โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

พ่อค้าพันธุ์โกโก้แห่ลงใต้เร่ขายต้นกล้า เครือข่ายสวนยางหวั่นซ้ำรอยถูกหลอกไร้ตลาดรับซื้อ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 มี.ค. 2563 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2563 เวลา 07.05 น.
ต้นกล้าโกโก้ - บริษัทขายต้นกล้าโกโก้จำนวนมากต่างเลือกพื้นที่ภาคใต้ในการส่งเสริมการปลูกโกโก้นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี ซึ่งสร้างความกังวลให้หน่วยงานเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะเกรงว่าจะถูกหลอกเหมือนเมื่อกว่า 30 ปีก่อนที่ไม่มีตลาดรองรับ

ภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน “ส่งสัญญาณอันตราย” เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้แห่ปลูก “โกโก้” กว่า 5 แสนต้น หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในอดีต 30 กว่าปีก่อน หลอกให้เกษตรกรซื้อพันธุ์ไปปลูก แต่ไม่มีตลาดรองรับ ไม่มารับผลผลิตตามที่สัญญาไว้ อีก 4 ปีเสี่ยงโอเวอร์ซัพพลาย โดยเฉพาะ “พัทลุง-นครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี” พบพ่อค้าเข้ามาเร่ขายต้นกล้าพันธุ์โกโก้ราคาตั้งแต่ 10-50 บาทต่อต้น แถมบางรายทำสัญญารับซื้อคืน แต่ไม่ทิ้งเอกสารสัญญาให้เกษตรกร ผิดหลักกฎหมายเกษตรพันธสัญญา ด้านเกษตรและสหกรณ์ 3 จังหวัดใต้เผยขอให้เกษตรกรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนลงทุน หวั่นอีก 4 ปีล้นตลาด

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระแสการปลูกโกโก้ในพื้นที่ภาคใต้กำลังมาแรงมาก ตั้งแต่ จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ฯลฯ ตั้งแต่ปลายปี 2562 คาดว่าภาคใต้ มีการปลูกแล้วไม่ต่ำกว่า 500,000 ต้น โดยสายพันธุ์ที่ขายมีหลายระดับราคา หากเป็นระบบบริษัทราคา 50 บาทต่อต้น และนอกระบบบริษัท มีตั้งแต่ 15-30 บาทต่อต้น ภาพรวมคิดเป็นเม็ดเงินเป็นหลายสิบล้านบาท และยังขยายผลอย่างต่อเนื่องจนสร้างความวิตกให้กับเกษตรกรเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากหลายปีก่อนหน้านั้นการปลูกโกโก้ได้เคยประสบปัญหาล่มสลายมาแล้วใน จ.ชุมพร และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะมีการส่งเสริมการปลูกและขายพันธุ์ แต่กลับไม่มีตลาดรองรับจนประสบภาวะขาดทุนจำนวนมาก เพราะต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่าต้นพันธุ์ ค่าบำรุงดูแลในการซื้อปุ๋ย ให้น้ำ และค่าแรงไปจำนวนมากในช่วงหลายปีกว่าจะได้ผลผลิต

พ่อค้ากล้าพันธุ์โกโก้แห่ลงใต้

“ในกลุ่ม คยปท.มีการปลูกโกโก้กันแล้วหลายราย ขณะนี้ในกลุ่ม คยปท.ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังสมาชิกแล้วว่า ในการปลูกพืชแต่ละครั้งต้องถอดบทเรียนในอดีต เช่น การปลูกโกโก้ การปลูกต้นกฤษณา และต้นตะกูยักษ์ เมื่อหลายปีก่อนมีการส่งเสริมการปลูก มีการขายพันธุ์ แต่ท้ายที่สุดไม่มีตลาดรองรับ เกิดปัญหาล่มสลายลง และประสบปัญหาหลายประการเช่นกัน” นายทศพลกล่าว

นายทศพลกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันได้เรียกร้องไปยัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเป็นคนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเป็นจังหวัดที่ปลูกโกโก้มาก่อนเป็นจำนวนมากว่า คงจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นมาก่อน เพื่อให้เร่งรีบดำเนินการเรื่องการปลูกโกโก้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร และประเทศชาติในที่สุด

โดยเมื่อมีการส่งเสริมการปลูก การขายสายพันธุ์ ควรจะต้องส่งเสริมการตลาดอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.จะต้องมีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปในพื้นที่ และก่อตั้งให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนเพื่อรับซื้อผลผลิต 2.สายพันธุ์โกโก้ จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.จะต้องมีตลาดรองรับชัดเจน และ 4.จะต้องมีสัญญาซื้อขายกับบริษัทผู้รับซื้อ ที่ส่งเสริมการปลูกและขายสายพันธุ์กับเกษตรกรผู้ปลูก และจะต้องถือสัญญาซื้อขายกันคนละฉบับ

นายนัด ดวงใส รองประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนที่ จ.ชุมพร มีการปลูกโกโก้กันเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อปลูกเสร็จให้ผลผลิต ปรากฏว่ากลับไม่มีตลาดรับซื้อ เกษตรกรต้องโค่นทิ้งในที่สุด

เสี่ยงอีก 4 ปีล้นไม่มีตลาดรับ

นายนัน ชูเอียด เจ้าของไร่โกโก้ และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านในกอย อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้มีกลุ่มพ่อค้าขายสายพันธุ์โกโก้เข้ามาในพื้นที่ภาคใต้หลายราย แต่ไม่ทราบว่าหลังการขายสายพันธุ์โกโก้ให้เกษตรกรแล้ว จะมีการวางแผนตลาดหรือไม่ จึงน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายในอีก 4 ปีข้างหน้า หากไม่มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เท่าที่ทราบทาง จ.นครศรีธรรมราช ปลูกประมาณ 100,000 ต้น แต่ในส่วนของ อ.ป่าบอน ได้ร่วมกับบริษัท มาร์คริณ ช็อกโกแลต จำกัด จ.เชียงใหม่ เป็นผู้เข้ามาส่งเสริมคัดเลือกสายพันธุ์ และรับซื้อผลผลิต โดยวางแผนการตลาดส่งออกไปยังประเทศกลุ่มยุโรป ซึ่งปัจจุบันใน อ.ป่าบอน มีพื้นที่การปลูกโกโก้ 5 ตำบล รวมประมาณ 70,000 ต้น จะเริ่มให้ผลผลิตประมาณปี 2565 โดยแต่ละต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 150 กก./ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ และการรักษาบำรุงโกโก้

“ก่อนการลงทุนปลูกโกโก้กลุ่มเกษตรกรมีความเป็นห่วงกังวลกันมาก จึงได้มีการเชิญคณะอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) มาเป็นที่ปรึกษาให้ความรู้ต่าง ๆ และวางแผนดำเนินการก่อนการลงทุน ทำให้สามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตและการตลาดมาก่อนแล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยง”

ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจได้สอบถามไปยังเจ้าของสวน ยางพารา 3 รายในพื้นที่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ที่ได้ลงทุนปลูกโกโก้ไปแล้วพบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ถึงปัจจุบันมีกลุ่มผู้ขายสายพันธุ์โกโก้เข้ามาในพื้นที่หลายราย โดยสายพันธุ์ที่นำมาขายส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โกโก้ชุมพร 1 และชุมพร 2 โดยราคาที่วางจำหน่ายตามแผงทั่วไปจะถูกกว่าของบริษัทที่เข้ามาส่งเสริมการขาย ตามขนาดตั้งแต่ 10-15 บาทต่อต้น แต่เกษตรกรไม่กล้าซื้อ เพราะไม่มีตลาดจำหน่าย แต่หากซื้อสายพันธุ์กับบริษัทราคา 50 บาทต่อต้น และทำสัญญาจะรับซื้อคืนตามปริมาณที่ซื้อไป โดยแจ้งว่ามีตลาดรองรับชัดเจน ทั้งนี้ ทางบริษัทหรือกลุ่มผู้ขายจะเป็นผู้เก็บสัญญาเอาไว้ เมื่อเกษตรกรจะขอเก็บสัญญาไว้ด้วยกลับถูกตำหนิ

ยกตัวอย่าง พื้นที่บ้านด่านโลดได้มีบริษัทขายสายพันธุ์โกโก้ชุมพร 1 และชุมพร 2 เข้ามาเสนอขาย โดยให้สัญญาว่าจะรับซื้อผลผลิตกลับคืนราคา 10 บาท/กก. โดยชาวสวนรายหนึ่งได้ลงทุนปลูกโกโก้แซมกับสวนยางพารา 100 ต้น ราคาต้นละ 50 บาท รวมเป็นเงิน 5,000 บาท คาดว่าจะให้ผลผลิตอีก 3 ปีข้างหน้า ขณะที่มีเกษตรกรอีกรายลงทุนปลูกโกโก้ถึง 1,000 ต้น มูลค่า 50,000 บาท ขณะที่มีเกษตรกรอีกรายซื้อพันธุ์โกโก้ชุมพร 1 และชุมพร 2 มาจากกลุ่มผู้ขายที่ จ.สตูล 170 ต้น ราคา 50 บาทต่อต้น รวมเป็นเงิน 8,500 บาท โดยทางกลุ่มผู้ขายได้ทำสัญญาว่าจะรับซื้อคืน แต่หากเป็นสายพันธุ์โกโก้ของบริษัทอื่นจะไม่รับซื้อผลผลิตคืน โดยแจ้งว่ามีตลาดส่งออก เช่น มาเลเซีย เป็นต้น

ราชการเตือนศึกษาก่อนลงทุน

การส่งเสริมปลูกโกโก้ในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ใช่สิ่งที่ภาครัฐส่งเสริม โดย นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา 5 (สสก.ที่ 5) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการลงทุนปลูกโกโก้กันมาก และส่วนใหญ่ปลูกแซมในสวนยางพารา ทางการหวั่นวิตกหากไม่มีการตลาดรองรับ ผลสุดท้ายปัญหาต่าง ๆ จะตกอยู่กับเกษตรกร ตอนนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกจังหวัดลงดูแลติดตามเรื่องอยู่ตลอดในขณะนี้ เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในภายหลัง ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนปลูกต้องรอบคอบ ระวัง และเกิดความเชื่อมั่นจึงจะตัดสินใจที่ลงทุนปลูกได้ ทั้งนี้ ได้รับรายงานตัวเลขการปลูกจากบางพื้นที่บางจังหวัด ลงทุนปลูกโกโก้ไปแล้วเป็นหลักแสนไร่

แหล่งข่าวจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุงเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ชาวสวนยางพาราจังหวัดพัทลุงนิยมปลูกโกโก้แซมกับสวนยาง สวนผลไม้ และบางส่วนปลูกเชิงเดี่ยวบริเวณเลียบภูเขาเทือกบรรทัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตั้งแต่ อ.ป่าพะยอมศรีบรรพต ศรีนครินทร์ กงหรา ตะโหมด และ อ.ป่าบอน รวมพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ ประมาณ 300,000 ต้น เท่าที่สอบถามเกษตรกรหลายรายบอกว่า มีบริษัทจากเชียงใหม่นำสายพันธุ์โกโก้มาขายเป็นจำนวนมาก ราคาประมาณ 15-30 บาทต่อต้น โดยบริษัทบอกจะเข้ามารับซื้อโกโก้ไปแปรรูป ซึ่งทางราชการก็วิตกกังวลเรื่องการหาตลาด เนื่องจากเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา มีบริษัทส่งเสริมให้มีการปลูกพร้อมขายสายพันธุ์ และมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อกับเกษตรกร แต่ภายหลังไม่เป็นไปตามสัญญา เกษตรกรได้รับความเสียหายมาก ทั้งนี้้เพื่อลดความเสี่ยง เกษตรกรควรรู้จักการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ และสร้างแบรนด์ของตัวเองเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางด้านการตลาด”

นายสุริยันต์ บุญญานุกูล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาขณะที่ดำรงตำแหน่งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช มีข่าวเรื่องบริษัทเข้ามาทำเกษตรพันธสัญญากับเกษตรกร ชวนลงทุนเข้าร่วมโครงการปลูกโกโก้ประกันราคาหลายบริษัท เช่น บริษัท เซาเทิร์นไทยโกโก้ จำกัด ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับเกษตรกรและบริษัทตกลงกัน ซึ่งราคารับซื้อผลสดที่เชียงใหม่อยู่ที่ 5-6 บาท/กก. ส่วนต้นกล้าพันธุ์ สูงประมาณ 1 ฟุต ขายราคา 30-48 บาท โดยทางบริษัทบอกว่าเป็นพันธุ์ที่มาจากอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางราชการไม่มีนโยบายส่งเสริมการปลูกโกโก้จริงจัง แต่ได้ให้ความรู้กับเกษตรกรให้ศึกษาข้อมูลให้ดี เพราะเป็นห่วงเรื่องตลาดในอนาคต และบางรายบอกมีโรงงานอยู่ที่เชียงใหม่ แม้ว่าความต้องการจะมีจำนวนมาก แต่หากปลูกได้ผลผลิตแล้วไม่มีโรงงานแปรรูปก็น่าเป็นห่วง

นายนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า สำหรับโกโก้ข้อมูลการปลูกยังไม่ชัดในพื้นที่ เพราะไม่ได้ผ่านหน่วยงานราชการ และภาครัฐไม่มีการส่งเสริม ส่วนใหญ่บริษัทที่เข้ามาขายต้นพันธุ์เจาะพื้นที่รายบุคคลเป็นส่วนใหญ่ และสำหรับเกษตรกรมีข้อมูลการตัดสินใจพอสมควร เพราะพื้นที่เดิมในอดีต 30-40 ปีก่อนที่ผ่านมาเคยมีการปลูกโกโก้กันมาก แต่ราคาไม่ดี ตอนหลังเกษตรกรจึงหันมาปลูกยางพาราและปาล์มแทน อีกอย่างขั้นตอนการผลิตโกโก้ยุ่งยากเกินไป ปัจจุบันจึงเป็นพืชที่ปลูกเสริมรายได้เท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...