โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เณรเล่นดอกไม้ไฟจนไหม้วัดมหาธาตุ วังหน้าทรงพระพิโรธ รับสั่งให้สึกแล้ว "ประหารชีวิต"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 ก.ค. 2567 เวลา 04.03 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2567 เวลา 22.10 น.
“ไฟไหม้พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท พ.ศ. 2332 ” จิตรกรรมจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร วาดในสมัยรัชกาลที่ 5

เณรเล่นดอกไม้ไฟจนไหม้ “วัดมหาธาตุ” กรมพระราชวังบวรสถานมงคล “วังหน้า” สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้เณรสึกแล้วประหารชีวิต

โจรปล้นบ้านสิบครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งเดียว เหตุจากอัคคีภัยถือเป็นภัยที่ร้ายแรงที่สุดอันดับต้นๆ ที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยากจะเผชิญ ย้อนกลับไปช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมหาราช สืบค้นในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) จะพบว่าเหตุอัคคีภัยในรัชสมัยนี้มีอยู่อย่างน้อย 3 ครั้งที่เกิดขึ้นในพระนคร และเพลิงไหม้แต่ละครั้งก็เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในปัจจุบัน

เหตุเพลิงไหม้แรกสุด คือ เพลิงไหม้ภายในพระบรมมหาราชวัง หลักจากแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ไม่นาน เมื่อ พ.ศ. 2332 วันนั้นมีฝนตกเกิดฟ้าผ่าลงหน้ามุขเด็จพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งไม้ที่สร้างถ่ายแบบพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาทของกรุงศรีอยุธยา ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 1

เพลิงไหม้ครั้งนั้นสร้างความเสียหายให้แก่พระที่นั่งองค์นี้เป็นอย่างมาก ถึงแม้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งทรงเป็น “วังหน้า” สมัยรัชกาลที่ 1 พระบรมวงศานุวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระผู้มีสมณศักดิ์ช่วยกันเกณฑ์คนมาดับไฟ แต่ก็ไม่ทันการณ์

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง รัชกาลที่ 1 มีพระราชดำรัสให้ข้าราชการช่วยกันนำพระราชบัลลังก์ลงมาทัน เมื่อเพลิงดับสนิท พระองค์พระปริวิตกว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นจะเป็นอวมงคลแก่บ้านเมืองหรือไม่ สมเด็จพระสังฆราช และพระราชาคณะ พร้อมกันถวายพระพร พร้อมทูลให้ขุนหลวงคลายพระปริวิตกว่า “อสนีบาตตกลงที่ใดย่อมถือว่าเป็นมงคลนิมิตรแม้จะเสื่อมเสียทรัพย์สมบัติ ก็เสียเท่าที่ต้องอสนีภัย”

เหล่าพระราชาคณะหาเหตุผลมาทำให้ทรงมีกำลังพระราชหฤทัยอีกว่า บางทีฟ้าผ่าต้องกำแพงเมือง ต่อให้มีข้าศึกมาประชิดพระนครก็ต้องพ่ายแพ้ไป หรือบางทีฟ้าผ่าต้องช้าง แต่เมื่อทำศึกก็ได้บ้านได้เมืองก็มี จึงไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่เป็นเรื่องมงคลมากกว่าที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง ส่วนข้าราชการก็เห็นพ้องต้องกันกับพระสงฆ์

เมื่อคลายพระราชปริวิตก พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมุหนายกเป็นแม่กองรื้อซากพระที่นั่งที่ถูกไฟไหม้ออกแล้วสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่“พระมหาปราสาทองค์ใหม่นี้ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง 4 นั้นก็เสมอกันทั้ง 4 ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์กรุงเก่า….ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทองค์ใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

พระที่นั่งองค์ดังกล่าวมีความสำคัญใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญมาหลายรัชกาล รวมทั้งพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

ร่วมสิบปีจากเหตุเพลิงไหม้ในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ. 2343 พระราชพงศาวดารได้บันทึกไว้เพียงสองบรรทัด แต่เมื่อดูสถานที่เกิดเหตุจะพบว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้กินพื้นที่วัดสามปลื้มจนถึงตลาดน้อยวัดสำเพ็ง โดยไม่ได้บอกรายละเอียดการเกิดเพลิง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราษฎรนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราอาจจะทราบได้ว่าทางการมีวิธีการแก้ไขปัญหาบรรเทาความลำบากของราษฎรอย่างไรบ้าง

ถัดมาอีกหนึ่งปีเพลิงไหม้ก็เกิดขึ้นอีก แม้ว่าจะไม่ได้ร้ายแรงเท่าสองครั้งที่ผ่านมา แต่ด้วยสถานที่เกิดเหตุเป็นวัดที่ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงคุ้นเคยนั้นคือ วัดสลัก หรือ วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฏิ์ราชวรมหาวิหาร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงขอพระราชทานนามพระอารามจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า “นิพพานาราม”

วัดแห่งนี้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกใน พ.ศ.2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าเปลี่ยนนามวัดเป็น “วัดพระศรีสรรเพชญ์” ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหาร” และเป็นวัดมหาธาตุ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้เพิ่มสร้อยนามพระอาราม เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรกว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์”

เหตุมีอยู่ว่าเกิดเพลิงไหม้มณฑปวัดพระศรีสรรเพชญ์ ด้วยพระสงฆ์สามเณรศิษย์วัดจุดดอกไม้ไฟเล่น เพลิงนั้นไหม้พระมณฑปเหลือแต่ผนัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงเร่งมาช่วยกันดับเพลิงที่ลุกไหม้

ด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช หรือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงเป็นคนอารมณ์ร้อน ทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก ให้ชำระเอาความผู้จุดดอกไม้ไฟมาให้ได้ จนได้สามเณรรูปหนึ่ง มีนามว่า “วัด” เป็นผู้จุดดอกไม้ไฟ รับสั่งให้สึกออกจากการเป็นสามเณร แล้วให้นำไปประหารชีวิตเสียในค่ำวันนั้น แต่นับเป็นโชคของสามเณรวัดที่ไม่ต้องเสียหัว สมเด็จพระสังฆราชทรงขอพระอนุชาธิราชให้ไว้ชีวิต

เมื่อพระราชวังบวรสถานมงคลคลายพระพิโรธแล้วจึงไว้ชีวิตสามเณร ภายหลังสามเณรผู้นี้เป็นพระครูอยู่ที่สมุทรปราการ ส่วนพระมณฑปนั้นโปรดให้ทำเป็นหลังคาจัตุรมุขแทน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. (2526). กรุงเทพฯ : คุรุสภา.

ประวัติวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (โดยย่อ). http://www.watmahathat.com/history-of-wat-mahathat/ สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2561.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 เมษายน 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เณรเล่นดอกไม้ไฟจนไหม้วัดมหาธาตุ วังหน้าทรงพระพิโรธ รับสั่งให้สึกแล้ว “ประหารชีวิต”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...