เมโกะ ควบรวมกิจการสู่โรงพยาบาลเฉพาะทาง ประเมิน Medical Tourism ดันตลาดความงามโต 5.2 แสนล้าน
"เมโกะ คลินิก" และ "โซ เมโกะ คลินิก" ประกาศควบรวมกิจการจัดตั้ง "โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล" ยกเลเวลศัลยกรรมและความงามแบบองค์รวม รองรับกลุ่มลูกค้าไทยและต่างชาติ ประเมินมูลค่าตลาดศัลยกรรมไทยอาจพุ่งแตะ 5.2 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี หนุนโดยกระแส Medical Tourism และความต้องการในกลุ่ม Gen Z, ผู้สูงวัย และ LGBTQIA+ ที่เพิ่มขึ้น
พญ. วรารัตน์ สิริกุตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล (MEKO INTERNATIONAL HOSPITAL) เปิดเผยถึงทิศทางตลาดศัลยกรรมและความงามของไทยว่า ยังคงมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของผู้เข้ารับบริการทั้งด้านหัตถการและศัลยกรรมความงาม
อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย มูลค่าตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวแบบก้าวกระโดดสู่ระดับ 5.2 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 47 - 48% ต่อปี โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากกระแส Medical Tourism โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y, ผู้หญิง, และกลุ่ม LGBTQIA+ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลภาพลักษณ์เพิ่มขึ้น
ประเทศไทยยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางด้านหัตถการและศัลยกรรมความงามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยปัจจุบันมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์รวมถึงศัลยกรรม มากกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี ปัจจัยความเชื่อมั่นมาจากทักษะและฝีมือของแพทย์ไทย การรับรองมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย JCI (Joint Commission International) และความคุ้มค่าในการรักษาเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
ยกระดับจากคลินิกสู่โรงพยาบาลเฉพาะทาง
ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและการแพทย์ที่เอื้ออำนวยดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการควบรวมธุรกิจครั้งสำคัญระหว่าง “เมโกะ คลินิก” ที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวพรรณและศัลยกรรมความงาม กับ “โซ เมโกะ คลินิก” ที่ชำนาญด้านศัลยกรรมเฉพาะทาง เช่น จมูก หน้าอก และดึงหน้า
การควบรวมกิจการเพื่อก้าวสู่ MEKO INTERNATIONAL HOSPITAL ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมและความงาม ทำให้สามารถรวมจุดแข็งและยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการดูแลความงามแบบองค์รวม (Holistic) ด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล โดยเน้นการส่งมอบผลลัพธ์การรักษาที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
พญ. วรารัตน์ ย้ำว่า ทุกการรักษาจะถูกออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคลอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด โดย เมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งให้บริการลูกค้ากลุ่มพรีเมียม ด้วยบริการครบวงจรภายใต้แนวทางการดำเนินงานที่เน้นการออกแบบการรักษาเฉพาะแต่ละบุคคล (Tailored), มาตรฐานความไว้วางใจระดับสากล (Trusted), และการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นใจในระยะยาว (Timeless), ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งที่แบรนด์ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน
MEKO Group ได้ทุ่มงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ วางระบบ และพัฒนาระบบบริการแบบครบวงจร ควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากลเข้ามาใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้รับบริการ
กลยุทธ์สำคัญยังรวมถึงการพัฒนาทักษะบุคลากรทางการแพทย์ และการเสริมกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ โดยโรงพยาบาลตั้งเป้ารายได้ในปีแรกไว้ที่ 600 ล้านบาท
ปัจจุบัน โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล มีฐานลูกค้าราวหนึ่งแสนคน โดยแบ่งสัดส่วนลูกค้าคนไทย 80% และต่างชาติ 20% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงาน Gen Y จนถึงช่วงอายุประมาณ 65 ปี สัดส่วนการใช้บริการแบ่งเป็น :
- บริการด้านการดูแลผิวพรรณ: 35%
- บริการด้านศัลยกรรม: 65%
บริการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ศัลยกรรมจมูก (40%), ศัลยกรรมหน้าอก (20%), ศัลยกรรมดูดไขมันและตัดหนังหน้าท้อง (20%), ศัลยกรรมดึงหน้า (10%), และศัลยกรรมอื่นๆ (10%) ตามลำดับ
เทรนด์ตลาดและกลุ่มเป้าหมายในอนาคต
ซีอีโอ เมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ความงามในอนาคตว่า กลุ่ม Gen Z และ LGBTQIA+ มีแนวโน้มความสนใจในการทำศัลยกรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชายก็กำลังกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากความต้องการดูแลตัวเองและภาพลักษณ์ที่สูงขึ้น
ในส่วนของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ กระแสยังคงดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศ CLMV, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, กลุ่มตะวันออกกลาง และจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจบริการของไทย
โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต ใจกลางกรุงเทพมหานคร ดำเนินธุรกิจบริการความงามแบบครบวงจร โดยเน้นการบริการแบบพรีเมียมเฉพาะบุคคล ด้วยทีมอาจารย์แพทย์เฉพาะทาง เครื่องมือและเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกระดับสูง เช่น ห้องพักฟื้นส่วนตัวระดับโรงแรมไฮเอนด์ และการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการผ่าตัดเคสใหญ่ระดับ Make Over ได้อย่างมีมาตรฐาน