเมืองแบบฉาบฉวยของสหรัฐฯ
ขณะที่ฉงชิ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของจีนได้อย่างชัดเจน เมืองถูกสร้างซ้อนทับบนภูเขาสูง ถนนและรถไฟฟ้าวิ่งตัดผ่านอาคารหลายชั้นจนได้รับฉายาว่า เมือง 8 มิติ (8D City) แสงนีออนสีฟ้า ม่วง และแดงที่สะท้อนแม่น้ำแยงซี ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจีนยังผ่อนคลายมาตรการวีซ่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของฉงชิ่งต้องแลกมาด้วยภาระหนี้มหาศาล ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังเผชิญปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซา การบริโภคอ่อนแรง และอัตราว่างงานสูง
นอกจากนี้ สงครามภาษีของทรัมป์ รวมถึงสงครามอิหร่าน–อิสราเอล ยังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น
แม้เผชิญความท้าทาย แต่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงควบคุมสังคมอย่างเข้มแข็ง หลายคนหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องการเมืองหรือไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
หญิงทำเล็บคนหนึ่งกล่าวว่า เธออยากบอกทรัมป์ว่า“หยุดสร้างความปั่นป่วนเสียที” หลังการลงทุนของเธอได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่บางส่วนยังมองสหรัฐฯ เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพและโอกาส โดยนักศึกษาแฟชั่นคนหนึ่งระบุว่า เธอมองอเมริกาเป็นประเทศแห่งความคิดสร้างสรรค์ และคนจีนจำนวนมากยังอยากไปเรียนที่นั่น
แต่ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจทำให้ความฝันดังกล่าวยากขึ้นเรื่อย ๆ และในอีกด้าน ก็ผลักดันให้จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศเอง
จีนกำลังเร่งลงทุนใน AI และหุ่นยนต์อย่างหนัก ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก และรัฐบาลเตรียมอัดฉีดงบกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในปีนี้
ฉงชิ่งกำลังถูกผลักดันให้เป็น Silicon Valley แห่งภาคตะวันตกของจีน แต่จีนยังต้องพึ่งพาชิป AI ขั้นสูงจากบริษัท NVIDIA ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง
รัฐบาลโจ ไบเดน เคยพยายามสกัดความก้าวหน้าด้าน AI ของจีนด้วยการจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง แต่ทรัมป์ผ่อนคลายบางส่วน โดยอนุญาตให้ Nvidia ขายชิปบางรุ่นให้จีนได้ แม้ยังไม่ใช่รุ่นล้ำหน้าที่สุด
การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับโลก โดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามหากถูกใช้โจมตีระบบสาธารณสุขหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ในด้านการค้า จีนพยายามลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงราว 20% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และสหรัฐฯ กลายเป็นเพียงคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน รองจากอาเซียนและสหภาพยุโรป
เมื่อทรัมป์กลับมาเป็นตัวเต็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2567 จีนเริ่มเตรียมรับมือทันที โดยเจ้าหน้าที่จีนเข้าร่วมประชุม think tank ในวอชิงตัน เพื่อศึกษาท่าทีของทรัมป์เกี่ยวกับมาตรการภาษีและการค้าจีน
เมื่อทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีรอบใหม่ในปีที่ผ่านมา จีนเป็นประเทศเดียวที่ไม่ยอมถอย ทำให้คำถามสำคัญของการพบกันครั้งนี้คือ ข้อตกลงพักรบทางการค้าชั่วคราวจะพัฒนาไปสู่ข้อตกลงระยะยาวได้หรือไม่
ผู้บริหารบริษัท EV ในฉงชิ่งรายหนึ่งกล่าวว่า จีนไม่ได้พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อีกต่อไป พร้อมมองว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังมีอนาคตสดใส โดยเฉพาะหลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาพิจารณารถ EV
ในอีกด้าน ทรัมป์เดินทางเยือนจีนครั้งนี้เพื่อหวังให้จีนช่วยกดดันอิหร่านในการเจรจายุติสงคราม สะท้อนว่าปักกิ่งกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นบนเวทีโลก
สำหรับจีน ชัยชนะสำคัญอาจไม่ใช่แค่ข้อตกลงการค้า แต่คือภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เดินทางเยือนปักกิ่งอีกครั้งหลังผ่านไปเกือบ 10 ปี ซึ่งช่วยตอกย้ำข้อความของสี จิ้นผิงว่า “จีนเปิดกว้างต่อโลกและพร้อมทำธุรกิจ”
ในสายตาของจีน ภาพลักษณ์มั่นคงและคาดเดาได้ของปักกิ่ง กำลังถูกใช้เปรียบเทียบกับแนวทาง America First ของทรัมป์ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งพันธมิตรและคู่แข่งของสหรัฐฯ ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้จีนพยายามนำเสนอภาพประเทศแห่งอนาคต แต่ก็ยังถูกวิจารณ์เรื่องการสอดส่องประชาชน การควบคุมสื่อ และการไม่เปิดพื้นที่ให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
สำหรับหลายคน ฉงชิ่งอาจเป็นทั้งเรื่องราวความสำเร็จและสัญญาณเตือนของจีนยุคใหม่ พร้อมเป็นภาพตัวอย่างของอนาคตที่ปักกิ่งต้องการให้โลก และโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เห็น
อ้างอิง : bbc.com