โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบน 3 สารเคมียืดเยื้อ ลุ้น "รัฐบาลใหม่" ทุบโต๊ะชี้ขาด

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 15 เม.ย. 2562 เวลา 09.14 น.

หลังผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ยังคงยืนตามมติเดิมเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 ให้จำกัดการใช้ทั้ง 3 สาร พาราควอต ไกลโฟเซต และ สารคลอร์ไพริฟอส ใน 6 พืชเหมือนเดิม ยังคงไม่ได้ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง

ย้อนกลับไปที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ได้พิจารณาและลงมติให้จำกัดการใช้ 16 ต่อ 5 เสียง เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 ให้จำกัดการใช้ทั้ง 3 สารเคมีในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด คือ สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ผลไม้ยืนต้น เท่านั้น

กลุ่มเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ไม่พอใจกับคำตัดสินดังกล่าวจึงเข้าร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นำมาสู่คำสั่งให้รัฐรื้อการพิจารณาใหม่ โดยให้ “แบน” เฉพาะสารพาราควอต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่กรรมการมาจาก 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายเสนอแบน ฝ่ายไม่ให้แบน และฝ่ายราชการ ซึ่งมี นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการพิจารณา ขณะที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ประชุมลงมติให้รื้อใหม่ โดยให้ทุกฝ่ายศึกษาหาข้อมูลใหม่ส่งมาให้พิจารณาเท่านั้น

ประเด็นการต่อสู้นี้ ทางไทยแพนแจ้งว่า จากการสุ่มตัวอย่างพืชผักผลไม้ในตลาด 138 ตัวอย่าง จากที่ส่งไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการที่ประเทศอังกฤษ พบสารพิษตกค้างถึง 56% แต่ทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

(มกอช.) กรมวิชาการเกษตร อ้างว่าเมื่อตรวจสอบไปยังแล็บดังกล่าวก็ไม่ได้รับผลยืนยันตามที่กลุ่มไทยแพนอ้าง ทั้งยังมีรายงานผลการตรวจสอบสารเคมีอีกฉบับที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม มกอช. กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงสาธารณสุข มาแย้ง โดยระบุว่าผลการตรวจสอบหาสารเคมีตกค้างในพืชผักผลไม้ 7,054 ตัวอย่างมากว่า 10 ปี ต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อนวันตัดสิน(14 ก.พ. 2562) ว่า แม้พบสารเคมีตกค้าง 11.8% แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ที่สำคัญ ไม่มีสารพาราควอตกำจัดวัชพืช มีแต่สารหรือยาฆ่าแมลงเท่านั้น เป็นชนวนเหตุให้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจูทา จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และนักวิชาการอิสระอีก 2 ราย ประกาศลาออกจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันและกำจัดสัตรูพืช ชุดนายสุวพันธุ์

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2562 โดยให้เหตุผลว่า ตัวแทนนักวิชาการอิสระไม่สามารถดำเนินการเพื่อให้มีการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการชุดใหม่ที่มีหลักฐานน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ จากที่ได้นำเสนอ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” แต่มิได้มีการบรรจุวาระพิจารณา และในทางตรงข้ามกลับมีหนังสือเชิญประชุม โดยอ้างข้อร้องเรียนของ “สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย” ที่คัดค้านมติและคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งกลุ่มนี้มิใช่ตัวแทนของเกษตรกร สะท้อนเจตนาว่าการดำเนินงานของคณะกรรมการ เป็นไปเพื่อสร้างแรงกดดันไม่ให้มีการทบทวนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะจัดประชุมในเร็ว ๆ นี้ มิใช่การดำเนินการอย่างโปร่งใสตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งจากการตรวจสอบพบหลักฐานว่า กรรมการจำนวน 4 คน ในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนที่มีการผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายสารเคมีดังกล่าว ซึ่งโครงสร้างกรรมการลักษณะนี้ไม่อาจทำให้การดำเนินงานสนองต่อวัตถุประสงค์ของนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งหลังจากนี้เพียงไม่กี่วัน คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็มีมติออกมาเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ให้จำกัดการใช้เช่นเดิม

มติดังกล่าวสวนทางทั่วโลกที่แบนพาราควอตทั้งหมด 50 ประเทศ และจำกัดการใช้พาราควอตอย่างเข้มข้น 15 ประเทศ โดยมี “ไต้หวัน” เป็นประเทศ

ล่าสุดที่เลื่อนการแบนพาราควอตเร็วขึ้น 1 ปี จากเดิมประกาศแบนในปี 2563 มาเป็น 2562 ขณะที่ “จีน” ประกาศจะแบนพาราควอตทุกรูปแบบ ขยายผลจากปีก่อนที่แบนรูปแบบของเหลว ความเปลี่ยนแปลงภายหลังจากมติดังกล่าวพบว่า สถานการณ์การนำเข้าพาราควอตในช่วง 2 เดือนแรกหายไปจากตลาด จากการที่กรมวิชาการเกษตรจำกัดการนำเข้ามาใช้ในประเทศ ขณะที่ราคาพาราควอตเพิ่มจากลิตรละ 50-60 บาท เป็น 170 บาท แต่เชื่อเลยว่ากลุ่มเอ็นจีโอพร้อมกลับมาทวงสัญญาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่บอกว่าจะพยายามหาสารเคมีอื่นที่ราคาถูกมาทดแทนพาราควอตภายใน 2 ปี ประเด็นเหล่านี้ รัฐบาลชุดใหม่เลี่ยงไม่พ้นที่จะหยิบเรื่องนี้มาพิจารณาอีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...