'Ghost Lab' จากเรื่องของ 'ความเชื่อ' ถึงหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุด
‘Ghost Lab’ จากเรื่องของ ‘ความเชื่อ’ ถึงหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุด
เรียกได้ว่าแค่ปล่อยภาพยนตร์ตัวอย่างออกมาก็ได้รับความสนใจไม่น้อย สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี ที่เข้าฉายทางใน Netflix ในวันที่ 26 พ.ค. กับเรื่องราวของหมอหนุ่ม 2 คนที่ทำการทดลองถึงเรื่องราวของ ‘ผี’ และยังได้หนุ่มฮอตจากค่ายนาวดาว บางกอก อย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร และ ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต มาแสดงนำ
โดยไอซ์ ได้เริ่มต้นเล่าถึงบท หมอกล้า ให้ฟังว่า “หมอกล้าเป็นคนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เป็นคนแบบมุทะลุที่เวลาเชื่ออะไรแล้วเขาก็จะไปแบบสุดๆ เป็นคนทำอะไรแล้วต้องไปให้สุดตลอด ”
รวมถึงสุดในความเชื่อที่ว่าผีหรือโลกหลังความตายมันมีอยู่จริง จนเกิดเป็นเรื่องราวมากมายในเรื่องนี้
ซึ่ง ไอซ์ พาริส ก็ว่าตอนได้เล่นบทกล้าครั้งแรก เมื่อครั้งไปแคสติ้งนั้นรู้สึกสนุกมาก เพราะทั้งตัวเองและกล้าก็มีจุดที่เหมือนๆ กันอยู่
“ด้วยความที่เราเป็นคนเอนเนอร์จี้เยอะ เป็นคนไฮเปอร์ร์พอสมควร คาแรคเตอร์แบบนี้ผมรู้สึกว่ามันสนุกในการที่เราจะได้ปลดปล่อยพลังของเราที่เรามีอยู่”
ด้าน ต่อ ธนภพ พูดถึงบท หมอวี หนุ่มหล่อสายเนิร์ด ว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับหมอกล้า
“หมอวีเป็นคนที่ใช้ความคิดเป็นหลักใช้หลักเหตุผลในการใช้ชีวิต เป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกของตัวเอง”
“จะมีแค่กล้าที่เป็นเพื่อนสนิทที่รู้สึกว่าวียอมเปิดให้กับกล้าคนเดียว”
กับบท ‘หมอวี’ นั้นต่อบอกว่า โดยส่วนตัวเขาให้เป็น ‘ท็อป 3 ของบทบาทที่ชื่นชอบและเปลืองพลังงานในการเล่นที่สุด’ โดยอีก 2 บทบาทในโหมดความรู้สึกเดียวกันนี้คือบท พี่ยิม จากซีรีส์ ‘Side by Side พี่น้องลูกขนไก่’ และ เฮียอี้ จากละคร ‘เลือดข้นคนจาง’
ทั้งยังบอกว่า “เดี๋ยวทุกคนจะได้เห็นในตัวหนัง ว่าผมชอบชั้นเชิงของตัวละครตัวนี้ยังไง ชั้นเชิงที่มันได้ถ่ายทอดและเลเยอร์ของมัน ความหลายชั้น”
“รวมถึงจุดที่มันเติบโตไปในบางทิศทาง ผมรู้สึกว่าคนๆ นี้น่าสนใจ”
ขณะเดียวกันก็ยังเป็นความยาก
“เพราะว่าเขาไม่เหมือนกับตัวจริงเราเลย”
“ก็ต้องทำการบ้านหนัก จะมีสัญลักษณ์หลายๆ อย่างที่ผมใส่เข้ามาในตัวละครนี้”
“แต่ส่วนที่ผมรู้สึกยากที่สุดก็คือนักแสดงอย่างเราเวลาทำคาแรคเตอร์มา สมมุติว่าเรารู้สึกว่าเราชอบแล้ว เดี๋ยวจะเอาแบบนี้ไปเล่น สิ่งที่ยากตอนที่ถ่ายจริง พอเข้ามาอยู่ในกล้อง มันพอดีหรือยัง มันโอเคหรือยัง มันตรงความหมายในสิ่งที่เราพยายามจะถ่ายทอดไหม”
ทางด้านของ ไอซ์ พาริส เขาก็ว่าความไกลตัวของบทบาทนี้ ไม่ว่าจะด้านอาชีพ หรืออายุก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก
“หมอกล้าเป็นคนที่แสดงออกมากๆ แล้วเป็นคนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ไม่ค่อยกลัว อยากเจอด้วยซ้ำ”
และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้ ไอซ์ ต้องไปเจอกับฉากล่าท้าผี ที่เจ้าตัวบอกว่าจะไม่มีวันลืม
“จะมีฉากเหมือนออกไปทดลองไปหาคำตอบเรื่องโลกหลังความตายด้วยตัวเอง เป็นฉากที่ต้องเดินเข้าไปในป่า ไปอยู่ในบ้านร้าง เข้าไปถ่ายวิดีโอ”
ซึ่งในการถ่ายทำฉากอื่นๆตามปกติ ไอซ์บอกว่านอกจากจะมีนักแสดงร่วมที่อยู่ในฉากเดียวกันแล้ว ก็จะมีผู้กำกับ ตากล้อง และทีมงานอีกมากมาย แต่คราวนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น
“ครั้งนี้เราจะต้องติดกล้องตัวเล็กๆ ไว้กับตัว แล้วถือไฟฉาย แล้วพี่กอล์ฟ (ปวีณ ภูริจิตปัญญา) ผู้กำกับ ก็บอก ‘นี่ไงเสร็จแล้ว เดินลงไปเลย ไปเลยคนเดียว เก็บมาเยอะๆ นะ’ ผมก็ หะ! แต่ก็ต้องเดินลงไป”
“แล้วผมกลัวผีจริงๆ เป็นคนชอบจินตนาการอะไรในความมืด”
พอต้องเข้าฉากนี้ ก็คิดดูแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร
“เป็นประสบการณ์ที่จำไม่ลืมครับ ว่ามันน่ากลัวมาก”
อย่างไรก็ตามในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีอีกหนึ่งความท้าทายก็คือการเล่นกับกรีนสกรีน หรือฉากเขียวที่ใช้ถ่ายทำเพื่อไปตัดต่อกับซีจี ที่ต่อบอกว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ไม่ได้มีบ่อยๆ
“ผมสนุกมากเวลามันเป็นกรีนสกรีนก็คือนอกจากจินตนาการที่เราเชื่อแล้วเราจะต้องจินตนาการสู้กับคนทำซีจีด้วย”
ก่อนจะขยายความว่า “คือมันต้องทั้งเดาใจ กะจังหวะ หรืออะไรต่างๆ เวลาเราสร้างอะไรขึ้นมาในหัวเราแล้ว คือมันก็ควรจะเป็นภาพนั้นเป๊ะๆ นะเพราะมันคือการไม่มีอยู่แล้วมันก็มาร์คจุดเอาว่าจุดนี้คืออะไรยังไง แล้วเราก็ได้ลุ้นตอนเห็นหนังจริงด้วยว่า เฮ้ย ! ตอนนั้นในหัวเราเป็นอย่างนี้ ตอนของจริงมันประมาณไหน”
ไอซ์ที่ฟังอยู่ก็ออกปากยอมรับว่าเห็นด้วย กับการได้ลุ้นว่าของจริงเสร็จสมบูรณ์แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร
“คือผมเชื่อว่าผมก็มีภาพหนึ่งภาพ แต่ตอนออกมามันไม่รู้ว่ามันจะเหมือนอย่างนั้นได้จริงๆหรือเปล่า ก็รอลุ้นอยู่เหมือนกัน”
“ผมสนุกนะคือตอนแรกผมคิดว่ามันจะยาก เราได้ยินมาว่าเจอกรีนสกรีนนะเราต้องคิดเองทำเองทุกอย่างมันไม่มีอะไรให้เลยมันจะยากหรือเปล่า”
ซึ่งวิธีแก้ของไอซ์ นั้นเจ้าตัวก็เล่าพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมก็คิดภาพว่าเหมือนเราเป็นอเวนเจอร์อ่ะ บิ้วตัวเองให้กำลังใจตัวเองว่าเราทำงานฟีลเป็นแบบอเวนเจอร์ เลยรู้สึกดีขึ้นครับ”
ทั้งนี้เมื่อถามถึงการเป็นผู้ถ่ายทอดตัวละคร ทั้งกล้า และ วี ทั้งคู่มีความคิดเห็นยังไงกับการกระทำของพวกเขาบ้าง
“เข้าใจครับและผมก็ยังจะรักเขาอยู่ดี” ต่อ ธนภพว่า
“สำหรับผมนะเพราะผมรู้สึกว่าตัวละครทุกตัวตั้งแต่เคยเล่นมากล้าพูดได้เลยว่าไม่มีตัวละครตัวไหนที่ผมไม่รักและไม่เข้าใจไม่มี ต่อให้การกระทำนั้นจะแบบดีไม่ดี บวกลบอะไรก็ตาม”
ด้วยสาเหตุที่ว่าในฐานะที่เป็นคนพาตัวละครนั้นๆ ออกมา ถ้าคนเล่นยังไม่รัก “คนอื่นรักตัวละครนี้ไม่ได้หรอก”
เลยทำให้รู้สึกว่าเป็นคำว่าเราพร้อมจะเข้าใจคนคนนี้
“ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะเข้าใจง่ายหรือยากไม่เป็นไร ถ้ามันยากมากเดี๋ยวหาเหตุผลให้อะไรแบบนี้เพราะผมเชื่อว่าทุกคนมันไม่มีใครทำดีได้ตลอดเวลาทุกคนมันต้องมีเวลาที่เราทำเลวของมันบ้างแหละแต่มันจะเลวหรือไม่เลวมันก็อยู่ที่เหตุผลของแต่ละคนซึ่งบางคนที่โดนมองว่าเลวก็อาจจะเพราะว่าในมุมมองของครที่เห็นไม่ได้ถูกจริตเขาหรืออะไรก็ตามผมว่ามันได้หมดครับ หนังเรื่องนี้คนดีทั้งเรื่องครับ ทุกคนเลยมีแต่คนดี”
“ต้องให้ทุกคนดูให้จบครับผมเชื่อว่ายังไงทุกคนก็ต้องรัก ถ้าดูถึงตอนจบแล้วนะ”ไอซ์กล่าว
ความเชื่อสุดโต่งของ ‘ต่อ-ไอซ์’
ในภาพยนตร์เรื่อง Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี นั้น หมอวีและหมอกล้าล้วนแล้วแต่มีความเชื่อ ส่วนเมื่ออยู่นอกจอ ต่อกับไอซ์บอกว่าเขาเองก็มีความเชื่อในแบบของเขาด้วยเช่นกัน
ไอซ์ พาริส-“ของผมมันเรียกว่ากฎแรงดึงดูดครับ”
ซึ่งเป็นหนึ่งทฤษฎีที่เจ้าตัวบอกว่าเชื่อสุดใจว่ามันมีอยู่จริง และไม่ใช่เพียงแค่ไอซ์เท่านั้น แต่คนในครอบครัวก็เชื่อว่ามีอยู่จริง
“คือผมรู้สึกว่าตอนนี้ที่บ้านผมแทบจะเปลี่ยนเป็นศาสนานี้แล้วมั้งเหมือนศาสนาแห่งกฎแรงดึงดูด”
“เป็นฟีลความเชื่อที่แบบถ้าในหัวสมองเราเชื่อว่าเราทำอะไรได้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เชื่อว่าเราเป็นไขหรือเชื่ออะไรก็ตามมันจะทำให้เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้”
ต่อ ธนภพ-“ผมเชื่อเรื่องการตอบแทนพ่อแม่”
“อันนี้เป็นสิ่งที่เชื่อมากๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่พร้อมจะเถียงทุกคนหมายถึงว่าผมเชื่อไปถึงเบอร์ที่เวลาที่เราอาจจะได้ยินว่าบางครั้งไม่มีเวลาไปไหว้พระมันยังโอเคถ้าเรายังได้ทำอะไรให้พ่อแม่อารมณ์นั้นนะครับฟีลแบบความพระในบ้านน่ะคือผมเป็นคนเชื่อในสิ่งนี้”
ซึ่งต่อยังว่า พ่อและแม่ นั้นยกให้เป็น 2 คนในชีวิตที่อยากได้อะไรขอเพียงแค่บอกออกมา ไม่ว่าจะยากหรือช้าเร็วแค่ไหน ก็จะพยายามหามาให้ให้ได้
“ผมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะหามาให้ซึ่งมันก็เป็นพลังที่ผมทำงานหนักอยู่ในทุกวันนี้นะเพราะผมรู้สึกว่าผมอยากดูแลเขาต่อจากนี้ให้ดี”
“ผมมีกฎเหล็กของตัวเองคือผมจะเริ่มมีชีวิตของตัวเองก็ต่อเมื่อผมรู้สึกว่าผมให้พ่อกับแม่มากพอ คือผมรู้สึกว่าชีวิตพ่อกับแม่ผมต้องดีจนแบบผมรู้สึกว่าโอเคแล้ว”
“ซึ่งถ้าวันนี้ผมยังไม่มีชีวิตของตัวเองนั่นแปลว่ามันยังไม่ถึงแค่นั้นเอง”