โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชวนอ่าน 'ทฤษฎีสัมพัทธภาพ' จากปลายปากกาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 02.51 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ชวนอ่าน ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’

จากปลายปากกาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ใครๆ ก็รู้ว่าไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะในทางวิทยาศาสตร์ พูดถึงปุ๊บก็น่าจะคิดถึงผมฟูๆ หนวดนิดๆ อันเป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ดี ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขาคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) นั้น ถ้าต้องการเข้าใจจริงจัง ก็ต้องรู้คณิตศาสตร์มากเพียงพอ

ส่วนคนที่อยากเข้าใจประเด็นสำคัญของทฤษฎีนี้แต่ไม่ได้ชำนาญคณิตศาสตร์ ก็มีบทความ คลิป พอดแคสต์ หนังสือรวมทั้งสื่ออื่นๆ จำนวนมาก (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ) ให้เลือกเสพตามถนัด

ในมติชนสุดสัปดาห์ ผมเคยเขียนภาพรวมไว้ในบทความชื่อ 10 เรื่องน่ารู้ว่าด้วย ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์’ ตามไปอ่านได้ที่นี่นะครับ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_728986

สำหรับหนังสือภาษาไทยผมเองก็เขียนไว้เล่มหนึ่ง ชื่อ ‘สัมพัทธภาพ สุดยอดมรดกทางความคิดของไอน์สไตน์’ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สารคดี (หนา 480 หน้า) เล่มนี้ถ้านับตั้งแต่แรกซี่งตีพิมพ์ในชื่อ ‘แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์’ จัดพิมพ์โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ถือได้ว่าพิมพ์ซ้ำมาแล้วถึง 5 ครั้ง แสดงว่ามีคนสนใจทฤษฎีสัมพัทธภาพค่อนข้างจริงจังไม่น้อยเลย

แล้วตัวไอน์สไตน์เองซึ่งเป็นเจ้าของความคิดเคยอธิบายทฤษฎีนี้ให้คนทั่วไปบ้างไหม?

คำตอบคือ เคยครับ ถึงขนาดเขียนเป็นหนังสือเล่มย่อมๆ เลยทีเดียว!

ปกหนังสือ ‘สัมพัทธภาพ ทฤษฎีพลิกโลก’

ไอน์สไตน์นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษในปี ค.ศ.1905 และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1915 หลังจากนั้นราว 1 ปีคือ ค.ศ.1916 เขาได้ตีพิมพ์เรียงความขนาดยาวในภาษาเยอรมันเพื่ออธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ถนัดคณิตศาสตร์ในเชิงลึกแต่มีความรู้อย่างน้อยระดับชั้นมัธยมปลาย ชื่อของเรียงความนี้คือ ?ber die spezielle und die allgemeine Relativit?tstheorie (ว่าด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป)

ต่อมางานเขียนชิ้นนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยโรเบิร์ต ดับเบิลยู. ลอว์สัน (Robert W. Lawson) โดยจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Relativity : the Special and the General Theory ตีพิมพ์ครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ.1920 และในปีเดียวกันนั้นเองก็ตีพิมพ์เพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ครั้งที่สองในเดือนกันยายน และครั้งที่สาม (ไม่ระบุวันที่และเดือนเอาไว้)

ตีพิมพ์ถึง 3 ครั้งติดๆ กันอย่างนี้ แสดงว่าในห้วงเวลานั้นมีคนสนใจหนังสือที่เขียนโดยไอน์สไตน์มากทีเดียว

ถึงตอนนี้มีข่าวดีเล็กๆ ว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว โดยสำนักพิมพ์ Bookscape ติดต่อผมมาก่อนหน้านี้ เมื่อพิจารณาทั้งหนังสือ ผู้เขียน รวมทั้งสำนักพิมพ์ที่จะจัดพิมพ์เป็นภาษาไทยแล้ว ก็รับงานแปลชิ้นนี้เพราะมั่นใจในคุณภาพของผู้เขียนและสำนักพิมพ์

หนังสือแปลเล่มนี้ผ่านระบบบรรณาธิการอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บรรณาธิการฝีมือดีคือ คุณนฤมล อิทธิวิวัฒน์ มาช่วยดูแลรายละเอียด มีบรรณาธิการเล่มคือ คุณอนวัช อรรถจินดา และคุณณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์ ซี่งเป็นบรรณาธิการบริหารก็มาช่วยเป็นบรรณาธิการเล่มด้วยเช่นกัน

ด้วยความที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์เล่มคลาสสิคระดับโลก ผมจึงอยากจะเล่าภาพรวมไว้สักหน่อย เพื่อให้เข้าใจความคิดแท้ๆ ของเจ้าของทฤษฎีนี้ ทั้งนี้เนื้อหาที่ผมใช้แปลมาจากฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สาม

แม้ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพจะมีกำเนิดมาจากมันสมองของไอน์สไตน์เป็นหลัก แต่รากฐานความรู้ที่ปูทางมาสู่ทฤษฎีนี้เป็นผลงานของยอดฝีมือหลายคน

ไอน์สไตน์มองว่าความสำเร็จของตนเองนั้นเป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดจากการเชื่อมโยงความรู้ทุกอย่างที่มีตามหลักฐานเสริมด้วยความคิดนอกกรอบบางอย่าง เขาจึงแสดงความขอบคุณต่อผลงานของหลายคน เช่น ในคำนำไอน์สไตน์กล่าวถึงแฮ็นดริก โลเรินตส์ (Hendrik Lorentz) หนึ่งในคนที่มีบทบาทสำคัญในการคิดค้นสูตรการแปลงโลเร็นตซ์ (Lorentz transformation) ซึ่งเป็นชุดสมการสำคัญในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และแฮร์มันน์ มิงคอฟสกี (Hermann Minkowski) ผู้ถักทอเวลาและอวกาศให้เป็นผืนเดียวที่เรียกว่า ปริภูมิกาลอวกาศ 4 มิติ (4-dimensional spacetime)

ไอน์สไตน์ระบุไว้ในหนังสือว่าเขาจะใช้ภาษาที่เรียบง่าย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาได้อย่างชัดเจน และอาจกล่าวถึงบางประเด็นซ้ำหากคิดว่าจำเป็น

หนังสือของไอน์สไตน์มี 3 ภาค ภาคที่หนึ่ง นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ภาคที่สอง นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ภาคที่สาม นำเสนอแง่มุมบางประการเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา โดยมีภาคผนวกลงรายละเอียดในทางเทคนิค

ภาคที่หนึ่ง ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

เริ่มต้นด้วยอวกาศ เวลาและการเคลื่อนที่ ตามที่เข้าใจกันในฟิสิกส์คลาสสิค (classical physics) และเรขาคณิตแบบคลาสสิค (classical geometry) ความเข้าใจเช่นนี้ตรงกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป

จากนั้นไอน์สไตน์จึงนำเสนอหลักสัมพัทธภาพ (principle of relativity) (ในความหมายแบบจำกัด) และกฎการแผ่รังสีของแสงซึ่งวิชาอิเล็กโทรไดนามิกส์มีข้อสรุปว่าอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศมีค่าคงที่ ทั้งนี้ หากพิจารณาโดยใช้ฟิสิกส์คลาสสิคก็จะพบว่าสองสิ่งนี้ขัดแย้งกัน

แต่ไอน์สไตน์บอกว่า “ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความไม่สอดคล้องเข้ากันระหว่างหลักสัมพัทธภาพกับกฎการแผ่ของแสงเลยแม้แต่น้อย และยังเห็นว่าการยึดมั่นต่อกฎทั้งสองข้อนี้อย่างเป็นระบบจะทำให้เราได้ทฤษฎีที่มีตรรกะเคร่งครัด ทฤษฎีนี้ได้รับการขนานนามว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special theory of relativity) เพื่อแยกแยะมันออกจากทฤษฎีที่ได้ขยายขอบเขตออกไป ซึ่งเราจะกล่าวถึงภายหลัง”

สิ่งที่ไอน์สไตน์เรียกว่า ‘กฎทั้งสองข้อนี้’ อันได้แก่ (1) หลักสัมพัทธภาพ และ (2) การที่อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศมีค่าคงที่ หากใช้ศัพท์แบบเคร่งครัดจะเรียกว่า มูลบท (postulate)

ประเด็นสำคัญยิ่งก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษใช้มูลบททั้งสองนี้เป็นรากฐาน

การที่แสงมีอัตราเร็วคงที่ไม่ขึ้นกับแหล่งกำเนิดแสงว่าจะเคลื่อนที่เร็วหรือช้าแค่ไหน และไม่ขึ้นกับผู้สังเกตว่าจะเคลื่อนที่อย่างไร ไม่ว่าวิ่งเข้าหาแสงหรือวิ่งหนีแสง ทำให้ไอน์สไตน์ค้นพบข้อสรุปที่น่าทึ่งและชวนพิศวงหลายอย่าง ได้แก่ สัมพัทธภาพของการเกิดขึ้นพร้อมกัน (Relativity of simultaneity) การหดสั้นของความยาว (Length contraction) และการยืดออกของเวลา (Time dilation)

ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษให้มุมมองใหม่ต่อ ‘เวลา’ และ ‘อัตราเร็วแสง c’ กล่าวคือ เมื่อตีความตามเรขาคณิตของกาล-อวกาศ (space-time) ตามที่แฮร์มันน์ มิงคอฟสกี เสนอไว้ ก็จะพบว่าเวลาเป็นอีกมิติหนึ่ง และอัตราเร็วของแสง c เป็นปริมาณที่เชื่อมเวลาเข้ากับระยะทาง นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ยังแสดงให้เห็นถึงที่มาของสมการ E = mc2 อันมีชื่อเสียงของเขาไว้ด้วย

ภาคที่สอง ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

เริ่มต้นด้วยการเคลื่อนที่แบบมีความเร่งและความโน้มถ่วง ไอน์สไตน์เสนอว่าการที่วัตถุถูกเร่งกับการที่วัตถุอยู่ในสนามความโน้มถ่วงไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกว่าเหมือนกันเท่านั้น แต่โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน นี่คือ หลักแห่งความสมมูล (Equivalence Principle) อันเป็นรากฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับความโน้มถ่วง

ข้อสรุปแรกๆ ที่ไอน์สไตน์ได้จากหลักแห่งความสมมูลก็คือ เป็นไปได้ว่าที่ว่าแสงจะเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งเมื่ออยู่ในสนามความโน้มถ่วง ทั้งนี้เนื่องจากแสงอาจดูเหมือนเคลื่อนที่เป็นแนวโค้งได้เมื่อผู้สังเกตเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่งสม่ำเสมอ

ไอน์สไตน์ต่อยอดความคิดออกไปอีกโดยพัฒนามโนทัศน์เกี่ยวกับความโค้ง เขาอ้างอิงถึงนักคณิตศาสตร์ที่บุกเบิกเรื่องนี้มาก่อนนั่นคือ คาร์ล ฟรีดิช เกาส์ (Carl Friedrich Gauss) และเล่าเกี่ยวกับพิกัดแบบเกาส์เป็นหัวข้อหนึ่งแยกออกมาต่างหาก

ทั้งนี้ ไอน์สไตน์ได้พัฒนาทฤษฎีความโน้มถ่วงแบบใหม่ขึ้นมาจากความสัมพันธ์ระหว่างความโค้งของกาลอวกาศและการกระจายของสสารและโมเมนตัม โดยนำเสนอผลลัพธ์จากทฤษฎีนี้ไว้สามอย่าง ได้แก่ (1) การทำนายเส้นทางของวงโคจรของดาวพุธรอบดวงอาทิตย์อย่างถูกต้องและแม่นยำ (2) ความเป็นไปได้ที่จะสังเกตเห็นการเบี่ยงโค้งของแสงที่เคลื่อนผ่านเข้าใกล้ขอบของดวงอาทิตย์ และ (3) การที่แสงที่ถูกปลดปล่อยออกจากพื้นผิวของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากจะสูญเสียพลังงานไป ส่งผลให้ความยาวคลื่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ภาคที่สาม จักรวาลวิทยา

กล่าวถึงแบบจำลองที่ต่อมาเรียกว่า ‘เอกภพแบบไอน์สไตน์ (Einstein Universe)’ ซึ่งตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมีลักษณะสถิต (static) หมายความว่า เอกภพมีขนาดคงที่ (ไม่หดตัวและไม่ขยายตัว) ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดในเวลา อีกทั้งยังไร้ขอบเขต (unbounded) แต่มิได้มีขนาดเป็นอนันต์ (not infinite)

ในเอกภพของไอน์สไตน์ ถ้ามีนักเดินทางสักคนออกเดินทางจากโลกโดยเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงไกลออกไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ เขาจะพบว่าตนเองย้อนกลับมายังโลก แต่จะเป็นฝั่งตรงกันข้ามของโลก

ในภาคผนวกตรงส่วนท้ายของหนังสือ ไอน์สไตน์เสนอ 3 หัวข้อ หัวข้อแรกพิสูจน์สูตรการแปลงโลเร็นตซ์ ส่วนหัวข้อที่สองแสดงให้เห็นว่าเวลาเป็นรูปแบบหนึ่งของระยะทางที่ถูกวัดด้วยตัวเลขเชิงจินตภาพ โดยแฟกเตอร์ที่เปลี่ยนระหว่างหน่วยเมตรกับหน่วยวินาทีไม่ใช่เพียงแค่อัตราเร็วของแสง c แต่เป็นค่า i คูณกับค่า c โดยที่ i คือ รากที่สองของ -1 ซึ่งเป็นจำนวนจินตภาพ

ภาคผนวกหัวข้อสุดท้ายกล่าวถึงปรัชญาวิทยาศาสตร์ที่ว่า การที่ระบุว่าทฤษฎีใหม่หนึ่งๆ ว่าถูกหรือผิดนั้นต้องดูว่าคำทำนายจากทฤษฎีใหม่ดังกล่าวแตกต่างจากคำทำนายของทฤษฎีอื่นที่เป็นคู่แข่งหรือไม่ กล่าวคือ หากผลการสังเกตการณ์ (หรือผลการทดลอง) ยืนยันคำทำนายที่ได้จากเฉพาะทฤษฎีใหม่เท่านั้น ก็ย่อมมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าทฤษฎีใหม่น่าจะถูกต้อง ส่วนทฤษฎีเดิมก็ต้องตกไป

สำหรับหนังสือแปลเล่มนี้ ผมได้เขียน ‘บทความเกริ่นนำ’ ความยาวราว 80 หน้าเป็นของแถม เพื่อให้ภาพรวม ปูพื้นฐานที่จำเป็น เล่าประวัติการกำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Gedankenexperiment หรือการทดลองทางความคิด ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธทางปัญญาที่ไอน์สไตน์มักใช้เป็นระยะอีกด้วย

ใครสนใจหนังสือคลาสสิคระดับโลกเล่มนี้ อาจเข้าเพจของสำนักพิมพ์ Bookscape หรือไปที่เว็บต่อไปนี้ https://bookscape.co/books/in-stock/science-of-everything/relativity

หากไปงานมหกรรมหนังสือฯ ก็แวะชมได้ที่บูธของสำนักพิมพ์ครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชวนอ่าน ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ จากปลายปากกาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...