โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ปฏิบัติการทวงคืนทับหลังฯ สะท้านโลก : ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล - เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 14 พ.ย. 2563 เวลา 17.00 น. • เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา

ทุกวันนี้ การเรียกคืนวัตถุโบราณที่ถูกโจรกรรมไปขายต่อในต่างประเทศ อาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด หากมีการพิสูจน์ได้ว่าของสิ่งนั้นได้รับมาอย่างไม่ถูกต้อง

เช่นเมื่อปีก่อน สหรัฐอเมริกาก็ส่งวัตถุโบราณวัฒนธรรมบ้านเชียง ทั้งกำไลสำริด กระดิ่งสำริด และภาชนะดินเผา อายุเป็นพันๆ ปีคืนประเทศไทยนับร้อยชิ้น หรืออย่างจีนเองก็ได้รับข้าวของที่ถูกขโมยไปช่วงสงครามโลกมากถึง 4,000 ชิ้น

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน เรื่องเหล่านี้อาจเป็นแค่ความฝัน เพราะการปล่อยศิลปวัตถุที่มีที่มาไม่ถูกต้องสักชิ้นออกไป อาจหมายถึงการต้องยอมปล่อยข้าวของอีกหลายชิ้น

แต่ก็ใช่ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นไปไม่ได้ 

อย่างหนึ่งในเคสสุดคลาสสิกที่โด่งดังไปทั่วโลก คือการที่คนไทยทั่วประเทศลุกขึ้นมาเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนจากชาติมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา หลังโบราณวัตถุชิ้นนี้สูญหายไปจากปราสาทหินพนมรุ้ง และถูกพบอยู่ที่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก จนเกิดกระแส “Art is beautiful, stolen art is not” โด่งดังไปทั่วโลก และทำให้สถาบันชื่อดังยอมคืนของที่ถูกขโมยสู่เจ้าของที่แท้จริง

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ หลายคนอาจนึกถึงวงคาราบาว ผู้แต่งเพลงทับหลัง ที่มีท่อนเด็ดว่า“เอาไมเคิล แจ็คสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากบุคคลผู้พบทับหลังที่อเมริกา และอยู่เบื้องหลังการเจราจาทวงคืนสมบัติชาติยาวนานนับสิบปี

ยอดมนุษย์..คนธรรมดาขอพาทุกคนไปเรื่องราวและความมุ่งมั่นของนักโบราณคดีคนสำคัญของเมืองไทย ‘ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล’

01

Art is beautiful, stolen art is not

ป้ายเขียนข้อความ Art is beautiful, stolen art is not - ศิลปะนั้นสวยงามนัก แต่ศิลปะที่ขโมยมานั้นไม่สวยเลย ถูกชูขึ้นท่ามกลางคลื่นมหาชนนับพันที่เดินขบวนไปยัง The Art Institute of Chicaco สถาบันศิลปะชื่อดังของสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็น Talk of the town ของปี 2530

สื่อมวลชนทุกสำนักต่างรายงานความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด 

สมาชิกหลายร้อยคนที่สนับสนุนสถาบันมาตลอด พากันยกเลิกการบริจาค เพราะรับไม่ได้กับการที่สถาบันแห่งนี้ยังแสดงงานที่ถูกขโมยไปจากเมืองไทย

ใครจะเชื่อว่า ทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความบังเอิญ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2515 ขณะที่ท่านสุภัทรดิศ ซึ่งเวลานั้นเป็นคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกเชิญไปบรรยายที่ The Art Institute of Chicaco เรื่องศิลปะไทยให้ชาวอเมริกันฟัง พอบรรยายเสร็จ เจ้าหน้าที่เห็นว่าเวลาเหลือ จึงเข้ามาถามว่า อยากชมโบราณวัตถุเอเชียของพวกเขาไหม ทรงตอบกลับไปทันทีว่า “เอาสิ”

เมื่อเดินเข้าไปก็ได้พบกับ ‘ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์’ ซึ่งความจริงควรต้องอยู่ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง โบราณสถานอายุเกือบพันปีที่จังหวัดบุรีรัมย์

“เมื่อเห็นก็ทราบทันทีว่ามาจากปราสาทหินพนมรุ้ง ที่สามารถบอกได้เพราะเคยผลิตหนังสือให้กรมศิลปากร ซึ่งเคยมีการตีพิมพ์ทับหลังชิ้นนี้ในหนังสือมาก่อน ผมเป็นคนตรวจปรู๊พเอง จึงจำได้อย่างแม่นยำ จึงทำหนังสือรายงานไปที่อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นเพื่อขอทับหลังคืน”

สำหรับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คือ หินทรายที่แกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์กำลังนอนอยู่บนตัวพญาอนันตราคราช มีพระลักษมี พระมเหสีคอยปรนนิบัติอยู่ด้านล่าง และมีพระพรหมนั่งอยู่ดอกบัว ซึ่งผุดออกจากสะดือของพระนารายณ์ หมายถึงการสร้างโลกใบใหม่ แทนใบเดิมซึ่งถูกทำลายล้างไปแล้ว

โดยทับหลังที่ปราสาทหินพนมรุ้ง คาดว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ.1675-1700 และมีหลักฐานการมีอยู่เป็นภาพถ่ายที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่บันทึกไว้เมื่อปี 2472 กับภาพของอาจารย์มานิต วัลลิโภดมอดีตหัวหน้ากองโบราณคดี กรมศิลปากร ซึ่งเข้ามาสำรวจเมื่อปี 2503

ทับหลังชิ้นนี้จะสูญหายไปเมื่อไหร่ไม่ปรากฏ บ้างก็ว่าถูกขโมยออกไปช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทยหลายจุด และอีกไม่น้อยก็เชื่อว่าเป็นฝีมือคนไทยกันเองที่ได้รับออเดอร์จากนักค้าของเก่า เนื่องจากเมื่อปี 2508 กรมศิลปากรได้พบกับชิ้นส่วนบางชิ้นของทับหลังที่ร้านขายเก่าย่านราชประสงค์จึงได้ยึดคืนมา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานชัดเจน แต่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโกกลับเลือกใช้ความเงียบตอบโต้หนังสือของกรมศิลปากร จนกรมศิลปากรต้องส่งหนังสือไป 3 รอบ ผ่านมา 3 ปี สถาบันถึงตอบกลับมาว่า ทับหลังนี้ไม่ใช่ของสถาบัน แต่เป็นของ Mr.James W. Alsdorf ให้ยืมมาจัดแสดง และเรียกร้องให้ไทยส่งหลักฐานมาแสดงว่าเป็นเจ้าของโบราณวัตถุจริง

แต่ถึงไทยจะส่งหลักฐานไป ทั้งภาพถ่ายและการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ สถาบันแห่งนี้ก็นิ่งเฉยเหมือนเดิม เหตุผลง่ายๆ เป็นเพราะหากพวกเขายอมส่งคืนทับหลังแก่ไทย ก็อาจจะส่งโบราณวัตถุคืนอีกหลายประเทศที่ทำหนังสือแบบเดียวกัน จนพิพิธภัณฑ์ในสหรัฐฯ อาจไม่เหลือผลงานให้จัดแสดง

เหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงปี 2530 ท่านสุภัทรดิศได้ไปปาฐกถาเรื่องเมืองศรีเทพ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ด้วยความที่ทราบทราบอินเดียเคยถูกโจรกรรมรูปปั้นพระอิศวรฟ้อนรำ และไปปรากฏอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา จนต้องทวงคืน จึงสอบถามกับภัณฑารักษ์ จนได้ความว่า อินเดียได้เทวรูปคืนมาแล้ว พอถามต่อว่าทำได้ยังไง เขาก็ตอบว่า ต้องใช้พลังของประชาชนอเมริกันช่วยกดดัน

พอกลับมาถึงเมืองไทย ท่านสุภัทรดิศจึงทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากรอีกครั้ง พร้อมย้ำว่า ต้องเปลี่ยนแผน หันมาใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้น โดยให้กรมศิลปากรแจ้งไปยังสื่อมวลชนว่าบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และการสัมภาษณ์ครั้งนี้จะคุยแต่นักข่าวไทยไม่ได้ แต่ต้องคุยกับสื่อนอก จาก TIME Magazine, Weekly, The New York Times ด้วย เพื่อให้ข่าวแพร่สะพัดที่สุด

นอกจากนั้นท่านยังชี้ช่องให้เห็นว่า ปกติพิพิธภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกาจะถือหลักว่า ไม่รับโบราณวัตถุที่ได้แบบผิดกฎหมาย แต่เวลานี้ Alsdorf ได้เสียชีวิตแล้ว และมอบศิลปวัตถุทั้งหมดแก่สถาบัน เพราะฉะนั้นสถาบันจะมาอ้างว่า ไม่เคยทราบว่าทับหลังชิ้นนี้ถูกขโมยมาไม่ได้

ท่ามกลางการต่อสู้อันยาวนาน สถาบันพยายามหาข้ออ้างทุกวิถีทางเพื่อยื้อไม่คืนทับหลัง เช่นการขอให้ไทยส่งศิลปวัตถุชิ้นอื่นมาแลกเปลี่ยน บ้างก็บอกว่าคืนไม่ได้เพราะใช้ทับหลังชิ้นนี้สอนศิลปะขอมแก่นักศึกษา รวมถึงยื่นข้อเสนอขอยืมมาจัดแสดงแบบถาวร

ส่วนเมืองไทยเองก็ตื่นตัวไม่แพ้กัน เช่น ส.ส.บุรีรัมย์ ชื่อว่า พรเทพ เตชะไพบูลย์ก็ทำจดหมายเปิดผนึกไปถึงสื่อมวลชนอเมริกัน ซึ่งมีหนังสือพิมพ์กว่าสิบฉบับตีพิมพ์เรื่องนี้ ส่วนคาราบาวก็แต่งเพลงทับหลัง ปลุกกระแสคนไทยให้ลุกขึ้นมาทวงสมบัติชาติ จนกลายเป็นเรื่องโด่งดังไปทั่วโลก

การเคลื่อนไหวครั้งนี้นำไปสู่การออกมาเดินขบวนของคนไทยในสหรัฐอเมริกา มีคนต่างชาติทั้งชาวเอเชีย และชาวอเมริกันร่วมด้วย สมาชิกที่บริจาคให้สถาบันหลายร้อยดอลลาร์พากันเลิกสนับสนุน จนสถาบันสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย แต่สิ่งที่มากกว่าคือชื่อเสียง เพราะถูกตราประทับว่า รับของโจร จนทนแรงกดดันไม่ไหวต้องออกแถลงการณ์ว่า จะส่งคืนทับหลัง หากหาของที่มีคุณค่าทัดเทียมกันได้

กระทั่ง วันที่ 8 พฤศจิกายน 2531 The Art Institute of Chicaco ได้ส่งทับหลังขึ้นเครื่องบิน หลังมูลนิธิ Elizabeth Cheney ยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยการหาโบราณวัตถุอื่นมาแทน สถาบันจึงประกาศว่า  ขอมอบทับหลังคืนเมืองไทย เพื่อช่วยให้ปราสาทหินพนมรุ้งที่กำลังบูรณะใกล้เสร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ทับหลังเดินทางมาถึงเมืองไทย ในวันที่ 11 พฤศจิกายน จ่าหน้าผู้รับคือท่านสุภัทรดิศ ท่านต้องบินตรงจากเชียงใหม่มารับโบราณวัตถุชิ้นนี้โดยเฉพาะ ภาพที่เห็นคือ ทับหลังเสียหายไปไม่น้อย เช่น เศียรพระพรหมหายไปทั้งสี่หน้า พระลักษมีหายไปทั้งพระองค์ แต่ท่านสุภัทรดิศ ก็มั่นใจว่านี่คือของจริง

“มีคนโทรศัพท์มาบอกผมว่านี่ของปลอม แต่ไม่จริงหรอก ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์มีปลอมขึ้นมาอีก 3 ชิ้นที่ผมได้เห็นอยู่ต่างประเทศทั้งนั้น ชิ้นหนึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ อีกชิ้นอยู่ที่โคโลญ เยอรมนี และอีกชิ้นอยู่ในซานฟรานซิสโก อเมริกา แต่ทั้งหมดมันแปลก เพราะของจริงที่บ่าพระนารายณ์มีรู ไอ้พวกปลอมไม่มีรู มันไม่ได้สังเกตเห็น เราเห็นรูนี่ดูก็รู้ ส่วนกรมศิลปากรเขาถ่ายรูปเชิงซ้อน อะไรต่อมิอะไร เขาก็ยืนยันว่าเป็นของจริง”

แม้ความสำเร็จนี้จะเป็นของคนไทยทั้งประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มีหมุดอิฐก้อนแรกที่ชื่อ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทับหลังนี้ก็คงยากจะกลับคืนได้ และนี่คือหนึ่งในผลงานที่ท่านภูมิใจมากที่สุดในชีวิตของการเป็นนักโบราณคดี

02

เลือดพ่อแรง

“ผมนึกถึงในฐานะที่ท่านเป็นปราชญ์ มากกว่าในฐานะที่เป็นพ่อ”คือความรู้สึกของท่านสุภัทรดิศ เมื่อเอ่ยถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดา

เหตุเพราะเมื่ออายุได้ 1 เดือน พระบิดาก็ยกท่านไปอยู่ในการดูแลของพระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ซึงมีศักดิ์เป็นอา (เจ้าจอมมารดาของทั้งสองพระองค์ เป็นพี่น้องกัน)

ท่านสุภัทดิศอยู่กับเสด็จอาจนถึงอายุ 11 ขวบ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชาจึงสิ้นพระชนม์ เลยกลับไปอยู่ที่วังวรดิศ แต่ช่วงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กรมพระยาดำรงฯ ย้ายไปอยู่ปีนังแล้ว 

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้ท่านจะไม่ได้ใกล้ชิดกับเสด็จพ่อเลย แต่กลับชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เหมือนกัน สมัยเด็กๆ ท่านสุภัทรดิศติดพงศาวดารจีนมาก ราชวงศ์ถัง เหม็ง เช็ง ท่านรู้หมด เมื่อรู้แล้วก็อยากค้นหาความจริงว่า มันมีจริงหรือไม่

พอเรียนจบชั้นมัธยมได้คะแนนวิชาคำนวณสูงสุดของรุ่น แต่ไม่ได้เลือกสายวิทยาศาสตร์ หันไปเรียนสายอักษรศาสตร์แทน พระบิดาซึ่งเสด็จฯ กลับมาอยู่เมืองไทย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงดึงตัวมาช่วยงานเป็นราชเลขานุการ เขียนประวัติของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ รวมทั้งดูแลเอกสารส่วนพระองค์

กรมพระยาดำรงฯ ทรงเห็นแววพระโอรสองค์รองสุดท้าย ถึงขึ้นทำนายอนาคตว่า “เธออายุซัก 40 ก็คงจะได้เป็นปราชญ์ของเมืองไทยหรอก แต่ว่าตอนนี้ยังคลำหาทางไม่ถูกไปก่อน”ก่อนจะสิ้นพระชนม์หลังกลับมาอยู่เมืองไทยราว 2 ปี

เมื่อท่านสุภัทรดิศเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก็หันไปเรียนครู จากนั้นก็ไปช่วย ม.ล.ปิ่น มาลากุล ทำตำราเรียนอยู่กระทรวงศึกษาธิการ 

แล้ววันหนึ่งชีวิตท่านก็พลิกผันมาสู่งานโบราณคดี เมื่อ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล พี่สาวตัดสินใจยกหนังสือของกรมพระยาดำรงฯ ให้รัฐบาล กรมศิลปากรเลยตั้ง ‘หอสมุดดำรงราชานุภาพ’ พร้อมโอนย้ายท่านสุภัทรดิศมาดูแลที่นี่ ทำได้ปีเศษ ท่านก็ได้ทุนจาก British Council ให้มาดูงานที่อังกฤษ 3 เดือน เพื่อศึกษาเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี

ท่านเลยถือโอกาสลาไปเรียนต่อเสียเลย ตอนแรกก็อยากจะไปอังกฤษ แต่พี่ชายที่เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษบอกว่า ไปฝรั่งเศสดีกว่า เพราะได้รู้ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ท่านสุภัทรดิศจึงเลือกเรียนที่ Ecole Du Louvre ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ 

“ปีแรกหนักมาก ฟังศาสตราจารย์ไม่รู้เรื่องเลย แต่จำต้องทน พยายามอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับศิลปะตะวันออก หาศัพท์ทุกตัวที่ไม่ทราบและพยายามท่องจำไว้ ไม่ช้าก็อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะเล่มอื่นๆ ได้เพราะศัพท์มักจะใช้ซ้ำๆ กันอยู่เสมอ”

การเรียนที่ฝรั่งเศสเปิดโลกของท่านชายให้กว้างขึ้น ข้อเด่นเพราะฝรั่งเศสค้นคว้าเกี่ยวกับเอเชียอาคเนย์ไว้มาก โดยเฉพาะศิลปะขอมนั้นบันทึกไว้ละเอียดพอสมควร จากนั้นท่านก็ข้ามฝั่งไปเรียนต่อที่อังกฤษ ซึ่งสนใจเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ เน้นขุดค้นเศษเครื่องถ้วยชาม แต่ยังไม่ทันจบปริญญาเอก ท่านก็ตัดสินใจกลับมาก่อน เพราะไม่ถูกกับอาจารย์ที่ปรึกษา แต่ก็ถือเป็นคนไทยคนแรกที่จบมาสายนี้โดยตรง

“การเรียนปริญญาเอก ถ้าถูกกับอาจารย์หน่อยก็ง่าย ประจบประแจงซักหน่อยมีหวังได้ แต่ไม่ได้คิดตอนนั้นคือ โมโหว่าอาจารย์ไม่ดี คือผมไปเรียนที่ฝรั่งเศสก่อน แล้วไปเรียนที่อังกฤษ แล้วอาจารย์ที่สอนผม แกไม่ถูกกับสกุลฝรั่งเศส แต่ผมจบฝรั่งเศสไป แกก็ขวางต่างๆ ซึ่งทำให้ผมโมโห แต่พอกลับมานั่งนึกเสียดาย เราน่าจะเรียนให้ได้ด็อกเตอร์ ยอมละทิ้งความมีอคติเกี่ยวกับอาจารย์”

พอกลับมาเมืองไทย ท่านก็มาเป็นภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก่อนจะมาช่วยบุกเบิกวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี ที่โรงเรียนศิลปศึกษาของกรมศิลปากร ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลักสูตรที่ทรงวางก็ได้มาจากฝรั่งเศส โดยเน้นเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศิลปะของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน นักศึกษาจะต้องรู้จักเรื่องราวของอินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย กัมพูชา จีน รวมถึงญี่ปุ่นด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นักศึกษาไทยที่ได้เรียนวิชาเหล่านี้ พร้อมกับแปลตำราจากฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย

“คนมักนึกว่าผมเป็นนักโบราณคดี แต่ความจริงไม่ใช่หรอก มันเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะมากกว่า คือว่าไทยเราตั้งแต่สมัยพ่อผมใช้โบราณคดีเรียกรวมทั้งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ แต่ในปัจจุบันสากล โบราณคดีมักจะเรียกเกี่ยวกับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการขุดค้น ส่วนประวัติศาสตร์ศิลปะทำเกี่ยวกับพระพุทธรูป พวกอะไรต่ออะไร ซึ่งผมเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ศิลปะมากกว่า”

ท่านทำหน้าที่อยู่ที่พิพิธภัณฑ์นาน 9 ปี ทำวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะไทยแขนงต่างๆ รวมถึงเขียนคู่มือนำชมพิพิธภัณฑ์หลายเล่ม จึงโอนย้ายไปเป็นคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

แม้มีชาติกำเนิดเป็นเจ้า แต่ท่านก็เป็นอาจารย์ที่ลูกศิษย์รักมาก เพราะทุกคนเข้าถึงได้หมด

ท่านพยายามแสวงหาผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศมาช่วยสอนหนังสือ อย่าง อ.ประเสริฐ ณ นคร ก็เริ่มสอนอ่านจารึกจากการชักชวนของท่าน นอกจากนี้ท่านใกล้ชิดกับลูกศิษย์ มีเกร็ดความรู้มากมายสอน และถ้าได้เกิดต้องขาดสอน ท่านก็ชดเชยให้ในวันหยุด เวลาลูกศิษย์ศึกษาลงพื้นที่ไปขุดค้น ท่านก็ติดตามไปเสมอ ทั้งสอนทั้งแนะนำให้ความรู้ เล่าถึงที่มาที่ไปของแต่ละพื้นที่แบบละเอียด

ที่สำคัญท่านยังมีบทบาทส่งเสริมลูกศิษย์ที่มีแววให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อจะได้กลับมาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์และนักโบราณคดี และช่วยวงการนี้ให้เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น

ไม่แปลกเลยว่า ทำไมท่านหญิงพูนพิศมัยถึงเอ่ยถึงน้องชายคนนี้ว่า “ไม่เชื่อเลือดแล้วจะเชื่ออะไร เพราะว่าตาปานไม่เคยอยู่ใกล้เสด็จพ่อเลย” เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดหากจะบอกว่า ท่านสุภัทรดิศคือลูกไม้ใต้ต้นของกรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างแท้จริง

03

คิดแบบนักประวัติศาสตร์

แม้จะคลุกคลีกับวงการของเก่ามายาวนาน แต่ท่านสุภัทรดิศยึดหลักไม่สะสมของเก่า ท่านไม่มีคอลเลกชันส่วนตัว มีแต่หนังสือประมาณ 4,000 เล่ม

“ผมเชื่ออาจารย์ฝรั่งเศสของผม ที่บอกว่า Museum Man ไม่ควรจะมีคอลเลกชันของตัวเอง เพราะของดีเราก็ไม่ให้พิพิธภัณฑ์ เราจะเก็บไว้เป็นของเรา ฉะนั้นอย่าเก็บเสียเลยดีกว่า พ่อผมก็ไม่เก็บ พ่อผมถ้าเผื่อมีของดีก็ให้พิพิธภัณฑ์เลย ถ้าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ผมจะไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วถ้าคิดจะสะสมก็ต้องซื้อ ผมไม่ใช่คนร่ำรวยอย่างนั้น”

สุจิตต์ วงศ์เทศลูกศิษย์ของท่านสุภัทรดิศ เคยเล่าว่า สมัยไปขุดค้นซากเมืองศรีเทพที่จังหวัดเพชรบูรณ์ คณบดีก็มาเยี่ยมโดยลงรถที่บ้านโคกสะอาด แล้วก็เดินเท้าเข้ามาถึงเมืองศรีเทพอีก 8 กิโลเมตร เพราะไม่มีถนนเข้า พอมาถึงพระปรางค์ ท่านก็เจอวัดร้าง และมีพระสงฆ์อยู่รูปหนึ่งมาตั้งสำนักวิปัสสนา ขรรค์ชัย บุนปานเพื่อนของเขาก็ไปตีสนิทกับพระ พร้อมถามว่ามีของโบราณไหม พระก็เลยชี้ให้ดูก้อนหินธรรมดาก้อนหนึ่ง พอมองไปก็เห็นเป็นเศียรพระวิษณุที่สวยงามมาก

“คุณขรรค์ชัยรู้ว่าคืออะไร ก็เลยบอกพระว่าเจ้าเสด็จ ถวายเจ้าซะ ม.จ.สุภัทรดิศก็เจ้าจริง ๆ พระก็ถวายเจ้า เจ้าก็เลยถวายเงินให้พระไปร้อยบาทมั้ง พอได้มาท่านสุภัทรดิศก็เอาไปตั้งไว้ที่คณะ ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรไปดูเข้า เขามาวัดขนาดแล้วบอก มันเข้ากันได้ กับของที่เหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ เลยขอยืมเศียรจากท่านสุภัทรดิศไปต่อเข้า ปรากฏว่าเข้ากันได้กับองค์พอดีเลย”

ท่านสุภัทรดิศมองว่าศิลปวัตถุต่างๆ ทำให้เราเข้าใจถึงรากเหง้าและความเป็นมาของผู้คนได้ และยังสามารถนำไปต่อยอดสู่มิติอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยท่านยังเสนอให้ตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ไม่เพียงแค่นั้น ท่านยังสนับสนุนให้หน่วยราชการร่วมมือและสนับสนุนให้คนมีฐานะที่มีของเก่าสะสมไว้ในคลังจำนวนมาก จัดทำพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางที่รัฐบาลซึ่งมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเงินและคนจะดูแลศิลปวัตถุจำนวนมหาศาลได้ไหว

“เราควรจะต้องทำลายความรู้สึกที่ว่าคนชอบเก็บของไว้เป็นสมบัติส่วนตัว เพราะถ้าปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ เราก็ยึดเป็นของรัฐหมดได้ แต่ตราบใดที่ยังเป็นระบบนายทุน เราต้องสนับสนุน Private Collector แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องคุมเขา ต้องมีกฎหมาย มีการขึ้นทะเบียน ถ้าเผื่อขึ้นเป็นโบราณวัตถุชิ้นไหนแล้ว แลกเปลี่ยนได้ ขายได้ แต่ต้องอยู่ในประเทศ ออกนอกประเทศไม่ได้”

สิ่งเหล่านี้มีตัวอย่างให้เห็นในต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายว่า ถ้าเอาวัตถุโบราณให้ราชการหรือพิพิธภัณฑ์จะสามารถลดภาษีได้ เศษฐีหลายคนเลยเปิดพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้ามาเรียนรู้ได้

เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่องทวงคืนสมบัติชาติ ท่านสุภัทรดิศบอกว่า หากวัตถุชิ้นนั้นไม่ได้สำคัญก็ไม่จำเป็นต้องทวงคืนให้เสียแรง เสียเงินเปล่าๆ

“ผมไม่เห็นด้วยที่เราจะต้องทวงคืนหมดทุกชิ้น ต้องดูความสำคัญความเหมาะสมประกอบกันด้วย เพราะศิลปวัตถุเหล่านี้ก็ช่วยทำให้ชาวต่างประเทศได้รู้จักประเทศเราด้วยในทางอ้อม อย่างทับหลังนารายณ์ฯ ถ้าเรายังปล่อยให้ปราสาทพนมรุ้งไว้เป็นป่าชัฏป่าช้าแล้วละก็ ผมก็ไม่เห็นว่าจะทวงคืนมาทำไม”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้โบราณคดีในเมืองไทยสามารถเจริญเติบโต และเดินหน้าร่วมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดได้ต่อไป

04

ความรู้ไม่สิ้นสุด

ท่านสุภัทรดิศเกษียณอายุจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ในตำแหน่งอธิการบดี แต่สิ่งหนึ่งท่านสุภัทรดิศไม่เคยหยุดทำตลอดชีวิต คือการถ่ายทอดองค์ความรู้และความสำคัญของงานโบราณคดีไปสูวงกว้าง

ท่านรับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ หรือ SPAFA ซึ่งเป็นองค์กรระดับนานาชาติ เพื่อเผยแพร่เทคนิคใหม่ๆ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับวิชาโบราณคดี แก่ชาติสมาชิก ทั้ง ไทย บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว และเวียดนาม โดยได้การสนับสนุนจากประเทศอย่าง ฝรั่งเศส เยอรมนี นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย

ตลอดจนยังเป็นที่ปรึกษาให้กรมศิลปากร และกรรมการด้านวัฒนธรรมต่างๆ แก่รัฐบาล เช่นการขับเคลื่อนเรื่องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง หรือก่อนหน้านี้ท่านก็มีส่วนสำคัญในการชี้ช่องให้รัฐบาลเรียกคืนทับหลังที่ปรางค์กู่สวนแตง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปรากฏอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวของ Mr.Avery Brundage อดีตประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล จนกลับคืนสู่ประเทศ เมื่อปี 2513 

หากแต่งานที่ท่านไม่เคยขาดเลย คือ การสอนหนังสือที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งท่านตั้งใจจะสอนไปตลอดชีวิต หากแต่ในเทอมสุดท้ายของปีการศึกษา 2540 ท่านก็เริ่มประชวรและไม่ได้มาสอนที่คณะอีกเลย

ช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านสุภัทรดิศได้ยกหนังสือที่เก็บไว้ รวมถึงเอกสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ทรงศึกษาค้นคว้าและสะสมไว้ ตลอดจนสไลด์ที่ใช้ประกอบการสอนทั้งหมด รวมแล้วกว่า 16,000 ชิ้น มอบแก่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะจากไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 

“ผมเห็นว่าคนเราเกิดมาเหมือนหยดน้ำในมหาสมุทร จะเอาอะไรไปหนักหนา วันหนึ่งเราก็ตาย มันก็จบหายไป ผมพูดตามตรง ไม่ต้องการจะทิ้งอะไรไว้ในโลกนี้เลย ยกเว้นห้องสมุดของผมอย่างเดียว”

และนี่คือเรื่องราวของบุคคลที่เกิดมาเป็นครูตลอดไป แม้วันนี้ท่านจะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ตาม

ติดตามบทความใหม่ๆ จาก เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดาได้บน LINE TODAY ทุกวันอาทิตย์

ข้อมูลและภาพประกอบการเขียน

  • หนังสือ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2547
  • นิตยสาร ลลนา ฉบับที่ 302 เดือนกรกฎาคม 2528
  • นิตยสาร Hi-Class ปีที่ 4 ฉบับที่ 48 เดือนเมษายน 2531
  • นิตยสาร Trendy Man ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 สิงหาคม 2536
  • รายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ตอน ทวารวดี เมืองศรีเทพ ลุ่มแม่น้ำป่าสัก  จ.เพชรบูรณ์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...