แนวโน้ม 2Q26 เงินเฟ้อจะเร่งขึ้น แต่อาจเป็นโอกาส
#ทันหุ้น-สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน วันนี้ผมเอาบทวิเคราะห์ของ บล. หยวนต้า มาเล่าให้ฟังเช่นเคยครับ เป็นมุมมองเชิงกลยุทธ์ในช่วงที่สถานการณ์สงครามใกล้ถึงจุดเปลี่ยน
โดยหลังทราบผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. โดยผลตอบแทนสูงถึง 23% YTD นับถึง 27 ก.พ. แต่พลิกกลับมาทรุดตัวในเดือน มี.ค. จากแรงกดดันของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติพลิกกลับมาไหลออก อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทน YTD ที่ลดลงเหลือ +11% ยังดีกว่าค่าเฉลี่ย MSCI EM ที่ +5% และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 6.4 หมื่นลบ. ยังสูงกว่าปีก่อนที่ 4.0 หมื่นลบ. อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมเชิงบวกของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค
และเมื่อพิจารณาในเชิงของ Relative เพื่อสะท้อนผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ก็ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยเราพบว่า SET Index ปรับตัวลง -6% นับตั้งแต่สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มทรุดตัวลงตั้งแต่ 2 มี.ค. ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของ Benchmark ทั้ง MSCI EM ที่ -9% และ MSCI Asia ex. Japan ที่ -8% ขณะที่ Foreign Fund Flow แม้จะพลิกกลับมาไหลออกจากการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลก แต่ยอดสะสม YTD ยังเป็นซื้อสุทธิราว $540ล้าน เทียบกับเวียดนามที่ขายสุทธิ -$990ล้าน และอินโดนีเซียที่ขายสุทธิ -$510ล้าน ขณะที่ เอเชียเหนือถูกกระทบจาก Flow ที่ไหลออกอย่างหนัก โดยขายสุทธิในไต้หวัน -$1.5หมื่นล้าน และขายสุทธิในเกาหลีใต้ -$2.7หมื่นล้าน เพราะฉะนั้น ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังไม่แย่ และมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ในไตรมาสถัดๆไป
ผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานเร่งตัวขึ้น จากภาวะขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ ทำให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้นตาม โดยจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณของเรา พบว่าการเร่งตัวขึ้นอย่างฉับพลันของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มักทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเร่งขึ้นตามมาทั่วโลกในช่วง 2-4 เดือนหลังจากนั้น และจะหนุนให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก 1-2% จากช่วงก่อนเกิดสงคราม ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับราคาและปริมาณการใช้พลังงานมากน้อยเพียงใด
เพราะฉะนั้น ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงตลอดเดือน มี.ค. จึงมีโอกาสทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในเดือน พ.ค.-มิ.ย. ส่งผลให้ Bond Yield ทั่วโลกกลับมาเร่งตัวขึ้น ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จากการบริโภคที่ลดลง ซึ่งต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ทำให้ประมาณการกำไรของตลาดหุ้นทั่วโลกมี Downside และเราคาดจะเริ่มเห็นการทยอย Downgrade EPS ตลอดช่วง 2Q26 โดยเฉพาะกลุ่ม Growth Stock ที่ Valuation แพง มีโอกาสถูกขายเพื่อลดความเสี่ยง และสลับมาลงทุนในกลุ่ม Defensive ที่กระแสเงินสดมั่นคง หนี้น้อย และ Valuation ไม่แพง เช่น กลุ่มสื่อสาร, ค้าปลีกสินค้าจำเป็น, การแพทย์, และระบบสาธารณูปโภคอื่น เช่น โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ สนามบิน และระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณารอบการ Downgrade ที่จะเกิดขึ้นและจบลงใน 2Q26 ก็เป็นไปได้ที่ SET Index จะเจอ Bottom ในช่วงนี้ด้วยเช่นกัน เราจึงมองเป็นโอกาสกลับมาทยอยสะสมในกลุ่ม Value Play ที่มีความเป็น Defensive และให้ปันผลสูงสม่ำเสมอ
สุดท้ายนี้ ขอให้นักลงทุนประสบความสำเร็จในทุกสินทรัพย์ลงทุนนะครับ แล้วพบกันกับบทความดีๆจากทาง บล. หยวนต้า ในสัปดาห์หน้าครับ
ณัฐพล คำถาเครือ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด