ประมงพื้นบ้านสตูล ลุยทะเลทั้งน้ำตา! แบกต้นทุนน้ำมันพุ่ง แลกชีวิตเลี้ยงครอบครัว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ ต.ตันหยงโป จ.สตูล ถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของกลุ่มเปราะบางอย่าง “ประมงพื้นบ้าน” ที่กำลังถูกมรสุมค่าครองชีพและวิกฤติราคาพลังงานซัดกระหน่ำอย่างหนัก จนส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนในครอบครัวเป็นลูกโซ่
นางสาวซีตีเราะ เส็นดากัน อายุ 44 ปี ชาวประมงพื้นบ้านบ้านบากันเคย เปิดเผยว่า ชีวิตการออกเรือหาปลาซึ่งเป็นอาชีพที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่ยากลำบากที่สุด จากเดิมการออกเรือแต่ละครั้งจะมีต้นทุนรวมค่าอาหารและน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 700 บาท (คำนวณจากราคาน้ำมันเฉลี่ย 33 บาท/ลิตร) แต่ปัจจุบันราคาที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ต้นทุนดีดตัวไปอยู่ที่ 1,000 ถึง 1,500 บาท ตามขนาดเรือ โดยเฉพาะค่าน้ำมันขั้นต่ำ 10 ลิตรต่อเที่ยวที่ต้องจ่ายแน่ๆ ถึง 450 บาท
"ทะเลลึกเราใช้แรงพายไม่ได้ ต้องพึ่งน้ำมันเท่านั้น ทุกเช้ามืดคือความเสี่ยง ออกไปแล้วไม่รู้จะได้ปลาหรือได้แค่ความว่างเปล่ากลับมา" นางสาวซีตีเราะกล่าวด้วยแววตาวิตกกังวล
วิกฤติครั้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบคนหาปลา แต่ยังลามไปถึงแรงงานแม่บ้านในชุมชน โดยนางสาวซีตีเราะให้ข้อมูลเสริมว่า ในขณะที่สามีออกไปวางไซกั้ง ตนเองต้องรับจ้างแกะกั้งได้ค่าแรงวันละ 400 บาท ซึ่งเป็นรายได้ประทังชีวิตในวันที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นทุกอย่าง หากวันไหนเรือออกจากฝั่งไม่ได้ ไม่มีวัตถุดิบ หรือน้ำมันแพงจนสู้ไม่ไหว แรงงานแกะกั้งก็ขาดรายได้ตามไปด้วย กลายเป็นวงจรความยากจนที่ขยายวงกว้าง
แม้ช่วงมรสุมจะมีกั้งชุกชุม ทำให้บางวันสามารถสร้างรายได้ 2,000 - 3,000 บาท แต่เมื่อหักลบกลบหนี้กับต้นทุนที่สูงขึ้นและวันที่ "ขาดทุน" เพราะหาปลาไม่ได้ รายได้สุทธิที่เหลือกลับไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูลูกและครอบครัว
ชาวบ้านในพื้นที่ ต.ตันหยงโป ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้รัฐบาลเร่งหามาตรการช่วยเหลือเรื่องราคาน้ำมันสำหรับประมงพื้นบ้านโดยด่วน เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกำไรขาดทุน แต่มันคือการรักษาลมหายใจของอาชีพที่เป็นรากเหง้าของชุมชนไม่ให้สูญหายไปกับคลื่นยักษ์ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้