โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'สิงคโปร์'ใช้กฎหมาย สั่งปรับสูงสุด 27 ล้านบาท หากปล่อยโฆษณาลวง-บัญชีปลอม

PostToday

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐบาลสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการควบคุมภัยออนไลน์หลังบังคับใช้กฎหมาย Online Criminal Harms Act (OCHA) ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 โดยให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยสั่งการแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยตรง ทั้งการลบบัญชี บล็อกเว็บไซต์ และระงับแอปพลิเคชันที่ต้องสงสัยว่าเป็นช่องทางอาชญากรรม

สิงคโปร์ใช้ยาแรง ปรับหนัก 27 ล้าน

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังพบว่าในปี 2566 แพลตฟอร์มในเครือ Meta (Facebook, Instagram, WhatsApp) เกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงกว่า 50% สร้างความเสียหายกว่า 7,129 ล้านบาท โดยภายใต้กฎหมายใหม่ หากแพลตฟอร์มเพิกเฉยต่อคำสั่งปราบโฆษณาลวงหรือบัญชีปลอม จะมีความผิดทางอาญาและโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 27 ล้านบาท)

นอกจากนี้ยังมีการบังคับใช้กฎหมายย่อยตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2567 กำหนดให้

- Facebook และ Carousell: ต้องยืนยันตัวตนผู้ขายและผู้ลงโฆษณาที่มีความเสี่ยง

- WhatsApp, Telegram, WeChat: ต้องตรวจจับและกำจัดบัญชีปลอม พร้อมรายงานรัฐรายปี

- Marketplace: ต้องพัฒนาระบบโอนเงินที่จะถึงมือผู้ขายต่อเมื่อยืนยันการส่งสินค้าแล้วเท่านั้น

ผลจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ ACSC ระบุว่าความเสียหายที่มีต้นตอจากเฟซบุ๊กในสิงคโปร์ ลดลงถึง 80%

ช่องโหว่กฎหมายไทย โทษต่ำ-สั่งลบไม่ได้

ตัดภาพมาที่ประเทศไทย สถานการณ์มีความรุนแรงไม่แพ้กัน ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พบว่าผู้เสียหายกว่า 60-70% มีจุดเริ่มต้นมาจากเฟซบุ๊ก แต่กฎหมายปัจจุบันอย่าง พ.ร.ฎ. แพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) ยังมีข้อจำกัด ดังนี้

- เน้นแค่แจ้งข้อมูล : กฎหมายเน้นให้แพลตฟอร์มแจ้งรายละเอียดธุรกิจ แต่ไม่มีอำนาจสั่งลบเนื้อหาหรือบัญชีปลอมได้โดยตรงและทันที

- บทลงโทษต่ำ : โทษปรับสูงสุดเพียง 100,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มระดับโลก

- ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน : แพลตฟอร์มไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ของตนเอง ปล่อยให้ผู้บริโภคแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง

ข้อเรียกร้องถึงรัฐ แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ

สภาผู้บริโภคระบุว่า แม้ปัจจุบันแพลตฟอร์มจะให้ความร่วมมือแบบสมัครใจในการปิดกั้นลิงก์ แต่ไม่มีอะไรรับประกันความยั่งยืน จึงเสนอให้ไทยยกระดับกฎหมายใน 3 ด้าน

1.ให้อำนาจรัฐ สั่งแพลตฟอร์มจัดการภัยออนไลน์เชิงรุกได้ทันที

2.ปรับบทลงโทษ ให้สอดคล้องกับขนาดและรายได้ของแพลตฟอร์ม

3.กำหนดความรับผิดชอบ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม เพื่อไม่ให้บริษัทข้ามชาติทำกำไรเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียของประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...