"มาร์ชเมลโล่" ทดสอบสังคม
บทความพิเศษ | ณิชา พิทยาพงศกร
ในปี 1970 Walter Mischel นักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและคณะ ได้ทำการทดลองที่กลายเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก ชื่อว่า The Marshmellow Experiment ในห้องที่ทำการทดลอง พวกเขามอบมาร์ชเมลโล่ให้เด็กๆ คนละชิ้น แล้วให้กติกาว่า เดี๋ยวนักวิจัยจะต้องออกข้างนอกครู่หนึ่ง ถ้าระหว่างนี้ เด็กๆ อดใจรอ ไม่กินมาร์ชเมลโล่ที่อยู่ตรงหน้า เมื่อนักวิจัยกลับมาใน 15 นาที จะให้ขนมอีกชิ้นหนึ่ง แต่ถ้าทนรอไม่ไหว มีกระดิ่งให้เด็กน้อยสั่นเรียกนักวิจัยให้กลับเข้ามาทั้งนี้ก็เพื่อจะวัดว่า เด็กแต่ละคนจะอดทนรอคอยผลลัพธ์ที่ดีที่จะตามมาทีหลัง (delayed gratification) ได้นานเท่าไร
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือเด็กบางคนก็ตั้งตาอดทน ไม่ยอมแตะมาร์ชเมลโล่ที่ตัวเองได้มาแล้ว เพื่อรอที่จะได้อีกหนึ่งชิ้น เด็กบางคนพยายามห้ามใจแล้วแต่ก็ทนไม่ไหว บ้างก็สั่นกระดิ่งเรียกนักวิจัยเข้ามาก่อนหมดเวลา
นักวิจัยกลุ่มนี้ ยังศึกษาต่อไปว่า ความสามารถในการรอคอยและกำกับตัวเอง (self-control) ของเด็กๆ ส่งผลต่อชีวิตอย่างไรเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็พบว่า เด็กที่สามารถรอคอยได้นานกว่า มีแนวโน้มที่จะมีผลลัพธ์ในชีวิตที่ดีกว่า ทั้งมีคะแนน SAT ที่สูงกว่า เรียนจบระดับชั้นสูงกว่า แม้กระทั่งมีดัชนีมวลกายที่ดีกว่า นำมาสู่ข้อสรุปว่า เด็กที่สามารถอดเปรี้ยวไว้กินหวาน กำกับใจตัวเองให้อดทนรอคอยได้ จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
แต่แล้วในปี 2018 ข้อสรุปนี้ก็ถูกท้าทาย เมื่อ Tyler W. Watts และคณะพยายามทำการทดลองนี้ซ้ำอีกครั้ง แต่เพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมเป็น 900 กว่าคน และมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลาย (ต่างจากในการทดลองดั้งเดิม ที่ทำกับเด็กๆ จากสถานรับเลี้ยงเด็กในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นบุตรหลานของบุคลากร มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี พ่อแม่มีการศึกษา) พวกเขาทดสอบเด็กๆ ในวัย 4 ขวบและติดตามดูผลการเรียนในระดับมัธยม แล้วพบว่า ความสามารถในการรอคอยที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อผลการเรียนที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อควบคุมตัวแปรเกี่ยวกับภูมิหลังของครอบครัว เช่น ระดับการศึกษาของแม่ และสภาพแวดล้อมในบ้าน ความแตกต่างของผลการเรียนกลับลดลงอย่างมาก นำมาสู่บทสรุปว่า ความสามารถในการอดทนรอคอยหรือควบคุมตัวเองนั้น ไม่ได้ขึ้นกับตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในบ้านและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวด้วย
สิ่งนี้สะท้อนว่า ประสบการณ์ในชีวิตของเด็กย่อมมีผลต่อการตัดสินใจเลือกกระทำการบางอย่าง และสำหรับเด็กที่อยู่กับความขาดแคลน สิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่แน่นอนที่สุด
เราอาจลองจินตนาการว่า ถ้าเด็กคนหนึ่งเติบโตมาในบ้านที่มีฐานะ มีอาหารเพียบพร้อม มีขนมเก็บไว้ให้ทานเมื่อไหร่ก็ได้ เด็กย่อมมีความแน่นอนใจว่าต่อให้รออีกนิด ขนมก็ยังมีอยู่ รอให้เขามาทานได้เสมอ แต่ในบ้านที่ขาดแคลน ไม่รู้ว่าจะมีเงินซื้ออาหารมื้อต่อไปหรือไม่ บางทีแม่สัญญาว่าจะซื้อขนมให้พรุ่งนี้ แต่พอพรุ่งนี้มาถึง แม่ก็ผิดสัญญาเพราะต้องนำเงินไปใช้กับเรื่องอื่นที่จำเป็นกว่า
หากวันหนึ่ง มีขนมอยู่ตรงหน้า การทานขนมนั้นทันทีย่อมเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ทานอีก
มาวันนี้ ปี 2025 ในประเทศไทย มาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้น กลายเป็นการทดลองทางสังคมครั้งใหญ่ เมื่อเด็กน้อยคนหนึ่งที่แม่ไม่มีเงินค่าขนมให้ ถูกครูทำร้ายอย่างสาหัสทารุณ เพราะเขาห้ามใจไม่อยู่ หยิบมาร์ชเมลโล่จากโต๊ะครูมากิน ที่น่าสะเทือนใจกว่านั้น คือเมื่อแม่ไปแจ้งความกับตำรวจ กลับถูกบอกว่า อย่าแจ้งเลย ไม่เช่นนั้นเด็กน้อยคนนี้จะถูกวางข้อหาลักทรัพย์ ยังดีที่ในท้ายที่สุด กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ช่วยกันเป็นปากเสียง ทำให้เกิดการแจ้งความดำเนินคดีต่อครูผู้กระทำได้
การทดลองครั้งนี้สร้างคำถามที่ขยายออกไปแตะสถาบันทางสังคมต่างๆ ที่แวดล้อมตัวเด็ก เหมือนวงน้ำที่กระเพื่อมออกไป
คัาถามแรกคือ ในเมื่อเรารู้แล้วว่า ความสามารถในการยั้งใจของเด็กนั้นขึ้นกับฐานะและสภาพครอบครัวอย่างมาก แต่ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจไม่ใช้ความรุนแรงของครูล่ะ ขึ้นกับอะไร?
เป็นไปได้หรือไม่ ว่าครูเองก็อยู่สภาวะการทำงานที่ไม่แน่นอน ความกดดันจากในองค์กร หรือแม้กระทั่งเคยถูกอบรมสั่งสอนด้วยความรุนแรงมาก่อน?
การทำร้ายร่างกายเด็กที่เกิดขึ้นในโรงเรียนปรากฏขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ จำนวนไม่น้อยนั้นถูกเก็บเงียบไว้ในระดับโรงเรียน ขอร้องให้คู่กรณียอมความกันเพื่อที่จะไม่สร้างชื่อเสียให้โรงเรียน กรณีใหญ่หน่อยพบเห็นได้ในข่าว แต่สักพักเรื่องก็เงียบหายไป หากเป็นข่าวดัง ครูผู้กระทำผิดก็อาจถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพครูและให้ออกจากการเป็นข้าราชการ แต่อีกจำนวนเท่าไรที่อาจแค่พักงาน ย้ายเข้าเขต หรือสั่งย้ายไปโรงเรียนอื่น และเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำซาก
คำถามต่อมา เพราะเหตุใดกระบวนการผลิตและพัฒนาครู และกระบวนการสอบบรรจุครู จึงไม่สามารถคัดกรองและป้องกันพฤติกรรมความรุนแรงของครูได้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ต้นสังกัดคือกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ให้ใบประกอบคือคุรุสภา มีกระบวนการจัดการกับกรณีแบบนี้อย่างไร เผื่อให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนจะปลอดภัย?
เมื่อมองไปที่ระบบยุติธรรมและกฎหมาย ก็เกิดคำถามอีกว่า เพราะเห็นใด ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายจึงให้น้ำหนักกับการกระทำของเด็กมากกว่าการกระทำของครู มองผู้ถูกกระทำความรุนแรงเป็นผู้กระทำ? หากไม่มีอำนาจที่มาจากแหล่งอื่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแล้ว เด็กคนนี้จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายหรือไม่?
การทดลองนี้มีคำถามที่น่าสนใจและเกี่ยวพันกับระบบและโครงสร้างทางวัฒนธรรมหลายเรื่องในสังคมไทย ซับซ้อนกว่างานวิจัยตั้งต้นมหาศาล แต่นอกจากคำถามต่อระบบที่เป็นอยู่แล้ว เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเรื่องนี้?
ย้อนกลับไปในงานวิจัยดั้งเดิมของ Mischel จริงๆ แล้ว ผู้วิจัยไม่ได้สนใจแค่จำนวนนาทีที่เด็กรอได้ แต่ต้องการเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กรอได้นานขึ้นด้วย เขาพบว่า เด็กๆ จะอดทนรอได้นานขึ้น ถ้าเด็กไว้วางใจในนักวิจัย เชื่อว่าตัวเองจะได้ขนมอีกชิ้นเป็นรางวัลจริงๆ และมีเทคนิคในการกำกับตัวเอง เช่น พยายามไม่โฟกัสไปที่ขนม เบี่ยงเบนความสนใจตัวเองไปที่ของเล่น หรือทำสิ่งอื่นๆ ที่เพลิดเพลินใจ
มองทาบกลับมาที่สังคมไทย หากเรามีระบบรัฐสวัสดิการที่ดี ทำให้สภาพแวดล้อมในครอบครัวมั่นคง เด็กก็คงวางใจได้ว่า เขาจะไม่ต้องอยู่กับความหิวโหย เด็กก็คงอดทนรอคอยได้ดีขึ้น หากระบบการศึกษาและนโยบายต่างๆ เอื้อให้ครูทำงานได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องอยู่ใต้ภาระงานและวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ หากระบบพัฒนาครูทำให้ครูมีเทคนิคในการกำกับตัวเองและการจัดการอารมณ์ ได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม ครูก็น่าจะอดทนอดกลั้นได้มากขึ้น
และหากในระบบโรงเรียนและระบบสังคมของเรา มี “กระดิ่ง” ไว้ให้เด็กและครูส่งสัญญาณในยามที่เขา “ทนไม่ไหวแล้ว” ด้วย ทั้งสัญญาณเรื่องความขาดแคลนของเด็กและเรื่องความกดดันของครู หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงจะสามารถเข้ามาสนับสนุนได้ทันท่วงที
หากสังคมเราเรียนรู้จากเรื่องนี้ เราอาจป้องกันไม่ให้บททดสอบ “มาร์ชเมลโล่ชิ้นเดียว” ต้องเกิดขึ้นซ้ำๆ ในสังคมไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “มาร์ชเมลโล่” ทดสอบสังคม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly