โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมล็ดฟักทองมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร และกินอย่างไรให้เหมาะสม

Gourmet & Cuisine

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 08.54 น. • Gourmetand & Cuisine เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหาร

เมล็ดฟักทอง หรือที่บางครั้งเรียกว่า Pepitas (Pumpkin Seeds) เป็นส่วนประกอบที่ได้จากผลฟักทองซึ่งพบมากในประเทศไทย เนื่องจากฟักทองเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้ในหลากหลายภูมิภาค จึงทำให้ในตลาดมีเมล็ดฟักทองเป็นผลพลอยได้อยู่เสมอ

เมล็ดฟักทองมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร และกินอย่างไรให้เหมาะสม

เมล็ดฟักทองถือเป็นธัญพืชที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงโภชนาการ เพราะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทั้งโปรตีน ไขมันชนิดดี วิตามิน และแร่ธาตุที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับอาหารจากพืช ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับกระแสรักสุขภาพ และการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในระยะยาว จุดเด่นสำคัญของเมล็ดฟักทองอยู่ที่องค์ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะกรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ในกลุ่มโอเมกา-6 และกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ในกลุ่มโอเมกา-9 ซึ่งเป็นไขมันที่มีส่วนช่วยในการบำรุงรักษาหลอดเลือดและหัวใจ การรับประทานเมล็ดฟักทองอย่างเหมาะสมอาจเป็นตัวช่วยหนึ่งในการปรับสมดุลไขมันในเลือด เนื่องจากมีรายงานทางวิทยาศาสตร์บางชิ้นชี้ให้เห็นว่า การบริโภคเมล็ดฟักทองร่วมกับเมล็ดธัญพืชชนิดอื่น เช่น เมล็ดแฟลกซ์หรือเมล็ดผักเบี้ยใหญ่ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวม ไขมัน LDL และไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับการมีสารอาหารอย่างแมกนีเซียม สังกะสี และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตได้เป็นอย่างดี โปรตีนในเมล็ดฟักทองเป็นโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นหลากหลายชนิด ซึ่งรวมถึงทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสารสื่อประสาทบางชนิดในสมอง คนที่กินมังสวิรัติหรือผู้ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์สามารถเลือกเมล็ดฟักทองเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือก ทั้งนี้ ไขมันในเมล็ดฟักทองมีแคลอรีค่อนข้างสูง การบริโภคในปริมาณเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการได้รับพลังงานเกินความจำเป็น โดยทั่วไปควรบริโภควันละประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะถือว่าสมดุลและปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยสามารถกระจายใส่ในเมนูหลากหลาย เช่น โรยหน้าโยเกิร์ต สลัด หรือผสมลงในสมูทตี ขนมปัง และขนมอบประเภทต่างๆ อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจของเมล็ดฟักทองคือสารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่มีความเชื่อมโยงกับการยับยั้งความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย การศึกษาพบว่าการบริโภคเมล็ดฟักทองร่วมกับเมล็ดแฟลกซ์ช่วยส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น Glutathione Peroxidase และ Superoxide Dismutase อีกทั้งยังช่วยลดระดับสารชี้วัดความเครียดออกซิเดชันอย่าง Malonaldehyde (MDA) ซึ่งเป็นผลดีต่อการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ตลอดจนโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

เมล็ดฟักทองมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร และกินอย่างไรให้เหมาะสม

ยังมีงานวิจัยบางชิ้นบ่งชี้ว่าเมล็ดฟักทองมีความเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน กลไกดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับสารไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้สามารถปรับสมดุลฮอร์โมนและสนับสนุนสุขภาพของระบบสืบพันธุ์ได้ในบางระดับ นอกจากประโยชน์ด้านการป้องกันหรือบรรเทาความเสี่ยงจากโรคต่างๆ แล้ว เมล็ดฟักทองยังตอบสนองความต้องการของผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น การควบคุมความดันโลหิตสูง งานวิจัยในสัตว์ทดลองบางฉบับพบว่า น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดฟักทองช่วยปรับสมดุลคลื่นไฟฟ้าหัวใจและลดความดันโลหิต ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับแมกนีเซียมและกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยขยายหลอดเลือดและลดแรงต้านของผนังหลอดเลือด แต่ทั้งนี้ ปริมาณและระยะเวลาในการบริโภคอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล จึงควรพิจารณาควบคู่กับการจัดการสุขภาพองค์รวม เช่น การรับประทานผักและผลไม้เพิ่ม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดการบริโภคโซเดียมหรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ในการเก็บรักษาเมล็ดฟักทองให้คงคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความชื้น อุณหภูมิ แสงแดด และปริมาณออกซิเจนที่สัมผัสกับเมล็ด หากเมล็ดฟักทองมีความชื้นสูง เชื้อราจะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และอาจสร้างสารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก การเหม็นหืนของไขมันก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เกิดจากกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมัน โดยเฉพาะเมื่อเมล็ดถูกเก็บไว้ในที่ร้อนหรือสัมผัสอากาศและแสงเป็นเวลานาน ดังนั้นควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและแห้ง ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการตากแดดหรือวางไว้ใกล้ความร้อนโดยตรง บางคนอาจเลือกเก็บในตู้เย็นเพื่อยืดอายุการเก็บ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนบรรจุควรตรวจสอบว่าตัวเมล็ดผ่านการอบหรือตากแห้งดีแล้ว ในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการได้นำเมล็ดฟักทองมาแปรรูปหลากหลายรูปแบบ ทั้งนำไปสกัดเป็นน้ำมันเมล็ดฟักทอง (Pumpkin Seed Oil) ใช้เป็นน้ำมันปรุงสลัดหรือส่วนประกอบในเครื่องปรุง และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เช่น แป้งเมล็ดฟักทองสำหรับใช้ในเบเกอรี่หรือผลิตภัณฑ์นมเทียมจากพืชซึ่งรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ กลุ่มมังสวิรัติ หรือกลุ่มที่ต้องการหลีกเลี่ยงแล็กโทส แต่ทั้งนี้ควรใส่ใจอ่านฉลากโภชนาการและตรวจสอบกระบวนการผลิต เนื่องจากบางผลิตภัณฑ์อาจมีการเติมเกลือ น้ำตาล หรือสารปรุงรสอื่นๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

เมล็ดฟักทองมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร และกินอย่างไรให้เหมาะสม

การบริโภคเมล็ดฟักทองอย่างสม่ำเสมอและในปริมาณเหมาะสมถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่สามารถปฏิบัติได้ง่าย และมีงานวิจัยหลากหลายสาขาสนับสนุนคุณประโยชน์ของเมล็ดชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง แม้จะยังต้องการการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในเชิงคลินิกเพื่อระบุชัดเจนถึงขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดความเสี่ยงโรคบางประเภท แต่ข้อมูลในปัจจุบันก็เพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าเมล็ดฟักทองเป็นแหล่งสารอาหารที่มีศักยภาพสูง และเหมาะกับการนำมาเสริมสร้างสุขภาพควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารหลากหลายหมู่ โดยสรุปเมล็ดฟักทองมิได้เป็นเพียงเมล็ดเล็กๆ ที่ตกค้างจากผลฟักทอง หากแต่เป็นธัญพืชที่อุดมด้วยโปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตั้งแต่โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงมะเร็งเต้านมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อีกทั้งยังช่วยเสริมสุขภาพทั่วไปในหลากหลายมิติ ผู้บริโภคสามารถนำเมล็ดฟักทองมาใช้ในการปรุงอาหารหรือรับประทานเป็นของว่างที่มีประโยชน์ แต่อย่าลืมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการผลิตและจัดเก็บที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและการเสื่อมสลายของสารอาหาร เอกสารอ้างอิง

  • อรวัลภ์ อุปถัมภานนท์. การพัฒนาเต้าหู้แข็งจากเมล็ดฟักทอง [อินเทอร์เน็ต]. 2557 [เข้าถึงเมื่อ 30 พ.ย. 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://tarr.arda.or.th/preview/item/pxyZ54LxIib0IV0NpKXBH.
  • Syed QA, Akram M, Shukat R. Nutritional and therapeutic importance of the pumpkin seeds. Biomed J Sci Tech Res. 2019;21:3586.
  • Barakat LA, Mahmoud RH. The antiatherogenic, renal protective and immunomodulatory effects of purslane, pumpkin and flax seeds on hypercholesterolemic rats. N Am J Med Sci. 2011;3(9):411-7.
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...