โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดไส้ในสัมปทานสายสีเขียว BTS ลุ้น “ประยุทธ์-อาคม” เคาะปิดดีล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 พ.ย. 2563 เวลา 03.33 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 02.00 น.

แม้จะผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไปแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. 2562 ล่าสุด “สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว” มี บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ของเจ้าพ่อรถไฟฟ้าบีทีเอส “คีรี กาญจนพาสน์” เป็นคู่สัญญากับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่ได้รับการประทับตราจากคณะรัฐมนตรี ครม. ต้องฝ่าด่านขุนคลังคนใหม่ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ที่ต้องเจียระไนรายละเอียด

ถึงไทม์ไลน์การเซ็นสัญญายังไม่ปรากฏ คงไม่กระทบต่อเจ้าพ่อบีทีเอสมากนัก เพราะสัญญาสัมปทานเดิมยังเหลืออีกตั้ง 9 ปี แถมยังได้รับค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายจาก กทม.ทุกเดือน จนกว่าสัมปทานใหม่จะเริ่มนับหนึ่ง

สำหรับสัมปทานใหม่จะรวมของเก่า จะสิ้นสุดวันที่ 4 ธ.ค. 2572 เป็นสัญญาเดียวกัน มีระยะเวลา 30 ปี แต่จะเริ่มนับหนึ่งต่อเมื่อสิ้นสุดสัมปทานเดิมไปแล้ว เพราะปัจจุบันบีทีเอสนำเข้าไปอยู่ในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท ไม่สามารถจะนำมาทำอะไรได้ โดยสัญญาใหม่เริ่มรันวันที่ 5 ธ.ค. 2572-วันที่ 4 ธ.ค. 2602

บทสรุปออกมาแบบนี้ เป็นเพราะ กทม.ต้องการให้เอกชนหาเงินก้อนมาปลดหนี้ก่อสร้างส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการและหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่รับช่วงมาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าปรับปรุงสถานีตากสิน รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 107,000 ล้านบาท พร้อมเขย่าโครงสร้างราคาใหม่ เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว เพื่อให้การเดินรถต่อเนื่องทั้งโครงการ เริ่มต้น 15-65 บาท

ซึ่งการเจรจาสัมปทานดำเนินการตามคำสั่ง คสช. เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2562 มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานการเจรจา ซึ่งคณะกรรมการมีประชุม 10 ครั้ง ถึงจะได้ข้อยุติออกมาเป็นการขยายระยะเวลาร่วมทุนเพิ่มเติม จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 4 ธ.ค. 2572-2602

ในรายละเอียดผู้รับสัมปทานจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายโดยนับเป็นทุนของโครงการ มีค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการและหมอชิต-คูคตทั้งหมด

รับภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของหนี้เงินกู้ที่ กทม.มีต่อกระทรวงการคลัง จำนวน 44,429 ล้านบาท สำหรับช่วงระยะเวลาร่วมลงทุนเดิม

ส่วนต่างค่าจ้างการให้บริการเดินรถ และรายได้ค่าโดยสารของส่วนต่อขยาย และค่าตอบแทนเพิ่มเติมสำหรับช่วงระยะเวลาร่วมทุนเดิม แต่ปรับลดผลตอบแทนของผู้รับสัมปทานหรือ EIRR จะปรับลดค่าจ้างการให้บริการเดินรถลง 16%

รับภาระส่วนต่างค่าจ้างให้บริการเดินรถและรายได้ค่าโดยสารส่วนต่อขยายอ่อนนุช-แบริ่งและตากสิน-บางหว้า ซึ่งคงค้างอยู่ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2562 ถึงวันที่สัญญาร่วมลงทุนมีผลบังคับใช้ และส่วนต่อขยายใหม่ทั้งหมดก่อนที่สัญญาร่วมทุนมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ผู้รับจ้างยังคงมีสิทธิได้รับค่าจ้างบริการเดินรถคงค้างทั้งหมดตั้งแต่ ธ.ค. 2561-เม.ย. 2562

ผู้รับสัมปทานจะชำระค่าตอบแทนเพิ่มเติมจำนวน 5% ของรายได้ค่าโดยสารจากส่วนต่อขยายทั้งหมด เพื่อตอบแทนการให้สิทธิดำเนินกิจการพาณิชย์ของส่วนหลักที่นอกเหนือจากสัมปทานเดิมและส่วนต่อขยาย โดยนำไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าจ้างการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงในส่วนหลักและส่วนต่อขยาย

 

นอกจากนี้ต้องรับผิดชอบปรับปรุงสถานีสะพานตากสินนับเฉพาะส่วนค่าปรับปรุงสะพานและรางรถไฟฟ้าให้เป็น 2 ราง จัดทำประตูกั้นชานชาลาเส้นทางหลักและส่วนต่อขยาย และบำรุงรักษาสะพานคนเดินหรือ sky walk ส่วนต่อขยายในช่วงสัมปทานเดิม รับผิดชอบชำระเงินสนับสนุนที่ผู้รับสัมปทานต้องชำระเพื่อชดเชยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าโดยสารแก่กองทุน ในช่วงระยะเวลาร่วมทุนเดิม

ชำระค่าใช้ที่ดิน ค่าเช่าที่ราชพัสดุบริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงหมอชิต รวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริงตามจำนวนที่ กทม.ชำระให้แก่กรมธนารักษ์ โดยนับเป็นค่าใช้จ่ายของโครงการเฉพาะช่วงระยะเวลารวมลงทุน 2572-2602

ขณะที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กทม.จะรับผิดชอบเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เว้นส่วนที่ผู้รับสัมปทานใช้ดำเนินการกิจการพาณิชย์ ส่วนเอกชนรับผิดชอบภาระภาษีที่อยู่นอกท้องที่ กทม.และภาษีอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการของเอกชน

ส่วนหลักเกณฑ์การปรับเพดานค่าโดยสาร ใช้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ปรับทุก 24 เดือน มีโครงสร้างอัตราค่าโดยสารเส้นทางหลักปี 2562-4 ธ.ค. 2572 กำหนดเป็น 15 บาท สูงสุดไม่เกิน 44 บาท

โครงสร้างค่าโดยสารส่วนต่อขยายปี 2562-2602 และเส้นทางหลัก วันที่ 5 ธ.ค. 2572-2602 กำหนดเป็น 15 บาท บวกเพิ่ม 3 บาทต่อสถานี สูงสุดไม่เกิน 65 บาท โดยค่าแรกเข้าจะยกเว้นเฉพาะผู้โดยสารที่เปลี่ยนถ่ายมาจากระบบรถไฟฟ้าอื่นที่ยกเว้นค่าแรกเข้าระบบที่เปลี่ยนมาโครงการภายใต้ระบบตั๋วร่วม

สำหรับผลตอบแทนที่เสนอให้ กทม. ในช่วงปี 2562-2572 ชำระภาระค่างานติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกลส่วนต่อขยายใหม่ ภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้ที่มีต่อกระทรวงการคลัง ภาระส่วนต่างค่าจ้างการให้บริการเดินรถส่วนต่อขยายทั้งหมด กับรายได้และค่าตอบแทนที่เพิ่มเติม

ภาระค่าจ้างการให้บริการเดินรถคงค้างของส่วนต่อขยาย ก่อนวันที่สัญญาร่วมทุนจะมีผลบังคับใช้ ภาระค่าตอบแทนเพิ่มเติม 5% ของรายได้ค่าโดยสารส่วนต่อขยาย

ระหว่างปี 2573-2602 จะแบ่งรายได้ให้ กทม.ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 2572-4 ธ.ค. 2602 ในช่วง 15 ปีแรก 2572-2587 อัตรา 10% ของรายได้ค่าโดยสาร ระยะ 10 ปีต่อมา 2588-2597 อัตรา 15% ของรายได้ค่าโดยสาร และ 5 ปีสุดท้าย 2598-2602 อัตรา 25% ของรายได้ค่าโดยสาร หากผลตอบแทนเกินกว่า 9.60% จะแบ่งกระแสเงินสดสุทธิต่อผู้ถือหุ้นให้ กทม.เพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา

ทั้งนี้มีข้อสังเกตจากสำนักงานอัยการสูงสุด เรื่องการแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาหลักของโครงการในส่วนสัญญาจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนหลักและส่วนต่อขยาย และสัญญาอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ก่อนลงนามสัญญา

เป็นผลเจรจาที่ผ่านการพิจารณาจากเจ้ากระทรวงมหาดไทย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงถูก “ดอง” มานานร่วมปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...