ธปท.เตรียมเปิดขอไลเซนส์ “ATM สีขาว” ในปี 69 ลดจุดซ้ำซ้อน พบยอดถอนเงินจากตู้ลดลงกว่า 7% ต่อปี
ธปท. เปิดพิมพ์เขียวระบบชำระเงินใหม่ (ปี 2568) มุ่งยกระดับ ‘พร้อมเพย์’ สกัดภัยทุจริตดิจิทัล ดัน ตู้ ATM สีขาว โครงสร้างกลางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนของการบริหารเงินสดทั่วประเทศ เตรียมเปิดขอไลเซนส์ปี 69
30 ก.ย. 68 นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่ทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงิน ภายใต้
ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย ฉบับปี 2565 ซึ่งมีความคืบหน้าสำคัญ ได้แก่ การขยายการเชื่อมโยงระบบพร้อมเพย์กับระบบชำระเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะบริการ QR code payment ที่เชื่อมมากกว่า 10 ประเทศ โครงการ PromptBiz ที่ช่วยให้ธุรกิจส่งข้อมูลทางการค้าและการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัล การผลักดันการใช้มาตรฐานสากล (ISO20022) เพื่อต่อยอดบริการ ขณะเดียวกัน ธปท. ยังดูแลผู้ใช้บริการทางการเงินโดยยกระดับความปลอดภัยของระบบการชำระเงินให้ดีขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมโดยได้ทดสอบสกุลเงินดิจิทัล (Central Bank Digital Currency: CBDC)
ในครั้งนี้ ธปท. ได้เผยแพร่ “ทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทยฉบับใหม่ (ปี 2568)” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการชำระเงินให้สอดคล้องกับพัฒนาการข้างต้นและบริบทไทยมากขึ้น โดยเฉพาะโจทย์และความท้าทายเชิงนโยบาย ได้แก่ 1) โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบสูง หลายกิจกรรมยังอาศัยเงินสดเป็นหลัก ทำให้ไม่ถูกบันทึกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2) การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ อย่าง Distributed Ledger Technology (DLT) tokenization และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ขึ้นมา 3) ภัยทุจริตและธุรกรรมผิดกฎหมาย จากการที่ระบบการชำระเงินอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิด รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น
กรอบการพัฒนาระบบการชำระเงินภายใต้ทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินไทย ฉบับใหม่ มีดังนี้
- การต่อยอดจากระบบการชำระเงินปัจจุบัน โดยยกระดับระบบพร้อมเพย์ให้มีนวัตกรรมและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มมากขึ้น เช่น การพัฒนาบริการชำระเงินที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้าออนไลน์และบริการที่ทดแทนเช็ค การส่งเสริมการใช้ข้อมูลการชำระเงิน (digital footprint) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs การเพิ่มความยืดหยุ่นของหลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเงินสดให้สอดรับกับบทบาทที่ลดลง
- การยกระดับระบบบาทเนต (BAHTNET) โดยวางรากฐานของระบบบาทเนตให้สามารถปรับตัว ยืดหยุ่น และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความเสี่ยงในโลกอนาคต รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนวัตกรรมด้านการชำระเงิน
- การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับนวัตกรรมการชำระเงินในอนาคต ผ่านการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี DLT และ tokenization ควบคู่กับการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ใช้งานและระบบการเงิน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นเอกภาพของเงิน การป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินหรือฉ้อโกง และการคุ้มครองผู้ใช้งาน โดยมีแนวทางกำกับดูแลเพื่อรองรับการพัฒนาบริการด้วย tokenized money ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการชำระเงินรูปแบบใหม่และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
ธปท. มุ่งพัฒนาระบบการชำระเงินไทยให้มีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพ (trustworthiness) มีประสิทธิภาพ (efficiency) มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึงทั้งบริการชำระเงินและบริการทางการเงินได้อย่างครอบคลุม (inclusion) เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก มีทางเลือกที่หลากหลาย และได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ในมิติต่าง ๆ ตลอดจนเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีระบบชำระเงินเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ของภาคการเงินไทย
8 ปี digital payment
พัฒนาการที่สำคัญในช่วง 8 ปี (นับตั้งแต่ปี 2560) ที่ระบบการชำระเงินดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทย โดยการเติบโตของ Digital Payment และ PromptPay มีปริมาณธุรกรรมพุ่งสูง การใช้จ่ายดิจิทัล (digital payment) เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เน้นรูปแบบดิจิทัล
ในปี 2567 ปริมาณธุรกรรม digital payment เฉลี่ยต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 651 ครั้ง หรือคิดเป็นประมาณ 1.8 ครั้งต่อวัน และมีธุรกรรมขนาดเล็กลง 95% ของธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์มีมูลค่าต่ำกว่า 5,000 บาท โดยมีมูลค่าเฉลี่ยต่อธุรกรรมลดลงเหลือ 480 บาท ซึ่งบ่งชี้ว่าประชาชนใช้ digital payment ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
และมากกว่า 85% ของปริมาณธุรกรรมการใช้ digital payment ของภาคประชาชนดำเนินการผ่าน mobile banking แบบ A2A (account-to-account) ซึ่งส่วนใหญ่ทำผ่านระบบ พร้อมเพย์ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศ
บทบาท Non-bank: ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) มีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) คิดเป็นเพิ่มขึ้น 12 เท่าปัจจุบันอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท
มูลค่าธุรกรรมด้วยบัตรเพิ่มขึ้น 40% อยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท และมีจำนวนจุดรับชำระเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านจุดจาก 7 แสนจุดเป็น 3.1 ล้านจุดในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยการใช้เงินสด ณ จุดขาย (point of sale) ลดลงเหลือ 54% ของมูลค่ารกรรมทั้งหมดในปี 2566 จาก 63% ในปี 2564 อย่างไรก็ดี ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ยังคงเลือกใช้เงินสดเป็นหลัก เช่น กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนกิจกรรมบางประเภทที่ประชาชนนิยมใช้เงินสดเช่น การทำบุญ การให้เงินตามเทศกาล การซื้อของในตลาดสด
อย่างไรก็ดีการใช้เงินสดในระบบการชำระเงินไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มูลค่าการถอนเงินที่ตู้ ATM และสาขา ลดลง34 % ในช่วง 8 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท
ดัน ATM สีขาว ลดต้นทุนเงินสด
แม้ว่าการหมุนเวียนของเงินสดยังคงอยู่ในระดับสูง แต่การใช้เงินสดสำหรับการชำระเงินและการถอนเงินสดที่ตู้ ATM ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2562 ถึง 2567 มูลค่าการถอนเงินที่ตู้ ATM ลดลงโดยเฉลี่ย 7.2% ต่อปี ในปี 2567 มูลค่าดังกล่าวยังคงลดลงที่ 8.4%
แต่แนวโน้มการถอนเงินสดที่สาขาธนาคารกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.1% ต่อปี โดยมากกว่า 65% ของมูลค่าการถอนเงินที่สาขาเป็นการถอนเงินมากกว่า 1 ล้านบาทต่อธุรกรรม ซึ่งคาดว่ามาจากการที่ประชาชนยังคงมีการสำรองเงินสดเพื่อรองรับความไม่แน่นอนหรือมีการใช้เงินสดนอกระบบ นอกจากนี้การบริหารจัดการเงินสดมีต้นทุนสูงในหลายส่วน เช่น การจัดเก็บ การขนส่ง และการคัดกรองคุณภาพธนบัตร
ดังนั้น การที่มีเงินสดปริมาณมากในระบบแต่ถูกใช้เป็นสื่อการชำระเงินที่ลดลง จะยิ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินสดจากต้นทุนต่อธุรกรรมที่สูงขึ้นดังนั้น ผู้ให้บริการจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้การบริหารจัดการเงินสดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายใต้กรอบการพัฒนาทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินฉบับใหม่ (ปี 2568) ธปท. มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินสด เพื่อให้สอดรับกับบทบาทของเงินสดที่ลดลง โดยการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับตู้ ATM ได้แก่
การผลักดัน White Label Smart Machine (WSM) ธปท. จะสนับสนุนการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการบริหารจัดการและให้บริการเงินสด หนึ่งในกลไกสำคัญคือการผลักดันให้มีการใช้ White Label Smart Machine (WSM) ในระบบการเงิน
วัตถุประสงค์ของ WSM เป็นเครื่องถอนหรือฝากเงินอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ชื่อธุรกิจของผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นช่องทางให้ลูกค้าของทุกธนาคารสามารถฝาก ถอน และสอบถามยอดเงินคงเหลือได้ การผลักดัน WSM มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการเงินสดและการให้บริการตู้ ATMโดยประชาชนสามารถใช้บริการจาก WSM ได้เสมือนเครื่อง ATM ของธนาคารทั่วไป
ดังนั้น ธปท. ทำให้ประสิทธิภาพของการจัดการเงินสดดีขึ้น เช่น การเปลี่ยนธนบัตรจากกระดาษเป็นโพลิเมอร์ เพื่อยืดอายุการใช้งานและลดต้นทุน หรือการเพิ่มผู้เล่นใหม่ๆ เช่น การออกใบอนุญาต (ไลเซนส์) White Label Smart Machine (WSM) หรือ ตู้ ATM สีขาว ที่ไม่ได้เป็นของแบงก์ใดแบงก์หนึ่ง เพื่อเป็นโครงสร้างกลาง ที่ให้ธนาคารต่างๆ มาใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องมีต้นทุนในการจัดการธนบัตรเอง
"ธปท.อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอ ตู้ ATM สีขาว ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดว่าจะเริ่มเปิดให้ผู้สนใจสมัครได้ในช่วงต้นปี 2569 โดยมองว่า ตู้ ATM สีขาว จะช่วยลดต้นทุนจัดการเงินสดทั้งระบบได้ และพยายามวางตู้ ATM ในจุดที่เข้าถึงประชาชนเข้าถึงได้ และช่วยให้จำนวนตู้ ATM ไม่ลดลงมาก"
อ่านรายละเอียด Payment directional paper เพิ่มเติมได้ที่ BOT Website