โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ช่วงนี้ส้มอร่อย” ผู้ป่วยโรคเรื้อรังกิน “ส้ม” ได้เยอะแค่ไหน?

The Momentum

อัพเดต 22 ก.พ. 2562 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 09.06 น. • ชนาธิป ไชยเหล็ก

In focus

  • ส้ม 1 ส่วน เท่ากับส้มสายน้ำผึ้ง 1 ผลใหญ่ การกำหนดเช่นนี้ทำให้คำนวณพลังงานและคุณค่าทางโภชนาการในการกินส้มและอาหารประเภทอื่นได้สะดวก
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถกินส้มได้เพราะเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ก็ต้องจำกัดปริมาณเพราะมีน้ำตาลเป็นสารอาหารหลัก ผู้สูงอายุได้รับคำแนะนำให้กินผลไม้ 2-3 ส่วน/วัน ขึ้นกับการใช้พลังงานในแต่ละวัน
  • ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อาจได้ประโยชน์จากส้ม เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมปานกลาง-สูง ซึ่งพบว่าลดความดันฯ ลงได้ แต่เนื่องจากยาลดความดันฯ บางชนิดออกฤทธิ์เก็บโพแทสเซียมไว้ในร่างกาย จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ได้รับโพแทสเซียมจากอาหารเกินปริมาณที่แนะนำ
  • ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 4-5 ไม่ควรกินผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ มะละกอ กล้วย ส้ม เพราะไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะได้เหมือนคนปกติ ทั้งนี้ขึ้นกับผลการตรวจเลือดติดตามเป็นประจำ

ช่วงนี้หลายบ้านน่าจะยังมีส้มอยู่บนโต๊ะ เพราะส้มเป็นผลไม้ตามฤดูกาลที่หาซื้อง่าย ถ้าสมัยยังเป็นเด็กคงหยิบส้มมาปอกกินเพลินๆ ได้เป็นกิโลฯ โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงานที่เริ่มมีโรคประจำตัวถามหา หรือผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังมานานคงจะคิดหนัก เพราะไปหาหมอแต่ละครั้งก็โดนสั่งห้ามกินโน่นห้ามกินนี่ตลอด (เอ๊ะ! หรือว่าค่อยคิดตอนใกล้ๆ จะถึงวันหมอนัดทีเดียว)

ความจริงแล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถกินส้มได้ เพียงแต่จะกินได้มาก-น้อยแค่ไหนเท่านั้น

ส้ม 1 ผลมีอะไรบ้าง?

ส้มที่แผงในตลาดมีหลายขนาดให้เลือกซื้อ ดังนั้นเพื่อให้ผมและทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้พูดถึงส้มลูกเดียวกันอยู่ ผมจึงขอเปลี่ยนหน่วย “ผล” เป็น “ส่วน” ก่อน ซึ่งเป็นหน่วยที่นักโภชนาการใช้ในการกำหนดอาหารให้กับผู้ป่วยกันอยู่แล้ว

ส้ม 1 ส่วน เท่ากับส้มสายน้ำผึ้ง 1 ผลใหญ่(มีน้ำหนักส่วนที่กินได้ 120 กรัม) หรือถ้าเทียบเป็นส้ม 1 กิโลฯ จะมีส้มขนาดเท่านี้ประมาณ 7-8 ลูก

ส้ม 1 ส่วน ให้พลังงาน 62 กิโลแคลอรีจากสารอาหารหลักคือน้ำตาลมากถึง 13 กรัม (เท่ากับน้ำตาลทราย 3 ช้อนชา) แต่มีผู้ป่วยบางคนเข้าใจผิดว่าส้มมีน้ำตาลน้อยเพราะเห็นว่าส้มมีรสเปรี้ยว ทั้งที่ความจริงมีความหวานซ่อนอยู่ นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นที่สำคัญอีกดังตาราง

ตารางที่ 1 คุณค่าทางโภชนาการในส้มสายน้ำผึ้ง (ที่มา: กรมอนามัยและ Thai RDI)

โรคความดันโลหิตสูง: กินส้มดีหรือไม่?

“เธอใช้เวลา 10 ปี เพื่อฆ่าสามีตัวเอง” ถ้าเคยดูหนังสั้น The Ingredients มื้อพิ(ษ)เศษ ฆาตกรรมอำพรางที่คุณนก สินจัย เป็นนักแสดงนำ ก็จะทราบว่าเกลือหรือความเค็มทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และผลที่ตามมาคือโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงต้องจำกัดปริมาณโซเดียมที่ได้รับต่อวัน แต่มีเกลือแร่อีกชนิดหนึ่งที่ส่งผลตรงกันข้าม นั่นคือโพแทสเซียม

มีการศึกษาพบว่าในกลุ่มที่ได้รับโพแทสเซียมจากอาหารต่ำ (น้อยกว่า 1,500 มิลลิกรัม/วัน) สัมพันธ์กับระดับความดันฯ ที่สูงขึ้น และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองก็เพิ่มขึ้นด้วย ในขณะที่การได้รับโพแทสเซียมเพิ่มขึ้นจากอาหารก็ลดความดันฯ ลงได้เช่นกันในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถลดความดันฯ ลงเฉลี่ย 5/3 มิลลิเมตรปรอท แต่ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญในกลุ่มคนปกติที่ยังไม่เป็นโรค

แม้ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าปริมาณโพแทสเซียมที่ได้รับมากขึ้น ทำให้ร่างกายขับโซเดียมออกทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งโซเดียมหรือ “ความเค็ม” นี้เองที่ทำให้ความดันฯ สูงขึ้น นอกจากนี้โพแทสเซียมยังช่วยลดความตึงของผนังหลอดเลือดซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่ง

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (ACC/AHA 2017) จึงแนะนำว่าผู้ป่วยควรได้รับโพแทสเซียมจากอาหารวันละ 3,500-5,000 มิลลิกรัม

จากตารางที่ 1 ข้างบน ส้มเป็นผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมสูง จึงถือว่ามีประโยชน์* ต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

*แต่(ต้องรีบดอกจันต่อท้ายเลย) ว่าต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่ใช้ยาที่ลดการขับโพแทสเซียม เช่น ยาลดความดันฯ ในกลุ่มเดียวกับอีนาลาพริล (Enalapril) ลอซาร์แทน (Losartan) ยาขับปัสสาวะสไปโรโนแลกโทน (Spironolactone) อาจไม่จำเป็นต้องได้รับโพแทสเซียมถึงระดับที่แนะนำ รวมถึงผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินปกติได้

ทั้งนี้การกินผักและผลไม้ 4-5 ส่วน/วัน จะทำให้ได้รับโพแทสเซียม 1,500 ถึงมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว และการกินผักและผลไม้รวมกันมากกว่า 5 ส่วน/วัน ยังสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

โรคเบาหวาน: อยากกินส้มเยอะขึ้นต้องทำอย่างไร?

ถึงแม้คำว่า ‘เบาหวาน’ จะมาจากคำว่า ‘เบา’ ที่แปลว่าฉี่หรือปัสสาวะ (น่าจะเคยได้ยินคำว่าปวดเบา) + รส ‘หวาน’ นั่นคือผู้ป่วยโรคเบาหวานจะตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ หรืออาจสังเกตว่ามีมดมาตอมหลังจากปัสสาวะทิ้งไว้ แต่ผมมักจะเชื่อมโยงชื่อโรคให้ผู้ป่วยฟังว่าต้อง “เบา” หรือลดอาหาร “หวาน” ลง ซึ่งอาหารหวานนี้หมายรวมถึงคาร์โบไฮเดรตทุกชนิด ซึ่งสามารถย่อยและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ทั้งสิ้น

การควบคุมสัดส่วนของสารอาหารในผู้ป่วยเบาหวานไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแต่โดยทั่วไปจะแนะนำปริมาณคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 50-55% ของพลังงานรวมในแต่ละวัน และไม่แนะนำอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า 130 กรัม/วัน ดังนั้นจึงควรกินอาหารหมวดข้าวแป้งไม่เกินกว่า 4-6 ทัพพี/วัน (ไม่เกิน 2 ทัพพี/มื้อ) ร่วมกับหมวดผลไม้ 2-3 ส่วน/วัน

ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยน “ส่วน” ภายในหมวดเดียวกันหรือภายในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เพื่อให้สามารถกินอาหารได้หลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำกัดปริมาณผลไม้ 2 ส่วน/วัน อาจแบ่งเป็นส้ม 1 ส่วน (1 ลูก) + มะม่วง 1 ส่วน (1/2 ลูก)

ในขณะที่ข้าวแป้ง 1 ส่วน เท่ากับข้าวสวย 1 ทัพพี หรือข้าวเหนียว ½ ทัพพี หรือข้าวต้ม 2 ทัพพี

ดังนั้นถ้าหากต้องการกินส้มเพิ่มอีก 1 ลูก (เกินโควตามา 1 ส่วน) ก็ต้องไปลดข้าวสวยลงจากที่เคยกิน 1 ทัพพี เป็นต้น (แลกเปลี่ยนด้วย 1 ส่วนเท่ากัน แต่ถ้าเทียบในแง่ของการให้พลังงานกันแล้ว ผลไม้ 1 ส่วนจะเท่ากับข้าวสวยประมาณ ¾ ทัพพี )

ภาพรายการอาหารแลกเปลี่ยนหมวดผลไม้ (ที่มา: กรมอนามัย)

นอกจากการควบคุมปริมาณอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานยังควรเลือกกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index: GI) ต่ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สม่ำเสมอ

‘ค่าดัชนีน้ำตาล’ ได้จากการศึกษาระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นหลังจากกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต50 กรัม เทียบกับระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นหลังจากกินน้ำตาลกลูโคส50 กรัม ซึ่งค่าดัชนีน้ำตาลเท่ากับ 100

พูดอีกอย่างว่าคิดเป็น % ของน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอาหารมาตรฐานนั่นเอง

ยกตัวอย่างส้มเขียวหวาน 1 ส่วน มีค่าดัชนีน้ำตาลเท่ากับ 44จึงหมายถึงเมื่อกินส้มในปริมาณที่มีคาร์โบไฮเดรต 50 กรัมแล้ว (ประมาณ 3.5 ลูก) พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็น 44% เมื่อเทียบกับการกินน้ำตาลกลูโคสในปริมาณที่เท่ากัน

ดังนั้นอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำก็แสดงว่ามีคาร์โบไฮเดรตบางชนิดที่ถูกย่อยและดูดซึมได้ช้า เช่น เส้นใยอาหาร  ระดับน้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มช้าตามไปด้วย ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินน้อยลงและรู้สึกอิ่มนานขึ้น ส่งผลให้ควบคุมอาหารได้ดีขึ้นนั่นเอง ในขณะที่การเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วทำให้เป็นอันตรายต่อผนังหลอดเลือดและส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเพิ่มขึ้น

นักโภชนาการใช้ค่าดัชนีน้ำตาลแบ่งอาหารออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มดัชนีน้ำตาลต่ำ (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 55) ปานกลาง (56-69) และสูง (มากกว่าเท่ากับ 70) เพราะฉะนั้นพระเอกของเราในบทความนี้จึงจัดอยู่ในกลุ่มแรก

ตารางที่ 2ค่าดัชนีน้ำตาลและค่ามวลน้ำตาล (ที่มา: การประชุมเชิงปฏิบัติการ กรมอนามัย)

นอกจากนี้ หลายคนอาจคุ้นกับอีกค่าหนึ่งที่มีชื่อคล้ายๆ กันว่าค่ามวลน้ำตาล (glycemic load: GL)ซึ่งเป็นการคาดการณ์ระดับน้ำตาลในเลือดที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากกินอาหารในปริมาณที่ผู้ป่วยกินแต่ละครั้ง ยกตัวอย่างเช่น ส้มสายน้ำผึ้ง 1 ส่วน มีค่ามวลน้ำตาล 7.3 หมายความว่าถ้ากินส้ม 1 ส่วน จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเท่ากับการกินน้ำตาลกลูโคส 7.3 กรัม เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงควรจำกัดปริมาณอาหารให้มีค่ามวลน้ำตาลต่อวันต่ำ (น้อยกว่า 80) ร่วมด้วย ก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น

ผู้ป่วยโรคไตฯ: ทำไมถึงห้ามกินส้ม?

“แอปเปิ้ลๆๆ มะละกอๆๆ กล้วยๆๆ ส้มๆๆ แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม” (ใครอ่านไม่เป็นจังหวะ ช่วยกลับไปอ่านไปเป็นจังหวะเพลงสมัยอนุบาลก่อนนะครับ) ที่ยกเพลงนี้ขึ้นมาก็เพราะว่ามีคำถามมาทายครับ

ว่า “ในบรรดาผลไม้ 4 อย่างนี้ ผู้ป่วยโรคไตกินอะไรได้บ้าง?”

เฉลยก็คือ แอปเปิ้ล เพราะที่เหลือต่างก็มีปริมาณโพแทสเซียมสูงทั้งสิ้น ซึ่งผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง เพราะแม้ว่าไตทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกาย แต่สำหรับโพแทสเซียม ไตทำหน้าที่ทั้งในการดูดกลับ (ของดีไตก็อยากเก็บไว้) และขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะ พอไตวายเยอะขึ้นจนค่าการทำงานของไต (eGFR) น้อยกว่า 30 จะทำให้ไตสูญเสียความสามารถในการขับโพแทสเซียมไป (เหลือแต่การดูดกลับ) ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงได้

ดังนั้นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะเริ่มต้นจึงสามารถกินอาหารที่มีโพแทสเซียมได้ตามปกติ จนเมื่อไตเสื่อมลงจนถึงระยะที่ 3 ลงมา จะต้องควบคุมปริมาณโพแทสเซียมต่อวัน โดยเลือกกินผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำ ดังตารางที่ 4

ทั้งนี้ยังไม่มีแนวทางการรักษาใดกำหนดตัวเลขออกมาชัดเจนว่าควรได้รับในปริมาณเท่าใด และอาศัยการตรวจติดตามผลเลือดเป็นประจำที่โรงพยาบาล

ตารางที่ 3การจัดกลุ่มผลไม้ตามค่าดัชนีน้ำตาลและปริมาณโพแทสเซียม (ที่มา: กรมอนามัย, โภชนบำบัดสำหรับโรคไตเรื้อรังก่อนการล้างไต)

 

**สำหรับส้ม ถ้าอ้างอิงจากหนังสือคุณค่าทางโภชนาการในผลไม้ไทยของกรมอนามัย ส้มสายน้ำผึ้ง 1 ส่วน มีโพแทสเซียม 188 มิลลิกรัม ซึ่งจะจัดอยู่ในกลุ่มปานกลาง รวมถึงคำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไตของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยก็จัดส้มเขียวหวานอยู่ในกลุ่มโพแทสเซียมต่ำถึงปานกลาง แต่บางตำราและแหล่งข้อมูลโภชนาการในต่างประเทศให้ข้อมูลว่า ส้มมีโพแทสเซียมมากกว่า 200 มิลลิกรัม จึงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกิน

จากตารางที่ 3 จะเห็นว่าผมนำเกณฑ์ดัชนีน้ำตาลและปริมาณโพแทสเซียมมาใช้จัดกลุ่มผลไม้ เนื่องจากในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมักจะไม่ได้ป่วยเพียงโรคใดโรคหนึ่งเท่านั้น บางคนอาจเป็นโรคความดันโลหิตสูงกับโรคเบาหวาน บางคนเป็นโรคเบาหวานกับโรคไขมันในเลือดสูง บางคนเป็นทุกโรค เพราะโรคในกลุ่มโรคเรื้อรังมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน ซึ่งหากควบคุมไม่ได้ก็จะมีภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคไตวายเรื้อรังตามมา

ดังนั้นการให้คำแนะนำกับคนไข้โรคเรื้อรังคนหนึ่งจะต้องบูรณาการคำแนะนำย่อยของแต่ละโรคเข้าด้วยกัน โดยเรื่องส้มเป็นเพียงตัวอย่างของสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่อาหารยังมีสารอาหารอื่นอีก

เรื่องส้มจึงไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...