อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวฯ ห่วงโครงการดูดซับข้าวนาปรัง เสนอรัฐจ่ายตรงชาวนา 300 บาทต่อตัน
ตามที่ คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เห็นชอบให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) รัฐวิสาหกิจกระทรวงพาณิชย์ ดำเนิน โครงการดูดขับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 และอนุมัติเงินจ่ายขาด 560 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมากซับผลผลิตส่วนเกินออกจากกลไกตลาดปกติ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในการรับซื้อข้าวเปลือกระหว่างผู้ประกอบการและสหกรณ์การเกษตร ทำให้เกิดกลไกราคาเชิงบวก และเกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามสภาพตลาด ซึ่งมีเป้าหมาย 1 ล้านตันข้าวเปลือก นั้น
นายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึง โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้าจะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตรไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้
ทั้งนี้นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่า ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน
สำหรับข้อเสนอต่อโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำความต้องการให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินอุดหนุน 300 บาท ให้เป็นการโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร แทนการผ่านมือโรงสีข้าว เพื่อความโปร่งใสและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน
นายนิพนธ์ ระบุว่า สาเหตุที่ต้องการให้รัฐบาลจ่ายเงิน 300 บาท ตรงถึงมือชาวนา เนื่องจากที่ผ่านมามีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์จากตัวแทนเกษตรกรว่า โรงสีอาจจะไม่ได้บวกเงินเพิ่มให้ชาวนาจริง หรืออาจมีการกดราคารับซื้อลงแล้วค่อยนำเงินส่วนนี้มาบวกกลับคืน
"เราพร้อมเข้าร่วมโครงการ แต่จุดยืนคือไม่อยากให้เงินรัฐมาผ่านมือโรงสีเพิ่ม เพราะไม่อยากถูกครหา และต้องการตัดปัญหาเรื่องการตรวจสอบที่ยุ่งยากออกไป" นายนิพนธ์ กล่าว
นอกเหนือจากเรื่องความโปร่งใส อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ยังแสดงความกังวลถึงระบบการจัดการเอกสารและการตรวจสอบสิทธิ์ของภาครัฐ โดยเกรงว่าหากโรงสีต้องจ่ายเงินสำรองให้เกษตรกรไปก่อน จะเกิดความเสี่ยงหากไม่สามารถเบิกเงินคืนจากรัฐได้ในภายหลัง
"กลัวปัญหาเอกสารไม่ครบ หรือกรณีชาวนาใช้สิทธิ์เกินสิทธิ์ เช่น มีพื้นที่ทำนา 10 ไร่ ได้โควตา 8 ตัน แต่ปีนั้นได้ผลผลิตจริง 15 ตัน แล้วนำข้าวไปแยกขายหลายโรงสีโดยที่เอกสารยังไม่เรียบร้อย หากโรงสีจ่ายเงินไปก่อนแล้วตอนหลังพบว่าสิทธิ์เกินหรือข้อมูลไม่ครบ โรงสีก็ต้องเป็นผู้รับภาระความเสียหายนั้นเอง"
นายนิพนธ์ มองว่า รัฐบาลควรกำหนดเงื่อนไขให้เกษตรกรนำข้าวมาขาย ณ โรงสีที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกระตุ้นการซื้อขายในระบบ เมื่อชาวนาขายข้าวให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการแล้ว รัฐบาลก็สั่งจ่ายเงินผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าบัญชีชาวนาโดยตรง วิธีนี้จะคล้ายกับการชดเชยดอกเบี้ยที่ตรวจสอบได้ง่ายและแม่นยำกว่า อย่างไรก็ดีตนเองมีความสนใจที่จะเข้าร่วม แต่ยังต้องรอติดตามความชัดเจนของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขจากภาครัฐอีกครั้ง
ด้านแหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์ เผยหลักเกณฑ์โครงการดูดขับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เห็นชอบให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ดำเนินโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก โดยการดูดซับผลผลิตส่วนเกินออกจากกลไกตลาดปกติเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในการรับซื้อข้าวเปลือกระหว่างผู้ประกอบการและสหกรณ์การเกษตร ทำให้เกิดกลไกราคาเชิงบวก และเกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามสภาพตลาด ซึ่งมีเป้าหมาย 1 ล้านตัน
องค์การคลังสินค้า (อคส.) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำนวนเงินจ่ายขาด 560 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนค่าบริหารจัดการให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกที่เข้ามาช่วยรับซื้อข้าวเปลือกในพื้นที่ต่างๆ ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ตลอดจนนำไปสู่การจำหน่ายข้าวสาร ในอัตราไม่เกินตันละ 560 บาท ดังนี้ แยกเป็น ดังนี้
- วงเงิน 60 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเปิดจุดรับซื้อ โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการ ไม่เกิน ตันละ 60 บาท ปริมาณเป้าหมาย 1 ล้านต้นข้าวเปลือก และเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของหน่วยงานในการสนับสนุนการดำเนินการในส่วนภูมิภาค คือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่สนับสนุนการปฏิบัติงาน ทั้งนี้การเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามระเบียบราชการที่เกี่ยวข้อง
- วงเงิน 300 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรับซื้อข้าวเปลือก (ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือก ปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว) จากเกษตรกรในราคานำตลาด ไม่เกินตันละ 300 บาท ปริมาณเป้าหมาย 1 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งราคารับซื้อต้องไม่สูงกว่าราคาเป้าหมายนำปี 2569ของข้าวแต่ละชนิดที่คณะกรรมการมการนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) กำหนดไว้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ราคาเป้าหมายน้ำข้าวเปลือกเจ้า 9,500 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 10,500 บาท/ต้น ข้าวเปลือกเหนียว 11,500 บาท/ตัน
- วงเงิน 200 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าบริหารจัดการและค่าสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ให้แก่ ผู้ชื่อ (โรงสี/สหกรณ์การเกษตร) ที่เข้าร่วมโครงการฯ ตันละ 200 บาท ปริมาณเป้าหมาย 1 ล้านตันข้าวเปลือก
- ปริมาณรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือก (ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว) จำนวน 1 ล้าน ตันข้าวเปลือก
- พื้นที่ดำเนินการในแหล่งผลิตข้าวนาปรัง จำนวน 28 จังหวัด (เชียงราย เชียงใหม่ กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร พะเยา นครสวรรค์ อุทัยธานี สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรีร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์) ที่มีผลผลิตออกกระจุกตัวและมีปัญหาด้านราคา โดยการจัดสรรปริมาณรับซื้อข้าวเปลือกในแต่ละจังหวัดปรากฏตามตารางแนบท้ายหลักเกณฑ์
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องดำเนินการสีแปรสภาพตามคำสั่งของ อคส. ภายในระยะเวลาที่กำหนด และข้าวสารที่ได้จากการสีแปรสภาพต้องมีปริมาณสอดคล้องตามอัตราสีแปรสภาพ ดังนี้
- ข้าวเปลือกเจ้า 1,000 กิโลกรัม ต่อข้าวสาร 660 กิโลกรัม
- ข้าวเปลือกปทุมธานี 1,000 กิโลกรัม ต่อข้าวสาร 651 กิโลกรัม
- ข้าวเปลือกเหนียว 1,000 กิโลกรัม ต่อข้าวสาร 624 กิโลกรัม และต้องแจ้งสถานที่เก็บข้าวสารที่ได้จากการสีแปรสภาพให้ องค์การคลังสินค้าทราบ
โรงสีเข้าร่วมโครงการฯ ต้องรวบรวมเอกสารสำเนาใบขึ้นทะเบียนเกษตรกร เอกสารที่เกี่ยวข้องจากเกษตรกรที่นำผลผลิตมาจำหน่ายที่จุดรับซื้อ ใบชั่งน้ำหนัก โดยระบุ ชื่อ - สกุล เกษตรกร ปริมาณ จำนวนเงิน และจัดรายงานการรรรวมรับซื้อชื้อข้าวเปลือกประจำวัน ตามแบบ ดช.3 และแจ้งให้เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้าประจำจุดรับซื้อ ทุก 7 วัน
ทั้งนี้ เอกสารที่เกี่ยวข้องจากเกษตรกรที่นำผลผลิตมาจำหน่ายที่จุดรับซื้อ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง กรณีเกษตรกรไม่ได้เป็นผู้นำผลผลิตข้าวเปลือก มาจำหน่ายด้วยตนเอง ผู้แทนที่นำผลผลิตมาจำหน่ายจำหน่ายต้องมีหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ โดยรับรองสำเนาถูกต้อง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย
- ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องให้เกษตรกรรับรองข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตามแบบ ดช.1 และรวบรวมจัดส่งให้เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้าประจำจุดรับซื้อ
- ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องจัดทำเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินให้เกษตรกร