โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุดตื่นเต้น “นากทะเล” สัตว์ใกล้สูญพันธ์โผล่ชายหาดเกาะระนอง

77kaoded

เผยแพร่ 17 พ.ค. 2563 เวลา 06.16 น. • 77 ข่าวเด็ด

สุดตื่นเต้น “นากทะเล” สัตว์ใกล้สูญพันธ์โผล่ชายหาดเกาะระนอง

ระนอง-นายปิยธนา  ทองเหลือ ชาวบ้าน จ.ระนอง เจ้าของธุรกิจรายย่อยค้าสินค้าโอทอป และเจ้าของอู่ซ่อมรถปิยธนาเซอร์วิส เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากเพื่อนว่ามีคนพบเห็นนากทะเลที่เกาะพยายาม จ.ระนองเมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา และได้ตัดสินโพสต์ภาพดังกล่าวออกมา ซึ่งพบว่าข่าวดังกล่าวกลุ่มเพื่อนๆทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะนาคทะเลถือว่าเป็นสัตว์ทะเลหายาก ใกล้สูญพันธ์  ทั้งหลายคนบอกว่านากเป็นสัตว์มงคล หากพบเห็นที่ใดที่นั้น บ้านนั้น สถานที่แห่งนั้นจะเจริญรุ่งเรือง

แสดงว่าที่นั้นเป็นที่อุดมสมบูรณ์และจะเกิดสิ่งดีๆเกิดขึ้น ตามความเชื่อของคนโบราณ ตนจึงพยายามตรวจสอบข่าวดังกล่าวจึงทราบว่าตนตอของข่าวมาจากเจ้าของรีสอร์ทบนเกาะพยามชื่อทรายทองรีสอร์ท ที่ใช้ชื่อในเฟซบุ๊คว่า Jutharat  Ladkeaw   เป็นเจ้าของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว และเป็นผู้ที่พบเห็นนาคทะเลด้วยตนเอง บริเวณชายหาดหน้ารีสอร์ท จึงได้แอบดูและนำกล้องมาถ่ายภาพเก็บไว้ได้ ซึ่งถือว่าภาพดังกล่าวสร้างความยินดี และมีการแชร์ภาพดังกล่าวออกไปเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะคนระนองที่รักธรรมชาติถือว่าข่าวนี้คือสิ่งที่มีความสุขที่สุด และอยากจะเห็นเป็นอย่างมากเนื่องจากที่ผ่านมา เกาะพยาม จ.ระนอง ถือเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูงมาก จนเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว จึงเริ่มเกิดธุรกิจการท่องเที่ยวขึ้น จนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกาะพยามได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รีสอร์ทจำนวนมากเกิดขึ้น สาธารณูปโภคต่างๆถูกก่อสร้างขึ้นบนเกาะ ในขณะที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

จนหลายคนหวั่นเกรงว่าธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ทั้งบนเกาะและในทะเลรอบๆเกาะจะเสียหายไป แต่เมื่อชาวบ้านพบว่ามีฝูงนาคทะเลเดินทางมายังเกาะพยามอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่เกาะสงบ เกิดวิกฤติโควิด-19 มีการปิดเกาะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปพลุกพล่าน ทำให้นาคทะเลซึ่งอาศัยในในมหาสมุทรแปซิฟิค ได้หวนกลับมายังเกาะพยามซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกาะพยามยังคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ จะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวได้ อีกทั้งจะเป็นสิ่งเตือนใจให้ทั้งชาวบ้านบนเกาะ ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาหันมารักษาและให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้มากขึ้น

Jutharat  Ladkeaw   เจ้าของรีสอทร์ท บนเกาะพยาม และเจ้าของภาพที่ถ่ายได้ ให้ข้อมูลสั้นๆ ว่าสุดดีใจและตื่นเต้นกับสิ่งที่พบเห็น “ไม่เคยสบายใจและฟินอะไรแบบนี้มาก่อน เช้าๆ เงียบ สงบ หาดที่ไม่มีฝรั่งมาอาบแดด แต่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มแฟมิลี่ กลุ่มใหม่มาอาบแดดแทน”

อนึ่งนากทะเล (อังกฤษ: Sea otters; ชื่อวิทยาศาสตร์: Enhydra lutris) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล ประเภทหนึ่งโดยอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก ในวัยเจริญพันธุ์จะมีน้ำหนักประมาณ 14–45 กิโลกรัม (31–99 ปอนด์) นากทะเลเป็นสัตว์ในวงศ์เพียงพอน (Mustelidae) ชนิดหนึ่ง และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทางทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุดอีกด้วย นากทะเลนั้นไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลทั่วไปเพราะมีฉนวนกันความร้อนด้วยขนที่หนาแน่น จึงทำให้นากทะเลสามารถหาอาหารในทะเลเป็นเวลานาน ๆ ได้

นากทะเลจะอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง โดยจะดำดิ่งสู่พื้นทะเลเพื่อหาอาหาร อาหารที่ชอบคือ สาหร่ายทะเล (ถ้าเป็นสาหร่ายเคลท์จะชอบมาก) เม่นทะเล หอยต่าง ๆ กุ้งบางชนิด และปลาบางชนิด นอกจากนี้นากทะเลยังเป็นสัตว์ที่สามารถวัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ได้อีกด้วย ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพฤติกรรมการกินอาหารของนากทะเลที่ใช้หินทุบเปลือกหอยบนหน้าอกตัวเองนั้นเป็นพฤติกรรมที่มีมานานเป็นระยะเวลานับหลายล้านปี ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยถือว่าเป็นพฤติกรรมการกินอาหารที่พัฒนาขึ้นมาจากการกินหรือหาอาหารทั่วไปของสัตว์โลก และเป็นสัตว์ทะเลชนิดแรกที่มีพัฒนาการเช่นนี้ โดยการสังเกตพฤติกรรมแม้แต่ลูกนากทะเลกำพร้าในสถานที่เลี้ยงก็ยังพบว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้[2]

ในอดีตจำนวนนากทะเลอยูที่ประมาณ 1,000–2,000 ตัวเท่านั้นเพราะถูกล่าอย่างหนักในปี ค.ศ. 1741–1911[3] ต่อมามีสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการห้ามล่า และให้อนุรักษ์นากทะเล จึงส่งผลให้จำนวนนากทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 150,000–300,000 ตัว นับเป็นความสำเร็จในการอนุรักษ์นากทะเล แต่ปัจจุบันจำนวนนากทะเลได้ลดลงอีกครั้ง นากทะเลจึงเป็นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทางทะเลที่ใกล้สูญพัน

ขอบคุณข้อมูลภาพจากเฟซบุ๊ค : Jutharat  Ladkeaw

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...