โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตแอร์ไลน์บีบTGเพิ่มทุน "แอร์เอเชีย"อยู่ได้แค่6เดือน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มี.ค. 2563 เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2563 เวลา 03.45 น.

ล็อกน่านฟ้าทั่วโลก ! สายการบินกระอัก แห่หยุดบินระหว่างประเทศชั่วคราว ลดความถี่เที่ยวบินในประเทศ มีฝูงบินมากยิ่งเจ็บหนัก จับตาหลังวิกฤตบริษัทแอร์ไลน์ลดวูบ “ธรรศพลฐ์” นายใหญ่ไทยแอร์เอเชีย ยอมรับแบกต้นทุนอ่วมได้แค่ 6 เดือน “การบินไทย” วิกฤตหนัก รับภาระเดือนละ 1.15 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ชี้ต้องเร่งเพิ่มทุน วัดใจคลัง “อุ้ม” หรือ “ปล่อยล้ม”

แหล่งข่าวในธุรกิจสายการบินเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรงทั่วโลกทำให้ทุกประเทศใช้มาตรการ “ล็อกดาวน์” สกัดการแพร่ระบาด โดยห้ามคนต่างประเทศเดินทางเข้า-ออก รวมถึงห้ามคนในประเทศของตัวเองเดินทางออกนอกประเทศ หรือใช้มาตรการการคัดกรองอย่างเข้มเข้น ทำให้ทั่วโลกหยุดการเดินทาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจสายการบินทั่วโลกต้องหยุดการให้บริการชั่วคราว และน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากที่สุดสำหรับธุรกิจสายการบินทั่วโลก รวมถึงธุรกิจการบินในประเทศไทย

หยุดบินระหว่างประเทศ

ในส่วนของสายการบินของไทยพบว่าทุกบริษัทตกอยู่ในภาวะยากลำบาก โดยสายการบินได้ทยอยประกาศยกเลิกเส้นทางบินระหว่างประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วยไทยแอร์เอเชีย, ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์, ไทยสมายล์, บางกอกแอร์เวย์ส, นกแอร์, และไทยเวียตเจ็ท รวมถึงลดเส้นทางบินและความถี่สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศอีกหลายเส้นทางขณะที่สายการบิน “ไทยไลอ้อนแอร์”ได้ประกาศหยุดบินทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.นี้ โดยระบุว่า จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง 1 พ.ค.นี้

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับ “การบินไทย” ได้แจ้งไปยังสถานฑูตไทยในต่างประเทศว่าจะหยุดให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศชั่วคราวเช่นกัน โดยจะยกเลิกบินเส้นทางยุโรปตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 พ.ค.นี้ และยกเลิกบินเส้นทางภูมิภาคทั้งหมดตั้งแต่ 25 มี.ค.-31 พ.ค.นี้

นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่า ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา จะมีการประกาศเรื่องการหยุดบินเส้นทางต่างประเทศทั้งหมด รวมถึงการให้พนักงานหยุดงาน และจ่ายเงินเดือน 75%

ค่ายใหญ่-ฝูงบินมากเจ็บหนัก

แหล่งข่าวในธุรกิจการบินอีกรายวิเคราะห์ว่า สายการบินที่มีฝูงบินและเส้นทางบินจำนวนมากจะเจ็บมาก เช่น กรณี “การบินไทย” จะได้รับผลกระทบมากสุดเนื่องจากมีภาระต้นทุนเครื่องบินในปัจจุบัน 100 ลำ ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานสูงมาก จากรายงานงบการเงินปี 2562 ระบุว่า การบินไทยมีต้นทุนดำเนินงาน (ไม่รวมค่าน้ำมัน) 1.37 แสนล้านบาท เฉลี่ยราว 1.15 หมื่นล้านบาทต่อเดือน แม้ว่าจะไม่ได้ทำการบิน

ขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชียปัจจุบันมีฝูงบินรวม 62 ลำ ปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศไปทั้งหมด 59 เส้นทางบิน ตั้งแต่ 22 มี.ค.-25 เม.ย. 2563 ขณะที่เส้นทางบินในประเทศก็ได้ปรับลดความถี่ซึ่งทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดหมุนเวียนลดน้อยลง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานยังคงอยู่เหมือนเดิม

บางแอร์ไลน์อาจหายจากน่านฟ้า

แหล่งข่าวระบุว่า ธุรกิจการบินของไทยได้รับผลกระทบจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอการเดินทางมาไทยจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตตั้งแต่กลางปี 2561 และปี 2562 ธุรกิจท่องเที่ยวไทยก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลให้สายการบินหลายแห่งขาดทุน เมื่อมาเจอกับวิกฤตไวรัสโควิดจึงทำให้สายการบินของไทยได้รับผลกระทบหนัก ทั้งเชื่อว่าหลังการแพร่ระบาดของไวรัสยุติอาจมีสายการบินบางแห่งไม่กลับมาทำการบินได้ตามปกติเหมือนเดิม

“สายการบินที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้คือสายการบินที่มีเน็ตเวิร์กการบิน และมีเครื่องบินในเครือข่ายจำนวนมาก อาทิ ไทยไลอ้อนแอร์, ไทยแอร์เอเชีย, ไทยเวียตเจ็ท เนื่องจากเครือข่ายการบินเหล่านี้มียอดคำสั่งซื้อฝูงบินใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก เพราะต้นทุนหลักของสายการบินคือเครื่องบิน” แหล่งข่าวกล่าว

“แอร์เอเชีย” รับไหวแค่ 6 เดือน

ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยแอร์เอเชีย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากรัฐบาลใช้มาตรการเข้มข้นแบบที่ทำอยู่เชื่อว่าน่าจะควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ภายใน 2-3 เดือน หรือในเดือนมิถุนายนนี้ และใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ในการปลุกตลาดฟื้นการท่องเที่ยว จึงคาดว่านักท่องเที่ยวน่าจะเริ่มกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

“หลังการแพร่ระบาดยุติลง ผู้ประกอบการทุกรายจะกลับมาได้เต็มที่เหมือนเดิมหรือไม่ ไม่มีใครประเมินได้ เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่ แต่ยอมรับว่าขณะนี้ทุกคนอ่อนแรงกันหมด อย่างของไทยแอร์เอเชียตอนนี้ปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศทั้งหมด เหลือเฉพาะเส้นทางภายในประเทศ แต่เงินสดที่เข้ามาก็น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดยังคงอยู่เหมือนเดิม ทำให้กระแสเงินสดเราลดลงเรื่อย ๆ ถ้าทุกอย่างจบภายในมิถุนายนนี้เรายังพอรับไหว แต่ถ้าเกินจากนั้นเราก็คงรับไม่ไหวเหมือนกัน” นายธรรศพลฐ์กล่าวและว่า

ปัจจุบันไทยแอร์เอเชียต้องใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อเดือน และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ราว 1,000 ล้านบาทต่อเดือน รวมทั้งกลุ่มประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อเดือน หากผลกระทบยาว 6 เดือน บริษัทต้องใช้กระแสเงินสดไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท

สายการบินเสี่ยงปิดกิจการ

นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังภาครัฐของไทยประกาศนโยบายให้นักท่องเที่ยงต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยต้องถือใบรับรองแพทย์ก่อนเดินทางเข้ามาในประเทศ รวมถึงต้องทำประกันไม่ต่ำกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) พบว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศหายไปถึง 75% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าเป็นยาแรงในการป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาได้ง่าย ๆ

ทำให้ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลาย ๆ สายการบินเริ่มประกาศหยุดบินเส้นทางต่างประเทศ เช่น กรณี บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือสายการบินแอร์เอเชียประกาศหยุดบิน 1 เดือน ขณะที่การบินกรุงเทพ (BA) หรือบางกอกแอร์เวย์สหยุดให้บริการชั่วคราว 6 เดือน ส่วนการบินไทย (THAI) ปัจจุบันยังไม่ประกาศหยุดบินชั่วคราว แต่เชื่อว่าเร็ว ๆ นี้จะประกาศหยุดบินเช่นกันจนกว่าโรคระบาดจะคลี่คลาย

“โดยมีความเสี่ยงที่สายการบินในประเทศอาจถึงขั้นล้มหายตายจาก หากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยืดเยื้อเกินปี 2563 ซึ่งจะเห็นว่าหลังการระบาดทำให้มีสายการบินต่างประเทศประกาศปิดกิจการหรือยื่นล้มละลายกันแล้วหลายราย อย่างไรก็ตามธุรกิจสายการบินของไทยมีประสบการณ์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว จึงมีการสำรองเงินไว้ในมือพอสมควร ซึ่งคาดว่าจะสามารถประคองธุรกิจไปได้อีกราว 1 ปี”

บินไทยเสี่ยงสูงทุนเหลือน้อย

นายสุวัฒน์กล่าวว่า ถ้าไวรัสไม่จบ ทุกสายการบินก็มีความเสี่ยง สายการบินที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้ามา โดยเฉพาะการบินไทยที่ปัจจุบันสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเหลือน้อย ซึ่งหากปรับลดลงไปติดลบจะต้องมีการเพิ่มทุนตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาการบินไทยได้ขอมติผู้ถือหุ้นโอนทุนสำรองตามกฎหมาย 2,691 ล้านบาท และสำรองส่วนล้ำมูลค่าหุ้นจำนวน 25,546 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 28,237 ล้านบาท เพื่อไปล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 26,374ล้านบาท ทำให้ผลขาดทุนสะสมยกมา ณ วันที่ 1 ม.ค. 2562 คงเหลือเป็นศูนย์ ขณะที่ส่วนเกินมูลค่าหุ้นคงเหลือเพียง 1,863 ล้านบาท ในส่วนของสายการบินนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก เช่น สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ซึ่งจากข้อมูลจากงบการเงินที่รายงานกระทรวงพาณิชย์จะเห็นได้ว่าขาดทุนหนักตั้งแต่เริ่มเข้ามาดำเนินงานในประเทศไทย โดยสามารถประคองธุรกิจได้จากเงินกู้ของบริษัทแม่

วัดใจคลัง “เพิ่มทุน/ปล่อยล้ม”

ด้านนายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ผลกระทบของโควิด-19 รวมถึงการบังคับใช้มาตรฐานทางบัญชี TFRS16 เป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของธุรกิจสายการบินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง AAV BA และ THAI โดยพบว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) สิ้นปี 2562 ของทั้ง 3 บริษัทอยู่ที่ 0.3 เท่า 0.7 เท่า และ 10.7 เท่าตามลำดับ

“โดยเฉพาะการบินไทยพบว่ามีหนี้สินต่อทุนสูงสุด หรือมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้น 11,800 ล้านบาท รวมถึงมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (Net Debt to EBITDA) สูงถึง 36.4 เท่า ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะต้องเพิ่มทุนสูงสุด โดยขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังว่าจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างเพิ่มทุนหรือปล่อยล้ม” นายภาสกรกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากโควิด-19 ยุติลงได้ในปีนี้ ธุรกิจสายการบินอาจไม่ถึงขั้นต้องปิดกิจการ รวมถึงยังมีปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงมาอยู่ระดับต่ำ ส่งผลบวกต่อต้นทุนของสายการบิน

ทั้งนี้จากงบการเงินของการบินไทยปี 2562 ระบุว่า บริษัทมีรายได้รวม 184,046 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 196,470 ล้านบาท และมีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 244,899 ล้านบาท

ขอใช้อู่ตะเภาจอดเครื่องบิน

และจากที่สายการบินต่าง ๆ หยุดบิน ทำให้ต้องหาที่จอดเครื่องบินจำนวนมาก นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กพท.อยู่ระหว่างรอหนังสือตอบกลับจากกองทัพเรือ (ทร.) ในฐานะหน่วยงานกำกับสนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือสายการบิน 6 ข้อไปก่อนหน้านี้ เรื่องที่ยังต้องขอให้กองทัพเรืออนุญาตคือ มาตรการลดค่าใช้หลุมจอดภายในสนามบินอู่ตะเภา เป็นที่จอดเครื่องบินของสายการบินต่าง ๆ เป็นการชั่วคราว พร้อมลดค่าจอด 50%

“สายการบินที่จะขอใช้หลุมจอดในพื้นที่ดังกล่าวหากไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้ได้ สามารถติดต่อไปยังกรมท่าอากาศยาน (ทย.) และ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ในการขอใช้หลุมจอดในสนามบินต่าง ๆ แทนได้ เพราะทั้ง 2 หน่วยงานได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม.แล้ว”

ด้านนายสมนึก รงค์ทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า ตัวเลขไฟลต์บินในประเทศ ขณะนี้ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2,900 เที่ยวบิน/วัน เหลือเพียง 1,200-1,400 เที่ยวบิน/วัน หรือลดลง 50% สำหรับมาตรการที่ บวท.ช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินคือ มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศลง 50% ตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 ธ.ค. 2563

ยกเลิกแล้ว 3.2 หมื่นเที่ยวบิน

รายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรง ทำให้ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งคือ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง (เชียงราย), ภูเก็ต, หาดใหญ่ (สงขลา) ได้รับผลกระทบจากจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารที่ลดลงเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.-28 มี.ค. 2563 มีสายการบินยกเลิกเที่ยวบินและแจ้งยกเลิกทำการบินล่วงหน้ารวม 32,991 เที่ยวบิน เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 26,648 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 6,343 เที่ยวบินคาดว่าจะส่งผลให้ ทอท.ได้รับผลกระทบในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงอากาศยาน (landing charges) ลดลง 20.69% และค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินลดลง 32.94% หรือมีรายได้ในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค.2 563 ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ยังไม่รวมส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (non aero)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...