โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมก้าฯลุยไม่ยั้งทุ่มขยายโรงงาน เทรนด์สุขภาพแรง-ตั้งเป้าโต 20%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 มี.ค. 2564 เวลา 08.49 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 08.49 น.

โควิด-สูงวัย-ฝุ่นจิ๋ว หนุนตลาดยาและอาหารเสริม 2 แสนล้านดีมานด์พุ่ง “เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์” ลงทุนซื้อที่ดิน 10 ไร่ ขยายโรงงานรับการเติบโต เพิ่มกำลังผลิต 2 เท่า หรือปีละ 6,000 ล้านเม็ด คาดเสร็จภายในปลายปีนี้ พร้อมร่วมทุนซื้อโรงงานsเมียนมา-อินโดนีเซีย เสริมแกร่งการผลิต เตรียมส่งออกสินค้ากว่า 22 ประเทศทั่วโลก ตั้งเป้าผู้นำตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ขยายธุรกิจบุกแอฟริกา เร่งแตกไลน์สินค้ายา-อาหารเสริมเข้าพอร์ต ลั่นปี’64 เติบโต 20%

ภญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้แบรนด์ “เมก้า วีแคร์” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดยาและอาหารเสริมมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านบาท มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น โดยมีปัจจัยบวกจากพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วง 1-2 ปีนี้ เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพ ตั้งแต่สถานการณ์ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 จนถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผนวกกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของประชากรโลก

ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและคนเจ็บป่วยมากยิ่งขึ้น จนนำมาสู่พฤติกรรมการรับประทานกลุ่มยาและอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงร่างกายเสริมภูมิคุ้มกันในด้านต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมตลาดให้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

โดยปี 2564 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 20% จากปีที่ผ่านมายอดขายรวมโตขึ้นประมาณ 10% จากสินค้าบำรุงร่างกาย อาทิ วิตามินซี วิตามินบี ฯลฯ จากการมีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมการบำรุงร่างกายทุกหมวด รวมมากกว่า 80 ตัว หรือประมาณ 200-300 เอสเคยู สอดรับกับช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้สูง ทั้งพาร์ตเนอร์ที่ร้านขายยาและร้านค้าสินค้าสุขภาพค้าปลีกความงาม อาทิ บู๊ทส์ วัตสัน ราว 6,000 ร้านค้าทั่วประเทศ รวมไปถึงกำลังการผลิตของโรงงานที่มีสูงถึงปีละ 2,000 ล้านเม็ดหรือแคปซูล/ปี ทำให้มีสินค้าเพียงพอต่อดีมานด์ภายในประเทศและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการเติบโตทั้งกลุ่มยาและอาหารเสริม และสร้างการเติบโตในระยะยาว บริษัทได้เพิ่มการลงทุน เพื่อขยายโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยซื้อที่ดินเพิ่มในบริเวณใกล้เคียงกันประมาณ 10 ไร่ ซึ่งจะทำให้โรงงานมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือเท่ากับ 6,000 ล้านเม็ดหรือแคปซูล/ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2564 นี้ รวมถึงก่อนหน้านี้ได้ลงทุนซื้อโรงงานที่อินโดนีเซีย ให้เป็นแหล่งผลิตยาเพิ่มเติม เพื่อส่งสินค้าไปทั่วเออีซี

นอกจากนี้ ได้มีการร่วมทุนซื้อโรงงานในประเทศเมียนมา ซึ่งตลาดมีโอกาสเติบโตสูงและทำยอดขายดีมาตลอดหลายปี แม้ช่วงนี้จะมีปัญหาด้านการเมือง แต่บริษัทน่าจะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและยา เป็นปัจจัยสี่ซึ่งผู้บริโภคยังต้องใช้

พร้อมกันนี้ บริษัทยังแสวงหาโอกาส ด้วยเล็งการขยายสินค้าในไลน์ โดยอาจเพิ่มการผลิตยาในกลุ่มอื่น ๆ นอกจากกลุ่มยารักษาสำหรับทางเดินปัสสาวะ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศ จากเดิมมีการส่งออกครอบคลุม 22 ประเทศ อาทิ เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา โดยเน้นไปประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งมีโอกาสทำตลาดได้สูงกว่า แต่ช่วงนี้อาจชะลอไปก่อนจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่มีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ เป้าหมายหลักคือการเป็นผู้นำตลาดยาและอาหารเสริมในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายธุรกิจในทวีปแอฟริกา

ส่วนด้านกลยุทธ์ทางการตลาดจะเน้นการขายในรูปแบบบีทูบี อาทิ ร้านยา ค้าปลีก และโรงพยาบาล โดยจะมีทีมขายเข้าไปให้ความรู้และดีลกับภาคธุรกิจโดยตรง เพื่อผลักดันสินค้าเข้าไปในหลายช่องทาง ร่วมกับการส่งเสริมการขายทางออนไลน์ โดยทำคอนเทนต์สร้างความรู้ให้แก่ผู้บริโภค และช่วยส่งเสริมการขายให้แก่คู่ค้าหรือพันธมิตรร้านยาต่าง ๆ ส่วนในต่างประเทศจะมีคันทรีเฮดในแต่ละประเทศคอยทำการตลาด เพื่อให้สอดรับกับวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ด้านเวลเนสวีแคร์ ศูนย์การเรียนรู้และอบรมเรื่องการมีสุขภาพที่ดีก่อนป่วย เตรียมกลับมาเปิดประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ โดยตั้งโพซิชั่นเป็นศูนย์การเทรนนิ่งให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เช่น หมอ พยาบาล นักโภชนาการบำบัด เภสัชกร เป็นต้น ให้ช่วยกระจายคอนเซ็ปต์ทางเลือกสุขภาพที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารและการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยต่อไปจะมีคอร์สเจาะกลุ่มบุคคลทั่วไปที่รักสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัท เมก้า ไลฟ์ ไซแอ็นซ์ฯ มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 12,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1 จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิรวม 1,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากธุรกิจการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Maxxcare ที่มีฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และธุรกิจผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า Mega We Care เติบโตขึ้นตามเป้าหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...