โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

อนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ดอกผลศิลปะอิตาลีในสยาม กับปมคับข้องใจของ ศิลป์ พีระศรี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 มี.ค. 2565 เวลา 04.18 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 04.17 น.
(ซ้าย) อนุสาวรีย์ Colleoni ในเวนิซ ภาพจาก MICHELE CROSERA / AFP (กลาง) อนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ (ขวา) อนุสาวรีย์ Gattamelata (Public Domain)

หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากบทความ “อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช : ดอกผลของศิลปะเรอเนสซองซ์ของอิตาลีในสยาม” โดย รศ.ดร. กฤษณา หงษ์อุเทน คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

อันเป็นบทความที่ดัดแปลงจากปาฐกถาเรื่องอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช : ดอกผลของศิลปะเรอเนสซองซ์ของอิตาลีในสยาม เนื่องในโอกาสสัปดาห์ภาษาอิตาเลียน จัดโดยสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ณ ห้องบรรยาย 202 คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 7.00-18.00 น.

การสร้างอนุสาวรีย์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติวีรบุรุษของชาติ มีมาตั้งแต่โบราณกาลในโลกตะวันตกครั้งสมัยกรีกและโรมัน บ้านเมืองของเราไม่เคยมีคตินิยมเช่นนี้ กระทั่งสังคมเริ่มตระหนักรับรู้อิทธิพลจากตะวันตกอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5

อย่างไรก็ตาม ความต้องการสร้างอนุสาวรีย์ตามคติตะวันตกของรัฐไม่ได้ตั้งบนพื้นฐานความเข้าใจทางศิลปะของข้าราชการไทยและคนไทย อิสระในการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินจึงมักถูกมองข้ามและอยู่ในวงจำกัดจนกลายเป็นการปิดกั้นทางความคิด รศ.ดร. กฤษณา หงษ์อุเทน ยกตัวอย่างในกรณี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือ Corrado Feroci (2345-2505)

รศ.ดร. กฤษณา หงษ์อุเทน ผู้เขียนบทความ “อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช : ดอกผลของศิลปะเรอเนสซองซ์ของอิตาลีในสยาม” ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2552 แสดงความคิดเห็นว่า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถูกออกแบบมาโดยมิได้คำนึงถึงประติมากรรมที่จะนำมาประดับ จึงทำให้ขาดความเป็นเอกภาพและความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างสถาปัตยกรรมและประติมากรรม อันเป็นผลให้ตัวสถาปัตยกรรมเด่นเกินไป ส่วนงานประติมากรรมก็ด้อยคุณค่าไปอย่างน่าใจหาย หากสถาปนิกและประติมากรออกแบบอนุสาวรีย์ร่วมกันหรือเป็นคนเดียวกัน ประติมากรรมจะส่งเสริมสถาปัตยกรรมให้งดงามและดูเด่นมากขึ้น มิใช่ไปกันคนละทาง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ รศ. ดร. กฤษณา มองว่า ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ตระหนักถึงความผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวงนี้ แต่ไม่สามารถกล่าวคัดค้านได้ เพราะท่านตระหนักดีถึงสถานภาพของตนเองที่เป็นเพียงข้าราชการคนหนึ่ง ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผู้เขียนบทความยกคำบอกเล่าจากศิษย์ท่านหนึ่งของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เกี่ยวกับประติมากรรมที่ประดับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อัน “สะท้อนให้เห็นถึงความคับข้องใจของประติมากรท่านนี้อย่างเด่นชัด สำหรับงานชิ้นนี้ท่านศาสตราจารย์ไม่สบายใจเลย ถึงกับกล่าวว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่ทำไว้เพื่อความขายหน้า เพราะในการออกแบบแรกทุกๆ ส่วนมีความประสานกลมกลืนกันในรูปนอก แต่ทางการทหารขอร้องให้รูปปั้นแต่ละรูปต้องมีท่าทางอย่างที่เป็นอยู่ จึงทำให้ขาดความกลมกลืน และเสียทรวดทรงของโครงรูปอนุสาวรีย์ทั้งหมด[1]ถึงแม้ว่าอนุสาวรีย์แห่งนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของคณะรัฐบาลและเหล่าผู้นำทหาร แต่ความสำเร็จในครั้งนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมและน่าภาคภูมิใจสำหรับประติมากรเช่น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี อย่างแน่นอน[2]

อีกหนึ่งกรณีคือ อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คำวิจารณ์ที่รุนแรงและไร้ซึ่งความเป็นธรรมต่อศิลปินและผลงานของเขาไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันคับแคบและเต็มไปด้วยอคติแล้ว ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าบุคคลเหล่านั้นหาได้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะไม่

อนุสาวรีย์นี้สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2497 เป็นพระบรมรูปทรงม้าขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะรมดำ ออกแบบและปั้นโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยมี สิทธิเดช แสงหิรัญ ปกรณ์ เล็กสน และ สนั่น ศิลากร เป็นผู้ช่วย

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กล่าวอธิบายถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ของท่านไว้ว่า

…ข้าพเจ้าคิดทำอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินในลักษณะขององค์วีรบุรุษไทย…ข้าพเจ้าสร้างมโนภาพให้เห็นพระองค์ในลักษณะอันเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมอย่างแท้จริงเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยในยามที่ความหวังทั้งหลายดูเหมือนจะสูญไปแล้วจากจิตใจของชาวไทยทั้งมวล ข้าพเจ้าคิดเห็นองค์วีรบุรุษของเราในขณะทำการปลุกใจทหารหาญให้เข้าโจมตีข้าศึกเพื่อชัยชนะ ดังนั้นความรู้สึกที่แสดงออกในพระพักตร์จึงเต็มไปด้วยสมาธิในความคิดและเต็มไปด้วยลักษณะของชายชาติชาตรี[3]

รศ.ดร. กฤษณา หงษ์อุเทน แสดงความคิดเห็นว่า ลักษณะม้าศึกคู่พระทัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชคือจุดที่สะท้อนจฉริยะในการนำเสนอของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี อย่างถ่องแท้ เพราะ

“ลักษณะของม้าทรงจะเป็นตัวเน้นการหยุดนิ่งที่เคลื่อนไหว และเป็นตัวเผยให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนั้นอย่างกระจ่างแจ้ง ม้าทรงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีลักษณะไม่ค่อยสูงใหญ่เท่าใดนัก ขาหน้าทั้งสองของมันเหยียดตรงในท่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะจอมทัพทรงดึงบังเหียนกระชับไว้ หัวและลำตัวของมันโยกเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย

ส่วนขาหลังทั้งสองเหยียดเอนไปข้างหน้าในท่าเตรียมพร้อมที่จะโลดแล่นไปข้างหน้าในทุกวินาที หากได้รับคำบัญชาจากเจ้าเหนือหัว อากัปกิริยาต่างๆ เหล่านี้ ตลอดจนหูทั้งสองที่ตั้งชัน กล้ามเนื้อในทุกอณูของร่างกายที่เขม็งตึง รูจมูกที่บานออกเพื่อพ่นลมหายใจออก ปากที่เปิดกว้างจนเห็นฟันในลักษณะเปล่งเสียงร้องอันคึกคะนองออกมา และหางที่ถูกยกสูงขึ้น เป็นลักษณะของม้าศึกชั้นดีที่กำลังคึกคะนองอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะพาจอมทัพโลดแล่นไปข้างหน้าเพื่อสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่และนำชัยชนะกลับมาสู่มาตุภูมิ”

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยศึกษาศิลปะสาขาประติมากรรมใน Academy of Fine Arts แห่งเมืองฟลอเรนซ์ ถึง 7 ปี ย่อมต้องเคยเดินทางไปดูผลงานชั้นบรมครูของประติมากรชื่อดังในสมัยต่างๆ มาแล้วอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกทั้งอนุสาวรีย์ Gattamelata ที่ออกแบบและปั้นโดยDonatello และอนุสาวรีย์ของ Bartolomeo Colleoni ที่ออกแบบและปั้นโดย Andrea del Verrocchio

จากคำกล่าวอธิบายของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในบทความเรื่อง ลักษณะม้าทรงของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาพอนุสาวรีย์ของ Gattamelata และ Colleoni ยังคงติดตรึงแน่นอยู่ในความทรงจำของท่านมิรู้เลือน แม้กระทั่งการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายและกล่าวแก้ให้กับผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ของตน ท่านก็ยังนำเอาลักษณะการนำเสนอภาพแม่ทัพใหญ่บนหลังม้าในผลงานอันเป็นอมตะของ Donatello และ Verrocchio มายกเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ

…ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าประสงค์จะเน้นความจริงว่า ข้าพเจ้าต้องการให้พระบรมรูปแทนองค์วีรบุรุษในขณะประกอบวีรกรรม มิใช่อนุสาวรีย์ของนายทัพที่นั่งผึ่งผายอยู่บนหลังม้าเพื่อรับคำสรรเสริญอย่างกึกก้องจากฝูงชนที่คับคั่งตามท้องถนน โห่ร้องต้อนรับผู้มีชัย…ม้าทรงของพระองค์ถึงแม้จะมีลักษณะไม่เคลื่อนไหว (ไม่วิ่ง) แต่ก็เต็มไปด้วยพลังอันแกร่งกล้า และข้าพเจ้าอยากกล่าวว่า แกร่งกล้ายิ่งกว่าที่เคลื่อนไหวไปแล้วเสียอีก อันที่จริงจากที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านผู้อ่านจะได้คิดว่า ผู้ชายจะปรากฏกำลังอำนาจของระบบกล้ามเนื้อและจะดุดันน่ากลัวก็ในขณะที่เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ด้วยความตื่นเต้นอย่างรุนแรงมากกว่าเมื่อกำลังทำการต่อสู้กัน…[4]

ขณะที่มุมมองของรศ.ดร. กฤษณา หงษ์อุเทน คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิเคราะห์ความแตกต่างของอนุสาวรีย์ทั้ง 3 ไว้ดังนี้

“…เมื่อเปรียบเทียบผลงานทั้ง 3 ชิ้นของประติมากรเอก 3 ท่านนี้อย่างละเอียด ก็จะพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบการนำเสนอและเจตนารมณ์ของศิลปิน อนุสาวรีย์ Gattamelata ของ Donatello ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเทิดเกียรติแม่ทัพใหญ่แห่งสาธารณรัฐเวนิสแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงแสนยานุภาพของกองทัพแห่งสาธารณรัฐและของ Cosimo de Medici อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ อนุสาวรีย์ของDonatello จึงมุ่งเน้นที่จะนำเสนอภาพแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ซึ่งได้ชัยชนะในการยุทธ์เหนือข้าศึก กำลังนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลังม้าศึกคู่ใจ ที่กำลังก้าวเหยาะย่างอยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของประชาชนในสาธารณรัฐ

ส่วนอนุสาวรีย์ Colleoni ของVerrocchio ซึ่งสร้างขึ้นหลังจากอนุสาวรีย์ Gattamelata นานกว่า 30 ปีนั้น มุ่งแสดงภาพความกล้าหาญ เด็ดขาด และสุขุมเยือกเย็นของแม่ทัพใหญ่ขณะกำลังบัญชาการรบอยู่ในสนามรบ แต่อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นอกจากจะสร้างขึ้นภายหลังอนุสาวรีย์ของประติมากรเอก 2 ท่านนี้ถึงกว่า 5 ศตวรรษแล้ว ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเทิดพระเกียรติมหาราชของไทยอีกด้วย

เมื่อพิจารณาดูอนุสาวรีย์ทั้งสามนี้อย่างละเอียด เราจะพบความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันในแง่ของหลักการสร้างงาน ซึ่งเผยให้เห็นวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์งานแบบเรอเนสซองซ์อย่างชัดแจ้ง เพราะแน่นอนอยู่แล้วที่ประติมากรชาวอิตาเลียนผู้เคยศึกษาในAcademia มาก่อน เมื่อคิดจะสร้างอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษผู้กู้ชาติย่อมอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงแม่แบบซึ่งเป็นยอดและสมบูรณ์แบบในด้านการนำเสนอ เช่น อนุสาวรีย์ของ Donatello และ Verrocchio แต่ยอดศิลปินย่อมไม่ยึดติดหรือลอกเลียนแบบผลงานของผู้ใด นอกจากจะใช้เป็นแรงบันดาลใจและแนวทางในการสร้างสรรค์งานของตนเองเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ อนุสาวรีย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงแตกต่างจากอนุสาวรีย์ของประติมากรเอกทั้ง 2 ท่านที่กล่าวมาแล้วในแง่การนำเสนออย่างชัดแจ้ง

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นำเสนอภาพแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ชาติไทยในท่าทางที่สง่างามสมชายชาตินักรบ สงบนิ่งและไม่หวั่นไหวดังศิลา แต่เต็มไปด้วยพลังแห่งความหาญกล้าและเด็ดเดี่ยว ม้าทรงของพระองค์นั้นเล่าแม้จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งม้าศึกชั้นดีซึ่งเชี่ยวชาญในการยุทธ์ และกำลังคึกคะนองพร้อมที่จะโลดแล่นไปข้างหน้า เมื่อจอมทัพออกคำบัญชา พระรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและอาชาคู่พระทัย ถึงแม้จะอยู่ในลักษณะหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ทุกอณูของกล้ามเนื้อในร่างกายกลับเขม็งตึงอย่างเห็นได้ชัด

ลักษณะของสีพระพักตร์และอากัปกิริยาของหัวม้าบ่งบอกถึงความเคลื่อนไหวที่อยู่ภายใน สภาวะทางจิตและอารมณ์ที่แปรปรวนอยู่ภายในประดุจดังคลื่นใต้น้ำซึ่งโหมกระหน่ำ การนำเสนอภาพวีรกษัตริย์ของไทยในลักษณะนี้เผยให้เห็นแนวคิดในการสร้างงานของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่แตกต่างจากของ Donatello แต่คล้ายคลึงกับของ Verrocchio อย่างชัดเจน**

*Verrocchio ต้องการเน้นให้เห็นอารมณ์อันแปรปรวนที่ซ่อนอยู่ภายในของยอดขุนพล ซึ่งส่งผลกระทบต่อสรีระภายนอก จนก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวอันทรงพลังขึ้น แต่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ต้องการนำเสนอภาพมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่นอกจากจะเชี่ยวชาญในการยุทธ์แล้ว ยังมีพระปัญญาอันเฉียบแหลมและมีความสุขุมคัมภีรภาพเป็นอย่างยิ่งขัตติยมานะทำให้พระองค์ทรงข่มความรู้สึกที่อยู่ภายในมิให้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน แต่ความเป็นปุถุชนปรากฏให้เห็นได้จากกล้ามเนื้ออันเขม็งตึง สีหน้าและแววตาที่บ่งบอกถึงอารมณ์ซึ่งแปรปรวนอยู่ภายใน ลักษณะการนำเสนอเช่นนี้จึงทำพระรูปของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเต็มไปด้วยพลังแห่งการเคลื่อนไหวอันสงบนิ่ง สง่างาม น่าเกรงขาม ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจแห่งขัตติยะ และมีค่าควรแก่การสักการบูชา และนี่คือจิตวิญญาณแห่งตะวันออกในรูปแบบการสร้างงานแบบตะวันตกที่ประติมากรผู้ปราดเปรื่องนามว่า ศิลป์ พีระศรี ประจักษ์แจ้งแก่ใจเป็นอย่างดีในการวางแนวคิดในการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์แห่งนี้*

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเลือกรูปแบบการสร้างงานที่เหมือนจริงตามธรรมชาติและเน้นความงดงามที่สมบูรณ์แบบของโครงสร้างและสัดส่วนทางสรีระแบบอุดมคติคล้ายกับอนุสาวรีย์ Gattamelata ของ Donatello ซึ่งใช้หลักการสร้างงานเดียวกับการสร้างรูปอนุสาวรีย์ชนชั้นปกครองและจักรพรรดิของอาณาจักรโรมัน นั่นคือ เน้นความเหมือนจริงตามธรรมชาติและความงดงามของมนุษย์ตามแบบอุดมคติ ที่ว่าเหมือนจริงตามธรรมชาตินั้นคือ การปั้นร่างกายมนุษย์ให้ถูกต้องและเหมือนจริงตามหลักกายวิภาค ส่วนใบหน้าไม่เพียงต้องปั้นให้ดูเหมือนจริงเท่านั้น แต่ต้องแสดงลักษณะอันเป็นปัจเจกบุคคลออกมาด้วย ส่วนการเน้นความงามของมนุษย์ตามแบบอุดมคตินั้น จะเห็นได้จากการสร้างรูปทรงของมนุษย์และสัตว์ให้งดงามด้วยสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบและการจัดวางท่วงท่าและการเคลื่อนไหวอันสง่างาม นอกจากนั้นยังมักเลือกการนำเสนอภาพบุคคลนั้นในวัยหนุ่มสาวอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ Donatello จึงเลือกที่จะปั้นรูปเหมือนของGattamelata ในวัยแห่งความสำเร็จมากกว่าจะเป็นวัยในปั้นปลายแห่งชีวิต[5]

ในการออกแบบอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็เช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี พยายามที่จะหาแบบที่มีชีวิตในอุดมคติของท่านก่อน ไม่ว่าจะเป็นม้าทรงหรือพระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี วาดมโนภาพไว้ว่า พระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะต้องมีลักษณะไทยปนจีน แต่จะค่อนไปทางไทยมากกว่า สีพระพักตร์จะต้องบ่งบอกถึงความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว สุขุมคัมภีรภาพ และแสดงความปราดเปรื่องทั้งการยุทธ์และการปกครองเฉกเช่นมหาราชผู้เกรียงไกร และที่สำคัญที่สุดจะต้องอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ คือมีพระชันษาประมาณ 30 กว่าๆ ถึง 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการกอบกู้เอกราชและทำนุบำรุงบ้านเมือง ไม่ใช่อยู่ในวัยแห่งปลายพระชนมชีพคือประมาณ 48 ปี[6]ด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงเลือกแบบที่มีชีวิต 2 คน แทนคนๆ เดียว ซึ่งมีอายุไม่เกิน 40 ปี คือ ทวี นันทขว้าง และ จำรัส เกียรติก้อง ขณะนั้น ทวี นันทขว้าง อายุประมาณ 25 ปี ส่วนจำรัส เกียรติก้อง อายุประมาณ 34 ปี[7]

*อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอนุสาวรีย์ที่งดงามในทุกมุมมอง และตั้งอยู่ในสถานที่เหมาะสมที่สุด เพราะในอดีตผู้ที่อยู่บนถนนทุกสายที่มุ่งหน้าสู่วงเวียนใหญ่ จะสามารถมองเห็นพระบรมรูปที่สง่างามก่อนสิ่งอื่น แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ทัศนียภาพเช่นนี้จะไม่มีวันหวนกลับคืนมาให้เราได้ทัศนาอีกต่อไป เพราะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางผังเมือง ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอนุสาวรีย์แห่งนี้แม้แต่น้อย จึงปล่อยให้มีการสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างที่น่าเกลียดรอบวงเวียนใหญ่จนบดบังและทำลายทัศนียภาพอันงดงามแต่ดั้งเดิมของอนุสาวรีย์นี้ไปเกือบสิ้น นับเป็นการไร้ซึ่งความกตัญญูกตเวทิตาต่อมหาราชผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ของไทยอย่างไม่น่าให้อภัย*

ความงดงามทุกมุมมองของอนุสาวรีย์แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะอยู่ที่การออกแบบทางโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบและลงตัวด้วยการกำหนดสัดส่วนอันงดงามที่สอดประสานกันอย่างได้จังหวะและกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างม้าทรงและพระรูปแล้ว ยังอยู่ที่ความงดงามของเส้นในแนวตั้งและเส้นในแนวเฉียงซึ่งเกิดขึ้นจากความแยบยลในการกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวและท่าทางของม้าทรงและพระบรมรูปตามหลักการทางเรขาคณิต เส้นเหล่านี้นอกจากจะเป็นตัวเน้นพลังแห่งความเคลื่อนไหวแล้ว ยังเป็นตัวสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับตัวอนุสาวรีย์อีกด้วย

เส้นสมมุติเส้นแรกคือเส้นในแนวดิ่งที่เริ่มต้นที่ปลายหูของม้าลงมายังเท้าหน้า เส้นนี้เป็นเส้นตายที่เน้นความสงบนิ่งอันตึงเครียดและทรงพลัง เส้นสมมุติที่ 2 คือเส้นในแนวเฉียงที่เริ่มต้นจากปลายหูของม้าไปยังปลายหาง เส้นนี้จะเป็นเส้นที่ก่อให้ให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าราวกับการขับเคลื่อนอันทรงพลังของลูกธนูที่พุ่งแหวกอากาศไปสู่เป้าหมาย เส้นสมมุติที่ 3 เป็นเส้นในแนวดิ่งซึ่งวิ่งไปในแนวเฉียงจากปลายพระแสงดาบลงมายังเท้าหลังที่เหยียดเอนไปข้างหน้าของม้า เส้นนี้เป็นเส้นที่นอกจากจะเน้นความสูงสง่าของอนุสาวรีย์แล้วยังเป็นเส้นที่สร้างพลังและความสมบูรณ์แบบให้กับเนื้อหาอีกด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ ในวินาทีที่วีรกษัตริย์ทรงมีพระบัญชาให้กองทัพของพระองค์เข้าประจัญบาน

การออกแบบอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชนับได้ว่าลงตัวที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดจนไม่อาจแยกส่วนใดส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์นี้ออกจากกันได้ เพราะหากแม้ตัดส่วนใดส่วนหนึ่งออกก็เท่ากับว่าเป็นการทำลายเอกภาพและความสมบูรณ์แบบของอนุสาวรีย์นี้ลง ด้วยเหตุนี้จึงนับเป็นครั้งแรกที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ลุกขึ้นปกป้องผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ของท่านด้วยการเขียนบทความในหัวข้อ ลักษณะม้าทรงของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากที่มีการวิจารณ์เกี่ยวกับหางม้าทรงอย่างรุนแรงจากผู้ที่หลงผิดคิดว่าตนเป็นผู้รู้จริงเกี่ยวกับศิลปะ ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นหารู้ไม่ว่าศิลปะคืออะไร”

ด้วยมุมมองข้างต้น รศ.ดร. กฤษณา หงษ์อุเทน จึงสรุปไว้ว่า จุดมุ่งหมายและเจตนารมณ์ในการนำเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สะท้อนให้เห็นความปราดเปรื่องทางปัญญา ความแม่นยำในการคำนวณโครงสร้างของประติมากรรม ตลอดจนความล้ำเลิศและแยบยลในการสร้างสรรค์ศิลปะของประติมากรผู้นี้ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า

“ดังนั้น ผลงานชิ้นนี้จึงนับเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งนับเป็นดอกผลของศิลปะเรอเนสซองซ์ของอิตาลีในสยามประเทศอย่างแท้จริง”

 

 เชิงอรรถ

[1] อ้างจาก พิษณุ ศุภ. บทวิพากษ์ศิลปกรรมของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, ใน วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับ 100 ปี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี. ปีที่ 12 ฉบับพิเศษ 2535, น. 127.

[2] นอกจากอนุสาวรีย์ทั้ง 2 แห่งนี้แล้ว ยังมีงานอนุสาวรีย์อีกหลายแห่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างผิดเจตนารมณ์ของประติมากร เช่น การออกแบบสร้างอนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์และอนุสาวรีย์พระมหาธีรราชเจ้า ที่ น. ณ ปากน้ำ ได้เขียนเล่าเอาไว้ดังนี้

ข้าพเจ้าเคยได้เห็นภาพสเก็ตช์ของอนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์ ท่าทางที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ประทับนั่งบนพระราชอาสน์ก็สวยงามสง่ามาก คือเอนพระอังสาเล็กน้อย พระบาทวางเหลื่อมกัน โดยพระบาทข้างที่พระอังสายื่นออกมานั้นอยู่เบื้องนอก พระพักตร์เชิดอย่างสง่า ท่าแบบนี้เป็นท่าที่จัดไว้อย่างสวยงามมีชีวิตชีวา ไม่ดูประทับนั่งเฉยๆ อย่างที่เห็นปัจจุบัน ข้อนี้ข้าพเจ้ารู้ความจริงภายหลังว่าคณะกรรมการได้ติชม แก้ไขพระบรมรูปให้เป็นท่าทางปัจจุบันนี้เอง เพราะเหตุนี้จึงออกเป็นเรื่องขมขื่นของท่านปฏิมากรเอกมิใช่น้อย ด้วยคณะกรรมการมิได้เล็งเห็นความงามในแง่ศิลป…

…อนุสาวรีย์พระมหาธีรราชเจ้าทั้งรูปสเก็ตช์และรูปขยายเท่าตัวจริง ซึ่งข้าพเจ้าเคยเห็นตั้งไว้ในมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นทรงสวมฉลองพระองค์ชุดจอมทัพเสือป่า พระหัตถ์เบื้องขวาหนีบพระมาลาทรงสูงอันประดับด้วยขนนก ทรงประทับยืนพักพระบาทข้างหนึ่ง นับว่าเป็นภาพอันสง่างามมิใช่น้อย ครั้งหนึ่งเมื่อได้ยืนต่อหน้ารูปปั้นขนาดเท่าองค์จริงชิ้นนั้น ข้าพเจ้าเรียนถามท่านศาสตราจารย์ว่า ท่านอาจารย์ครับ ทำไมถึงไม่ปั้นตามนี้ ผมว่าจะสง่ากว่ารูปจริงซึ่งสวมหมวก ดูแล้วเฉยๆ ชอบกล ท่านยักไหล่ แล้วสั่นหัวอย่างท้อแท้ตอบว่า เขาไม่เอา จะให้ฉันทำอย่างไร เขาบอกว่าท่านยืนตากแดดร้อนถ้าไม่สวมหมวก น. ณ ปากน้ำ. ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี, ใน วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับ ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี. น. 107 และ 108.

แสงอรุณ รัตกสิกร กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ดังนี้ พระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ที่หน้าสวนลุมพินี ดูจะเป็นรูปสุดท้ายที่สร้างขึ้นเพื่อความเหมือนจริงตามรูปถ่าย ไม่ได้แสดงความพยายามที่จะถอดความเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ หรือความสามารถของรัชกาลที่ 6 ในฐานะผู้บุกเบิกทางงานด้านวรรณกรรมแต่อย่างไร อนุสาวรีย์แห่งนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่แสนจะโดดเดี่ยว อ้างว้าง แกมทรมาน พระบรมรูปที่ตั้งอยู่บนฐานรูปชะลูดและแคบๆ นั้น อ้างจาก พิษณุ ศุภ. อ้างแล้ว. น. 122.

ข้อความดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้วิจารณ์ไม่ได้ค้นคว้าข้อมูลในการเขียนและหาได้มีความรู้เกี่ยวกับศิลปะไม่ แต่กลับกล้าเขียนแสดงความคิดให้ผู้อื่นเห็นผิดตามอย่างไม่น่าให้อภัย ข้อมูลที่ผิดพลาดคือ ประติมากรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้โดยอาศัยต้นแบบสำหรับปั้นพระบรมรูปของรัชกาลที่ 6 ที่ปัจจุบันประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไม่ใช่อาศัยแบบจากภาพถ่าย ที่สำคัญ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จฯ มาประทับนั่งเป็นแบบให้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ปั้นด้วยพระองค์เอง หลักฐานของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ คือ พระบรมรูปเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ที่ไม่เพียงแต่เหมือนจริงอย่างมีชีวิตชีวาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบุคลิกภาพของมหาราชผู้เป็นปราชญ์และกวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์อีกด้วย พระนลาฏที่เปิดกว้างและนูนได้รูป เผยให้เห็นความเป็นผู้ทรงปัญญา ดวงเนตรฉายแววอันมุ่งมั่น สุขุม เยือกเย็น และเมตตากรุณา สำหรับฐานที่แคบและสูงของอนุสาวรีย์นั้นประติมากรจงใจออกแบบเพื่อให้พระบรมรูปที่มีขนาดใหญ่ประมาณ 3 เท่าของคนจริง สูงเด่นเป็นสง่าหน้าลุมพินีสถานของพระองค์ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ประติมากรเอกทั่วโลกใช้ในการออกแบบฐานอนุสาวรีย์ของตน ดังจะเห็นได้จากอนุสาวรีย์ Gattamelata ของ Donatello และ อนุสาวรีย์ Colleoni ของ Vcrrocchio เป็นต้น

[3] ศิลป์ พีระศรี. ลักษณะม้าทรงของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, ใน วารสารศิลปากร. ปีที่ 8 เล่มที่ 4 (กันยายน 2497), น. 63-64.

[4] ศิลป์ พีระศรี. อ้างแล้ว. น. 50-53.

[5] Gattamelata เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1443 ขณะที่มีอายุได้ประมาณ 73 ปี ถึงแม้ว่า Donatello จะไม่มีโอกาสเห็นเขาในช่วงระยะเวลานี้เลย เพราะ Donatello ได้ย้ายถิ่นฐานมาสร้างงานศิลปะที่เมือง Padua ภายหลังจากที่ Gattamelata ได้สิ้นชีวิตลงแล้วก็ตาม แต่ Donatello อาจเคยเห็นหรือเคยพบปะกับ Gattamelata ในขณะที่เขายังอยู่ในวัยแห่งความสำเร็จมาก่อนก็เป็นได้ เพราะระหว่างปี ค.ศ. 1409-27 Gattamelata เคยรับราชการในกองทหารรับจ้างให้กับสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ ซึ่งถูกรุกรานจากสาธารณรัฐอื่นๆ เช่น การรุกรานของ Ladislas แห่งเนเปิลส์ ซึ่งยกกองทัพมาล้อมเมืองฟลอเรนซ์ บ้านเกิดของ Donatello เมื่อปี ค.ศ. 1414 หรือในปี ค.ศ. 1420 เมื่อ Braccio da Montone ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ Gattamelata ได้นำกองทหาร 400 นาย เคลื่อนพลเข้าสู่เมืองฟลอเรนซ์ หรือระหว่างปี ค.ศ. 1427-34 ซึ่ง Gattamelata รับราชการทหารให้กับสันตะปาปา Marcellus V และสันตะปาปา Eugene IV ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Donatello เข้ามาทำงานศิลปะในกรุงโรมเช่นเดียวกัน (ประมาณต้นทศวรรษที่ 30)

[6] พ.ศ. 2310 พระยาตาก (สิน) (33 ปี) ได้ตีฝ่ากองทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาไปรวบรวมพลที่เมืองจันทบูร จากนั้นจึงยกทัพจากเมืองจันทบูรพร้อมเรือรบ ๑๐๐ กว่าลำและกำลังทหารอีกประมาณ 5,000 คน โดยใช้ยุทธวิธีการรบแบบสายฟ้าแลบตีเมืองธนบุรี ที่พม่าให้นายทองอิน คนไทยขายชาติ เป็นผู้ดูแล ประมาณครึ่งวันทัพไทยกู้ชาติสามารถยึดกรุงธนบุรีได้สำเร็จ จากนั้นกองทัพของพระยาตากสินจึงเร่งยกกองทัพเรือมุ่งสู่อยุธยา และเข้าประชิดค่ายพม่าด้านวัดกลางเพื่อเตรียมวางแผนเข้าตีค่ายพม่า ในเวลาเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ราวเที่ยงวันของวันเสาร์ เดือน 12 ขึ้น 11 ค่ำ ปีกุน นพศก จุลศักราช 1129 ซึ่งตรงกับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 กองทัพไทยสามารถยกพลเข้าตีหักค่ายโพธิ์สามต้นจนทัพพม่าและมอญแตกพ่าย และสามารถกอบกู้เอกราชของบ้านเมืองกลับคืนมาให้แก่ปวงชนชาวไทยได้สำเร็จ หลังจากต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าได้ 7 เดือน โดยใช้เวลาเพียง 2 วัน และ 2 คืน เท่านั้น (นับตั้งแต่วันที่กองทัพของพระยาตากสินยกทัพมาถึงปากน้ำสมุทรปราการ) วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2313 พระยาตาก (สิน) (36 ปี) ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หรือ สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ ในปีเดียวกันนี้ทรงปราบปรามหัวเมืองที่ตั้งตนเป็นอิสระได้หมดแล้วรวบรวมเมืองไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้อีกครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงถูกปลงพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะมีพระชนมายุได้ 48 พรรษา การฟื้นฟูบ้านเมืองที่พินาศย่อยยับให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงอีกครั้ง รวมทั้งการกอบกู้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศและสภาพจิตใจของราษฎรที่บอบช้ำยับเยินจากมหันตภัยสงคราม เป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่และหนักยิ่งที่วีรกษัตริย์พระองค์นี้ทรงเร่งกระทำก่อนสิ่งอื่น และได้ทรงกระทำตลอดเกือบ 15 ปีแห่งการครองราชย์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงไม่มีการก่อสร้างปราสาทราชวังที่ใหญ่โตหรูหราสมพระเกียรติเลย นอกจากป้อมปราการ ค่ายคู และหอรบเท่านั้น เพราะพระองค์หาได้ใส่ใจต่อการดำรงพระชนมชีพเยี่ยงขัตติยราชาไม่

ดังจะเห็นหลักฐานจากพระตำหนักเก๋งคู่ที่เล็กและคับแคบอันเป็นที่ประทับ และท้องพระโรงที่เรียบง่ายไร้การตกแต่งประดับประดาสำหรับว่าราชการในพระราชวังเดิม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตของกองทัพเรือ น้ำพระทัยอันประเสริฐสุดของมหาราชพระองค์นี้ สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดจากบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ความว่า ครั้งนั้นยังหาผู้จะทำนามิได้ อาหารกันดาร ข้าวสาร สำเภาขายถังละ 3 บาทบ้าง ถังละตำลึงหนึ่งบ้าง ถังละ 5 บาทบ้าง ยังทรงพระกรุณาด้วยปรีชาญาณอุตส่าห์เลี้ยงสัตว์โลกทั้งปวง พระราชทานชีวิตให้คงคืนไว้ได้และพระราชทานวัตถาลังกาภรณ์ เสื้อผ้าเงินตรา จะนับประมาณมิได้ จนทุกข์พระทัยออกพระโอษฐว่า บุคคลผู้ใดเป็นอาทิ คือเทวดาบุคคลผู้มีฤทธิ์ มาประสิทธิ์ มากระทำให้ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้นผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้

[7] ทวี นันทขว้าง เล่าเกี่ยวกับเรื่องการหาแบบสำหรับปั้นพระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กล่าวว่า ฉันนึกดูแล้วว่า หน้าตาพระเจ้าตากสินจะต้องเหมือนนายกับนายจำรัสบวกกัน ฉันว่าอย่างนั้น นายต้องมาเป็นแบบให้ฉัน นิพนธ์ ขำวิไล (บรรณาธิการ). อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ, 2542, น. 141. สนั่น ศิลากร เล่าเกี่ยวกับการหาม้าสำหรับมาเป็นแบบปั้นม้าทรงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า ขั้นตอนของการสร้างของท่านก็คือสเก็ตช์รูปปั้นของพระเจ้าตากทรงม้าด้วยขนาด 3 ใน 4 ของคนจริงและม้าจริงก่อน ปั้นให้มีทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ท่าทาง เครื่องทรง อารมณ์ และความหมายของเรื่อง งานช่วงนี้ท่านต้องคิดต้องค้นตามประวัติศาสตร์ เป็นงานหนักทางสมองมาก เช่น ม้าทรงเป็นม้าพันธุ์ไทย ท่านต้องให้กรมศิลปากรทำหนังสือถึงกรมสัตวแพทย์ทหารบก (ถ้าผมจำไม่ผิด) ตั้งอยู่ที่ข้างๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ…ในที่สุดขอดูม้าเป็นแบบปั้นได้ที่กรมทหารม้ารักษาพระองค์ บางซื่อ มีม้าไทยหลายตัวที่อาจารย์พอใจ ทางกรมทหารม้านี้ให้ยืมม้าพร้อมกับพลประจำมาอยู่ที่โรงหล่อของกรมหลายวัน เพื่อให้ท่านสเก็ตช์ส่วนสัด และส่วนละเอียดของกระดูก กล้ามเนื้อ เสร็จแล้วจึงส่งคืน เพิ่งอ้าง, น. 48-49.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มีนาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...