มุมมองส่งออกไทยในปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนระลอกใหม่
ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2569 ภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวได้สูงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตสูงถึง 17%YOY จากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ที่เติบโตสูง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ โดยรวมใน 2 เดือนแรกของปี 2569 โตถึง 42%YOY
อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า ความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 2 จุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จุดเปลี่ยนแรก คือ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีสินค้านำเข้าโดยใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องระงับการเก็บภาษีนำเข้าบางส่วน และ จุดเปลี่ยนที่สอง คือ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบราว 20% ของโลก กดดันราคาพลังงานทั่วโลกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความไม่แน่นอนของภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ หลังการตัดสินของศาลฎีกา
หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้รัฐบาลทรัมป์ต้องระงับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าบางส่วน ซึ่งรวมถึง Reciprocal tariff ที่สหรัฐฯ เก็บสินค้าแต่ละประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน (เก็บสินค้าไทยที่ 19%) รัฐบาลทรัมป์จึงใช้อำนาจ Section 122 ของ The Trade Act of 1974 ในการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศ 10% เป็นเวลา 150 วัน (24 ก.พ. - 24 ก.ค. 2569)
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทยลดลงจากราว 22% เหลือประมาณ 17% (อ้างอิงข้อมูล WTO) ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ปรับดีขึ้นในระดับหนึ่ง และอาจเห็นผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าไทยในระยะสั้น เพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว
แต่ภาคส่งออกไทยจะยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้กฎหมายอื่น ๆ ในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะ Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ซึ่งสามารถใช้ในการกลับมาเก็บ Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ ผ่านการสอบสวนประเทศคู่ค้าที่ทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วใน 2 ส่วน ได้แก่
- ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ทำให้สามารถส่งออกสินค้าราคาถูกมาตีตลาดสหรัฐฯ ได้ โดยในวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศจะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้ Section 301 ในประเด็นนี้ ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน โดยสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตกับไทยในประเด็น 1) การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และยังเกินดุลการค้าในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา และ 2) ภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนการระบาดของ COVID-19 แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ กลับปรับตัวสูงขึ้นเร็ว
- ประเด็นการใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน (Forced Labor) โดยในวันที่ 12 มี.ค. ไทยติด 1 ใน 60 ประเทศที่ถูกสอบสวนในประเด็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาแรงงาน โดยถูกกล่าวหารวมกับประเทศอื่นว่า ขาดการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการใช้ Forced Labor และมาตรการห้ามนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศที่มีการใช้ Forced Labor ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในสหรัฐฯ ที่ต้องยึดมาตรฐานแรงงานในสหรัฐฯ ที่เข้มงวด
กระบวนการสอบสวนของ Section 301 ที่กำลังเริ่มขึ้นอาจทำให้ภาคการส่งออกของไทยยังต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงขึ้นในระยะข้างหน้า โดยผลของการสอบสวนยังไม่แน่นอนสูง กระบวนการสอบสวนต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ความรุนแรงของผลกระทบต่อการส่งออกไทยจากภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
- อัตราภาษีนำเข้าสุดท้ายที่สหรัฐฯ จะเก็บกับสินค้าไทย : ไทยอาจถูกเก็บภาษีมากขึ้นหรือน้อยลงจากเดิมที่ 19% นอกจากนี้ ยังต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในอาเซียนและจีน
- ช่วงเวลาที่สหรัฐฯ จะเริ่มจัดเก็บภาษี : เนื่องจากกระบวนการสอบสวนต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน โดยการสอบสวนสินค้าจีนยุค Trump 1.0 ในสงครามการค้ารอบแรกใช้เวลาทั้งกระบวนการประมาณ 11 เดือน
- ความครอบคลุมของหมวดสินค้าไทยที่สหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษี : เนื่องจากภายใต้ Section 301 รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้าได้
สงครามในตะวันออกกลางกระทบตลาดส่งออก และต้นทุนการผลิต
สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอลที่ลุกลามมายังกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลกดดันอุปสงค์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี ในภาพรวมภาคการส่งออกไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุปสงค์ที่ลดลงนี้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการส่งออกไทยพึ่งพาการส่งออกไปภูมิภาคตะวันออกกลางต่ำที่เพียง 3.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกบางกลุ่มอาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง ข้าว และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าส่งออกเหล่านี้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากกว่า 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาคการส่งออกไทยอีกด้วย โดยได้รับผลกระทบผ่านเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ชะลอตัวลง ตามราคาพลังงาน ค่าขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อของหลายประเทศทั่วโลกปรับสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อและความต้องการสินค้าไทยได้
ในปี 2568 มูลค่าสินค้าส่งออกไทยเกือบ 60% ส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน (ขาดดุลการค้าพลังงานสุทธิ) ซึ่งอุปสงค์ของประเทศเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงานโลก ดังนั้น หากสงครามยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกเป็นระยะเวลานาน ก็อาจกดดันภาคการส่งออกไทยผ่านอุปสงค์คู่ค้าที่แย่ลงมากขึ้น
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบางส่วนอาจเผชิญปัญหา Supply chain disruption เช่น ห่วงโซ่อุปทานชิป อาจเผชิญการขาดแคลนก๊าซฮีเลียม เนื่องจากแหล่งผลิตสำคัญของโลกอยู่ที่กาตาร์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ หรือสินค้าส่งออกกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบปิโตรเคมี เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบได้
ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง จะเป็น 2 ปัจจัยกดดันภาคการส่งออกของไทยในปี 2569 นี้ โดย SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2% ซึ่งชะลอตัวลงรุนแรงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวสูงถึง 12.9%
ภาคการส่งออกของไทยจะยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจทำให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมหดตัวในปีนี้ ทั้งความเสี่ยงที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไป และความเสี่ยงที่ไทยจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าสูงกว่าอัตราเดิมในปี 2568 หรือถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในกลุ่มสินค้าไทยที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง การเตรียมความพร้อมของภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องรอบด้านมากกว่าการติดตามสถานการณ์ และควรเริ่มดำเนินการในมาตรการที่เป็นรูปธรรมได้ก่อน เช่น เร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ การให้ข้อมูลในกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 ไปจนถึงการกระจายแหล่งวัตถุดิบ เพื่อลดความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มุมมองส่งออกไทยในปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนระลอกใหม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- แกร่งเกินต้าน ส่งออกไทยปี 68 ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
- มุมมองส่งออกไทยในปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนระลอกใหม่
- ภัยสงครามป่วนตลาดข้าว ออเดอร์ข้าวไทยไปตะวันออกกลางชะงัก
- "ศุภจี" เปิดไทม์ไลน์แจง USTR ชี้ 3 สินค้าระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง”
- "พิชัย" ชี้ ส่งออกปี 68 โตตามเป้า ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อ 11 ภารกิจ ดันเศรษฐกิจไทย
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath