โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปวดท้องประจำเดือนบ่อย อย่าปล่อยไว้ สัญญานเตือนสมดุลฮอร์โมนผู้หญิงที่ต้องใส่ใจ

UndubZapp

เผยแพร่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 06.00 น. • อันดับแซ่บ

อาการปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps) เป็นอาการปวดเกร็งหรือปวดบีบบริเวณท้องน้อย ที่เกิดขึ้นได้ก่อนที่จะมีประจำเดือนหรือในช่วงระหว่างการมีประจำเดือน ความรุนแรงของอาการปวดมีได้ตั้งแต่ระดับปวดพอให้รำคาญ ไปจนถึงปวดรุนแรงจนต้องระงับอาการปวดด้วยยา หรือพบแพทย์ จนเคยชินและคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงทุกคนต้องเจอ แต่ความจริงแล้ว อาการปวดท้องประจำเดือน รวมไปถึงอาการตกขาว มีกลิ่น หรือประจำเดือนไม่ปกติอาจไม่ใช่เรื่องปกติ แต่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสาวๆ ให้รู้ถึงภาวะความไม่สมดุลฮอร์โมนไม่ปกติผู้หญิง

ทำไมถึงปวดท้องเวลามีประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนแม้จะดูเป็นเรื่องปกติชีวิตของผู้หญิงในลักษณะที่เรียกว่า ปวดพอให้รู้สึกรำคาญ แล้วหายไปเอง แต่หากว่าอาการปวดรุนแรงขึ้น ถึงขั้นต้องหยุดงานหรือหยุดเรียน ต้องพึ่งยาแก้ปวด รวมไปถึงมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหลังด้านล่าง คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออก ท้องเสียหรือท้องผูก ท้องอืด หรือปวดศีรษะ อาจเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติของสมดุลภายในร่างกาย หรือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคภัยไข้เจ็บประสาผู้หญิงที่เป็นผลมาจากความสมดุลของฮอร์โมนได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุของอาการปวดประจำเดือนนั้น สามารถเกิดได้จากสาเหตุหลัก คือ 1.มดลูกเกิดการบีบหรือหดตัวรุนแรง สาเหตุมาจากกล้ามเนื้อมดลูกที่อยู่บริเวณรอบๆ โพรงเยื่อบุมดลูกเกิดการหดตัว และต้นเหตุของระดับอาการปวดเกิดจากการหลั่งสารที่ชื่อว่า “โพรสตาแกลนดิน (Prostraglandin)” ออกมา ยิ่งสารดังกล่าวหลั่งออกมามาก อาการปวดท้องประจำเดือนก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น อาการ: มีอาการปวดบีบหรือปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงมาก แค่สร้างความรำคาญใจให้เฉยๆ บางรายอาจมีอาการปวดเมื่อยบริเวณหลังด้วย สำหรับผู้ที่ประจำเดือนมามาก อาจมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

2.ปัญหาสุขภาพแอบแฝง สาเหตุเกิดจากปัญหาสุขภาพ หรือโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในมดลูก ซึ่งไม่เป็นเนื้อร้าย ภาวะถุงน้ำรังไข่ ช็อกโกแลตซีสต์ การติดเชื้อในช่องคลอด เป็นต้น สำหรับอาการที่สังเกตุได้นั้น จะมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง อาจถึงขั้นลุกเดินไม่ไหว บางรายอาจมีไข้ หรือมีภาวะไข้ทับระดู สีของเลือดประจำเดือนแปลกจากเดิม ตกขาวมีกลิ่นเหม็น คันบริเวณปากช่องคลอด ภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน

ปวดท้องประจำเดือนแบบใดถือว่าผิดปกติ?

หากไม่แน่ใจว่าอาการปวดท้องประจำเดือนของตนเองเข้าข่ายผิดปกติหรือไม่ สามารถสังเกตอาการผิดปกติเบื้องต้นได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ปวดท้องประจำเดือนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • ปวดท้องอย่างรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ปวดท้องจนลามไปถึงส่วนอื่นๆ ในร่างกาย อาทิ ไหล่ แขน ขา หลัง ทวารหนัก
  • ปวดท้องจนเป็นไข้สูง วิงเวียนศีรษะ อาเจียน หรือเป็นลม
  • ปวดท้องเกือบตลอดทั้งเดือน ทั้งช่วงก่อน-หลัง และระหว่างมีประจำเดือน
  • ปวดท้องหรือเจ็บปวดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการท้องอืด ท้องร่วง ท้องเดินอย่างรุนแรง ช่วงก่อน-หลัง หรือระหว่างมีประจำเดือน

หากพบว่าเริ่มมีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนให้สาวๆ รู้ว่าอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับสุขภาพภายในของผู้หญิงแล้ว โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเพศที่อาจเสียสมดุลอยู่โดยที่คุณไม่รู้ตัว ซึ่งการเสียสมดุลหรือเกิดความผิดปกติของฮอร์โมนนี้ สามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น พักผ่อนน้อย เครียดมาก ขาดการออกำลังกาย หากปล่อยทิ้งไว้ ในระยะยาว จะส่งผลกระทบกับสุขภาพภายในของผู้หญิงได้ไม่เพียงแค่อาการปวดท้องประจำเดือนในทุกๆ เดือน แต่ยังลุกลามไปถึงปัญหาอื่นๆ เช่น ตกขาวมีกลิ่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ ฯลฯ

ประจำเดือนแบบใดไม่ปกติ?

อีกหนึ่งปัญหาที่เป็นสัญญาณเตือนความสมดุลของฮอร์โมนผู้หญิง นั่นคือ ภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจมามากผิดปกติ หรือมาน้อยผิดปกติ หรือมาไม่สม่ำเสมอ ซึ่งมีสาเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณสาวๆ สามารถสังเกตลักษณะผิดปกติเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอโดยทั่วไป ระยะห่างระหว่างการมีประจำเดือนแต่ละครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 21-35 วัน หากรอบประจำเดือนห่างหรือสั้นเกินช่วงเวลาดังกล่าว หรือมาแบบกะปริดกะปรอย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าระดับฮอร์โมนขาดความสมดุล อาจเกิดความผิดปกติหรือโรคเกี่ยวกับมดลูกหรือถุงน้ำรังไข่

  • ประจำเดือนมาน้อยโดยทั่วไป ระยะเวลาการมีประจำเดือนแต่ละครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 วัน หากประจำเดือนมาน้อยกว่าระยะเวลาดังกล่าว เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอาจมีความเครียดสะสม น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน มีภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง และกลุ่มอาการ PCOS (Polycystic ovarian syndrome)

  • ประจำเดือนมามากหากระยะเวลาการมีประจำเดือนมากกว่า 5-7 วัน หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ จนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยแทบทุกชั่วโมง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอาจมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่สมดุล เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีก้อนเนื้องอก เกิดการติดเชื้อ อุ้งเชิงกรานอักเสบ

ปรับพฤติกรรมอย่างไรให้ฮอร์โมนสมดุล?

จะเห็นว่าปัญหากวนใจของผู้หญิงทั้งอาการปวดท้องประจำเดือนและประจำเดือนมาไม่ปกติ คือสัญญาณเตือนให้รู้ว่า สมดุลภายในของผู้หญิงกำลังมีอะไรผิดปกติ หรือกำลังเสียสมดุล อาจจะด้วยเรื่องงาน พักผ่อนน้อย ในระยะยาวอาจที่ส่งผลให้ฮอร์โมนเกิดการขาดสมดุล หรือเกิดโรคต่างๆ ทางแก้คือ ปรับสมดุลฮอร์โมนให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

  • เลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกกินอาหารให้หลากหลาย เน้นกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง อย่างธัญพืช ผัก ผลไม้ ควบคู่กับการกินโปรตีนไขมันต่ำ อย่างเนื้อสีขาวทุกประเภท เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา รวมถึงกินไขมันดีที่มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลอย่างเกิดผล เช่น ปลาทะเลน้ำลึก น้ำมันมะกอก อัลมอนด์ เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ อวัยวะและฮอร์โมนต่างๆ ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย มิใช่การหลับให้ครบจำนวนชั่วโมงที่ร่างกายควรได้พักเท่านั้น แต่ควรให้ความสนใจกับการนอนหลับอย่างมีคุณภาพด้วย หากเป็นไปได้ควรเข้านอนตั้งแต่ 4–5 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ได้ดียิ่งขึ้น  
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังถือเป็นการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์อีกทาง ทั้งยังส่งผลดีต่อการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นในกระบวนการตกไข่อีกด้วย
  • ผ่อนคลายความเครียด เมื่อคนเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisal) ออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ทำให้ระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายเริ่มทำงานผิดปกติ ถ้าต้องการปรับสมดุลฮอร์โมนให้เป็นปกติ ควรเครียดให้น้อยลง หัวเราะให้มากขึ้น หาวิธีผ่อนคลายความเครียดอย่างเหมาะสม   จะเห็นได้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน มีส่วนสำคัญที่ช่วยปรับสมดุลสุขภาพให้กลับมาปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป และหนึ่งในวิธีการง่ายๆ ที่สามารถปรับฮอร์โมนให้สมดุลจากภายในได้อย่างตรงจุด และยังเป็นการดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบองค์รวม นั่นคือ การเสริมด้วยสมุนไพรที่ส่วนช่วยบำรุงสุขภาพผู้หญิงจากภายในโดยเฉพาะ ก็เป็นวิธีการดูแลสุขภาพผู้หญิงที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่โบราณ

ยาสตรี เฟมินี ยาสตรียุคใหม่ที่ช่วยปรับฮอร์โมน และดูแลสมดุลภายในของผู้หญิง ที่มีส่วนผสมสำคัญที่ช่วยบำรุงและดูแลสุขภาพภายในผู้หญิงโดยเฉพาะ รวมแล้วกว่า 20 ชนิด เช่น ว่านชักมดลูก, เมล็ดข้าวบาเล่ย์งอก, เมล็ดท้อ, หญ้าพันงูน้อย, เปลือกส้มจีน, น้ำผึ้ง, อบเชยจีน, โกฐขี้แมว และสมุนไพรอื่นๆ คัดสรรพิเศษระดับพรีเมี่ยมสำหรับบรรเทาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ เหมาะสำหรับการบำรุงระบบภายในของผู้หญิง ช่วยปรับฮอร์โมน ดูแลสมดุลภายใน บรรเทาอาการปวดท้อง เนื่องจากประจำเดือนมาไม่ปกติ บำรุงเลือด ขับประจำเดือนตกค้าง ลดสาเหตุของการเกิดช็อกโกแลตซีสต์ ลดการเกิดตกขาว มีส่วนช่วยให้มดลูกกระชับ ลดการเกิดตกขาว ช่วยให้นอนหลับง่าย ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส

ที่สำคัญ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นยาสตรีที่คัดสรรจากสมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาคนไทย แต่พิถีพิถัน ใสใจกับเรื่องรสชาติเช่นเดียวกัน เพราะยาสตรี เฟมินี่ เพิ่มกลิ่นมิกซ์เบอร์รี่ ช่วยให้ดื่มง่ายกว่ายาสตรีทั่วไปที่มักจะมีกลิ่นฉุนจากสมุนไพร บรรจุภัณฑ์กะทัดรัด พกพาง่าย ดื่มสะดวกได้ทุกวัน  *ดื่มวันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร หรือวันละ 1 ขวดก่อนนอน และควรทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อการเห็นผลที่ชัดเจน ทำความรู้จัก ยาสตรี เฟมินี่ ยาสตรีของผู้หญิงยุคใหม่ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ feminieclub.com   หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือสั่งซื้อได้ที่ Inbox FB : feminie by mohmee Line : @mohmee (มี@ด้วย) หรือคลิก https://mohmee1898.bentoweb.com/th

---

อัปเรื่องแซ่บ ฟีดเรื่องมันส์ เม้าท์ทันเพื่อน
Facebook: @UndubZapp
Instagram: @UndubZapp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...