“มูลค่าเงินตามเวลา”…ทำไมเงินในแต่ละเวลามีค่าไม่เท่ากัน?
Wealthy Thai
อัพเดต 02 เม.ย. 2568 เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 11.51 น. • กัลยวีร์ โรจน์สุขพัฒนาเคยได้ยินกันไหมคะว่า “เงินในแต่ละช่วงเวลามีค่าไม่เท่ากัน” เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปค่าของเงินก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
“มูลค่าเงินตามเวลา” เป็นแนวความคิดที่บอกว่า เงินในวันนี้มีค่ามากกว่าเงินในอนาคต หากมีจำนวนเท่ากัน นั่นเป็นเพราะเราสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินในวันนี้ได้ สามารถนำเงินไปลงทุน เช่น หากเรานำเงิน 10,000 บาทไปฝากธนาคาร เมื่อครบปีเราก็จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มมาด้วย หากอัตราดอกเบี้ย 2% หมายความว่าเราจะได้รับเงินเพิ่มอีก 200 บาท กลายเป็น 10,200 บาท
“ถ้าให้เลือกระหว่างการได้รับเงินจากนายจ้างในวันนี้ 10,000 บาท กับการรอไปอีก 1 เดือน ก็ได้เงินเท่าเดิม คุณจะเลือกแบบไหน เชื่อได้เลยว่าไม่ว่าใครก็คงเลือกแบบแรก รับเงินในวันนี้เลย คุณสามารถนำเงินนี้ไปใช้จ่าย เป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ชำระหนี้สินต่างๆ หรือถ้าคุณทำธุรกิจ เป็นพ่อค้าแม่ค้า คุณสามารถนำเงิน 10,000 บาท นี้ไปซื้อวัตถุดิบ ซื้อของมาขายเพื่อทำกำไรได้ ถ้าเรารอไปอีก 1 เดือนเพื่อรับเงิน เราก็จะ ‘เสียโอกาสในการทำกำไร’ หรือมี ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost)’ นั่นเอง”
แต่ถ้านายจ้างบอกว่าจะจ่ายให้คุณ 10,200 บาท หากคุณรอได้ ถ้าเป็นแบบนี้ คุณยังจะเลือกรับเงินทันทีอยู่ไหม ถ้าคุณยังลังเล นั่นแปลว่า คุณไม่แน่ใจว่าเงิน 10,000 บาท ในวันนี้ กับเงิน 10,200 บาทในเดือนหน้า แบบไหนมากกว่า นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราต้องเรียนรู้เรื่อง“มูลค่าเงินตามเวลา” เพราะจะช่วยให้เราสามารถ “เปรียบเทียบมูลค่าเงิน” ในเวลาที่แตกต่างกันได้ เมื่อต้องตัดสินใจทางการเงิน
นอกจากนี้อีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของเงิน ก็คือ “อัตราเงินเฟ้อ” ซึ่งเป็นภาวะที่สินค้าและบริการโดยทั่วไปมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน ราคาข้าวราดแกงหนึ่งอย่าง 25 บาท แต่ปัจจุบัน ราคา 50 บาท เงินของเรา 100 บาท ซื้อได้ 2 จาน เทียบกับ 4 จานในสมัยก่อน เงินเฟ้อทำให้เงินของเรามีค่าน้อยลง หรือทำให้เราซื้อของได้น้อยลง
หากเราไม่ได้นำเงินไปฝากหรือลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน เมื่อเวลาผ่านไป “เงินเฟ้อ” ย่อมทำให้ “อำนาจการซื้อของเราลดลง” ดังเช่นตัวอย่างในแผนภาพนี้
อำนาจซื้อของเงิน 100 บาทในอีก 3 ปีข้างหน้าเหลือเพียง 91.27 บาท หรือ อาจะกล่าวได้ว่าหากไม่ได้นำเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารหรือลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย เงินจำนวน 91.27 บาท จะเป็นมูลค่าอนาคตของเงิน 100 บาทในวันนี้ หากมีอัตราเงินเฟ้อที่ 3% ต่อปี
“แต่หากเรานำเงินไปลงทุนและได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าเงินในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่ามูลค่าเงินในปัจจุบัน”
ในชีวิตประจำวันของเรา เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องการเงินในหลายๆ เรื่อง แนวคิดเรื่อง “มูลค่าเงินตามเวลา” ถูกนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อมีโอกาส หรือทางเลือกหลายทาง
ตัวอย่าง “มูลค่าเงินในอนาคต” เทียบกับ “ผลตอบแทน” และ “เงินเฟ้อ”
คุณโจได้รับเงินโบนัสก้อนใหญ่ ณ ตอนสิ้นปี 300,000 บาท แบ่งเงินออมเป็น 3 ก้อน
100,000 บาทแรก ฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 75% เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
100,000 บาท ที่สอง ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี
100,000 บาท ก้อนสุดท้าย ลงทุนในกองทุนผสม ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี
*เงินเฟ้อ 8,733 บาท ที่นำมาหักลบ อ้างอิงได้จากภาพที่ 1 เมื่อสิ้นปีที่ 3 มูลค่าเงินในอนาคตจะเหลือเพียง 91.27 บาท เมื่อไม่ได้นำไปลงทุนใดๆ หากมูลค่าเงินปัจจุบันเป็น 100,000 บาท มูลค่าเงิน ณ สิ้นปีที่ 3 จะเป็น 91,267 บาท นั่นคือ เงินเฟ้อเท่ากับ 100,000-91,267 = 8,733 บาท
“มูลค่าเงินในอนาคต” หลังหัก “เงินเฟ้อ” แล้วในแต่ละก้อน จะเป็น 93,534 บาท, 96,764 บาท และ 103,753 บาท ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า หากไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อ เราอาจคิดว่าอีก 3 ปีข้างหน้า เรามีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายเหมือนปัจจุบัน แต่ถ้าหากนำอัตราเงินเฟ้อมาพิจารณาด้วย เงินที่เก็บในธนาคาร และกองทุนตราสารหนี้ จะมีมูลค่าต่ำว่า เงิน 100,000 บาทในปัจจุบัน
“ถ้าราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้น 3% แบบนี้จริง เงินเราจะไม่เพียงพอซื้อข้าวของได้เหมือนเดิมแล้ว นั่นคือ ‘อำนาจการซื้อ’ ของเราลดลง!!!”
อาจสังเกตง่ายๆ จาก “อัตราผลตอบแทน” จากการลงทุน ถ้ามีค่าเทียบเท่าหรือมากกว่า “อัตราเงินเฟ้อ”…“มูลค่าเงินในอนาคต” ของเราก็จะลดลงน้อยมากหรือไม่ลดลง ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามอัตราเงินเฟ้อ เพราะอาจะทำให้จำนวนเงินที่มีไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย หรือเป้าหมายทางการเงินอื่นๆ ที่ตั้งไว้ได้ค่ะ
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th