โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'Ghost Lab' จากเรื่องของ 'ความเชื่อ' ถึงหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 พ.ค. 2564 เวลา 12.57 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 00.35 น.

‘Ghost Lab’ จากเรื่องของ ‘ความเชื่อ’ ถึงหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุด

เรียกได้ว่าแค่ปล่อยภาพยนตร์ตัวอย่างออกมาก็ได้รับความสนใจไม่น้อย สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี ที่เข้าฉายทางใน Netflix ในวันที่ 26 พ.ค. กับเรื่องราวของหมอหนุ่ม 2 คนที่ทำการทดลองถึงเรื่องราวของ ‘ผี’ และยังได้หนุ่มฮอตจากค่ายนาวดาว บางกอก อย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร และ ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต มาแสดงนำ

โดยไอซ์ ได้เริ่มต้นเล่าถึงบท หมอกล้า ให้ฟังว่า “หมอกล้าเป็นคนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เป็นคนแบบมุทะลุที่เวลาเชื่ออะไรแล้วเขาก็จะไปแบบสุดๆ เป็นคนทำอะไรแล้วต้องไปให้สุดตลอด ”

รวมถึงสุดในความเชื่อที่ว่าผีหรือโลกหลังความตายมันมีอยู่จริง จนเกิดเป็นเรื่องราวมากมายในเรื่องนี้

ซึ่ง ไอซ์ พาริส ก็ว่าตอนได้เล่นบทกล้าครั้งแรก เมื่อครั้งไปแคสติ้งนั้นรู้สึกสนุกมาก เพราะทั้งตัวเองและกล้าก็มีจุดที่เหมือนๆ กันอยู่

“ด้วยความที่เราเป็นคนเอนเนอร์จี้เยอะ เป็นคนไฮเปอร์ร์พอสมควร คาแรคเตอร์แบบนี้ผมรู้สึกว่ามันสนุกในการที่เราจะได้ปลดปล่อยพลังของเราที่เรามีอยู่”

ด้าน ต่อ ธนภพ พูดถึงบท หมอวี หนุ่มหล่อสายเนิร์ด ว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับหมอกล้า

“หมอวีเป็นคนที่ใช้ความคิดเป็นหลักใช้หลักเหตุผลในการใช้ชีวิต เป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกของตัวเอง”

“จะมีแค่กล้าที่เป็นเพื่อนสนิทที่รู้สึกว่าวียอมเปิดให้กับกล้าคนเดียว”

กับบท ‘หมอวี’ นั้นต่อบอกว่า โดยส่วนตัวเขาให้เป็น ‘ท็อป 3 ของบทบาทที่ชื่นชอบและเปลืองพลังงานในการเล่นที่สุด’ โดยอีก 2 บทบาทในโหมดความรู้สึกเดียวกันนี้คือบท พี่ยิม จากซีรีส์ ‘Side by Side พี่น้องลูกขนไก่’ และ เฮียอี้ จากละคร ‘เลือดข้นคนจาง’

ทั้งยังบอกว่า “เดี๋ยวทุกคนจะได้เห็นในตัวหนัง ว่าผมชอบชั้นเชิงของตัวละครตัวนี้ยังไง ชั้นเชิงที่มันได้ถ่ายทอดและเลเยอร์ของมัน ความหลายชั้น”

“รวมถึงจุดที่มันเติบโตไปในบางทิศทาง ผมรู้สึกว่าคนๆ นี้น่าสนใจ”

ขณะเดียวกันก็ยังเป็นความยาก

“เพราะว่าเขาไม่เหมือนกับตัวจริงเราเลย”

“ก็ต้องทำการบ้านหนัก จะมีสัญลักษณ์หลายๆ อย่างที่ผมใส่เข้ามาในตัวละครนี้”

“แต่ส่วนที่ผมรู้สึกยากที่สุดก็คือนักแสดงอย่างเราเวลาทำคาแรคเตอร์มา สมมุติว่าเรารู้สึกว่าเราชอบแล้ว เดี๋ยวจะเอาแบบนี้ไปเล่น สิ่งที่ยากตอนที่ถ่ายจริง พอเข้ามาอยู่ในกล้อง มันพอดีหรือยัง มันโอเคหรือยัง มันตรงความหมายในสิ่งที่เราพยายามจะถ่ายทอดไหม”

ทางด้านของ ไอซ์ พาริส เขาก็ว่าความไกลตัวของบทบาทนี้ ไม่ว่าจะด้านอาชีพ หรืออายุก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก

“หมอกล้าเป็นคนที่แสดงออกมากๆ แล้วเป็นคนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ไม่ค่อยกลัว อยากเจอด้วยซ้ำ”

และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้ ไอซ์ ต้องไปเจอกับฉากล่าท้าผี ที่เจ้าตัวบอกว่าจะไม่มีวันลืม

“จะมีฉากเหมือนออกไปทดลองไปหาคำตอบเรื่องโลกหลังความตายด้วยตัวเอง เป็นฉากที่ต้องเดินเข้าไปในป่า ไปอยู่ในบ้านร้าง เข้าไปถ่ายวิดีโอ”

ซึ่งในการถ่ายทำฉากอื่นๆตามปกติ ไอซ์บอกว่านอกจากจะมีนักแสดงร่วมที่อยู่ในฉากเดียวกันแล้ว ก็จะมีผู้กำกับ ตากล้อง และทีมงานอีกมากมาย แต่คราวนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

“ครั้งนี้เราจะต้องติดกล้องตัวเล็กๆ ไว้กับตัว แล้วถือไฟฉาย แล้วพี่กอล์ฟ (ปวีณ ภูริจิตปัญญา) ผู้กำกับ ก็บอก ‘นี่ไงเสร็จแล้ว เดินลงไปเลย ไปเลยคนเดียว เก็บมาเยอะๆ นะ’ ผมก็ หะ! แต่ก็ต้องเดินลงไป”

“แล้วผมกลัวผีจริงๆ เป็นคนชอบจินตนาการอะไรในความมืด”

พอต้องเข้าฉากนี้ ก็คิดดูแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร

“เป็นประสบการณ์ที่จำไม่ลืมครับ ว่ามันน่ากลัวมาก”

อย่างไรก็ตามในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีอีกหนึ่งความท้าทายก็คือการเล่นกับกรีนสกรีน หรือฉากเขียวที่ใช้ถ่ายทำเพื่อไปตัดต่อกับซีจี ที่ต่อบอกว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ไม่ได้มีบ่อยๆ

“ผมสนุกมากเวลามันเป็นกรีนสกรีนก็คือนอกจากจินตนาการที่เราเชื่อแล้วเราจะต้องจินตนาการสู้กับคนทำซีจีด้วย”

ก่อนจะขยายความว่า “คือมันต้องทั้งเดาใจ กะจังหวะ หรืออะไรต่างๆ เวลาเราสร้างอะไรขึ้นมาในหัวเราแล้ว คือมันก็ควรจะเป็นภาพนั้นเป๊ะๆ นะเพราะมันคือการไม่มีอยู่แล้วมันก็มาร์คจุดเอาว่าจุดนี้คืออะไรยังไง แล้วเราก็ได้ลุ้นตอนเห็นหนังจริงด้วยว่า เฮ้ย ! ตอนนั้นในหัวเราเป็นอย่างนี้ ตอนของจริงมันประมาณไหน”

ไอซ์ที่ฟังอยู่ก็ออกปากยอมรับว่าเห็นด้วย กับการได้ลุ้นว่าของจริงเสร็จสมบูรณ์แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร

“คือผมเชื่อว่าผมก็มีภาพหนึ่งภาพ แต่ตอนออกมามันไม่รู้ว่ามันจะเหมือนอย่างนั้นได้จริงๆหรือเปล่า ก็รอลุ้นอยู่เหมือนกัน”

“ผมสนุกนะคือตอนแรกผมคิดว่ามันจะยาก เราได้ยินมาว่าเจอกรีนสกรีนนะเราต้องคิดเองทำเองทุกอย่างมันไม่มีอะไรให้เลยมันจะยากหรือเปล่า”

ซึ่งวิธีแก้ของไอซ์ นั้นเจ้าตัวก็เล่าพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมก็คิดภาพว่าเหมือนเราเป็นอเวนเจอร์อ่ะ บิ้วตัวเองให้กำลังใจตัวเองว่าเราทำงานฟีลเป็นแบบอเวนเจอร์ เลยรู้สึกดีขึ้นครับ”

ทั้งนี้เมื่อถามถึงการเป็นผู้ถ่ายทอดตัวละคร ทั้งกล้า และ วี ทั้งคู่มีความคิดเห็นยังไงกับการกระทำของพวกเขาบ้าง

“เข้าใจครับและผมก็ยังจะรักเขาอยู่ดี” ต่อ ธนภพว่า

“สำหรับผมนะเพราะผมรู้สึกว่าตัวละครทุกตัวตั้งแต่เคยเล่นมากล้าพูดได้เลยว่าไม่มีตัวละครตัวไหนที่ผมไม่รักและไม่เข้าใจไม่มี ต่อให้การกระทำนั้นจะแบบดีไม่ดี บวกลบอะไรก็ตาม”

ด้วยสาเหตุที่ว่าในฐานะที่เป็นคนพาตัวละครนั้นๆ ออกมา ถ้าคนเล่นยังไม่รัก “คนอื่นรักตัวละครนี้ไม่ได้หรอก”

เลยทำให้รู้สึกว่าเป็นคำว่าเราพร้อมจะเข้าใจคนคนนี้

“ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะเข้าใจง่ายหรือยากไม่เป็นไร ถ้ามันยากมากเดี๋ยวหาเหตุผลให้อะไรแบบนี้เพราะผมเชื่อว่าทุกคนมันไม่มีใครทำดีได้ตลอดเวลาทุกคนมันต้องมีเวลาที่เราทำเลวของมันบ้างแหละแต่มันจะเลวหรือไม่เลวมันก็อยู่ที่เหตุผลของแต่ละคนซึ่งบางคนที่โดนมองว่าเลวก็อาจจะเพราะว่าในมุมมองของครที่เห็นไม่ได้ถูกจริตเขาหรืออะไรก็ตามผมว่ามันได้หมดครับ หนังเรื่องนี้คนดีทั้งเรื่องครับ ทุกคนเลยมีแต่คนดี”

“ต้องให้ทุกคนดูให้จบครับผมเชื่อว่ายังไงทุกคนก็ต้องรัก ถ้าดูถึงตอนจบแล้วนะ”ไอซ์กล่าว

ความเชื่อสุดโต่งของ ‘ต่อ-ไอซ์’

ในภาพยนตร์เรื่อง Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี นั้น หมอวีและหมอกล้าล้วนแล้วแต่มีความเชื่อ ส่วนเมื่ออยู่นอกจอ ต่อกับไอซ์บอกว่าเขาเองก็มีความเชื่อในแบบของเขาด้วยเช่นกัน

ไอซ์ พาริส-“ของผมมันเรียกว่ากฎแรงดึงดูดครับ”

ซึ่งเป็นหนึ่งทฤษฎีที่เจ้าตัวบอกว่าเชื่อสุดใจว่ามันมีอยู่จริง และไม่ใช่เพียงแค่ไอซ์เท่านั้น แต่คนในครอบครัวก็เชื่อว่ามีอยู่จริง

“คือผมรู้สึกว่าตอนนี้ที่บ้านผมแทบจะเปลี่ยนเป็นศาสนานี้แล้วมั้งเหมือนศาสนาแห่งกฎแรงดึงดูด”

“เป็นฟีลความเชื่อที่แบบถ้าในหัวสมองเราเชื่อว่าเราทำอะไรได้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เชื่อว่าเราเป็นไขหรือเชื่ออะไรก็ตามมันจะทำให้เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้”

ต่อ ธนภพ-“ผมเชื่อเรื่องการตอบแทนพ่อแม่”

“อันนี้เป็นสิ่งที่เชื่อมากๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่พร้อมจะเถียงทุกคนหมายถึงว่าผมเชื่อไปถึงเบอร์ที่เวลาที่เราอาจจะได้ยินว่าบางครั้งไม่มีเวลาไปไหว้พระมันยังโอเคถ้าเรายังได้ทำอะไรให้พ่อแม่อารมณ์นั้นนะครับฟีลแบบความพระในบ้านน่ะคือผมเป็นคนเชื่อในสิ่งนี้”

ซึ่งต่อยังว่า พ่อและแม่ นั้นยกให้เป็น 2 คนในชีวิตที่อยากได้อะไรขอเพียงแค่บอกออกมา ไม่ว่าจะยากหรือช้าเร็วแค่ไหน ก็จะพยายามหามาให้ให้ได้

“ผมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะหามาให้ซึ่งมันก็เป็นพลังที่ผมทำงานหนักอยู่ในทุกวันนี้นะเพราะผมรู้สึกว่าผมอยากดูแลเขาต่อจากนี้ให้ดี”

“ผมมีกฎเหล็กของตัวเองคือผมจะเริ่มมีชีวิตของตัวเองก็ต่อเมื่อผมรู้สึกว่าผมให้พ่อกับแม่มากพอ คือผมรู้สึกว่าชีวิตพ่อกับแม่ผมต้องดีจนแบบผมรู้สึกว่าโอเคแล้ว”

“ซึ่งถ้าวันนี้ผมยังไม่มีชีวิตของตัวเองนั่นแปลว่ามันยังไม่ถึงแค่นั้นเอง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...