โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

OR ไลฟ์สไตล์แกร่ง กาแฟพุ่ง 3 ล้านแก้ว

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 07 ส.ค. 2568 เวลา 18.47 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2568 เวลา 14.00 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กลุ่มธุรกิจ Lifestyleเติบโตขึ้น 7.3%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามรายได้ธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะร้าน Cafe Amazonยอดขายเพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว หนุนไตรมาส 2/2568 มีปริมาณจำหน่ายรวม 107 ล้านแก้ว

หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2/2568 กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีรายได้ขายและบริการ ที่ 6,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 431 ล้านบาท (+7.3%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 352 ล้านบาท (+8.9%) จากปริมาณจำหน่ายสินค้าทั้งกลุ่ม Beverage และ Non-Beverage ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามการขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับรายได้ธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 79 ล้านบาท (+4.1%) โดยหลักมาจากการขยายเครือข่ายสาขาของร้านสะดวกซื้อ

EBITDA เพิ่มขึ้น 201 ล้านบาท (+12.5%) โดยหลักมาจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 391 ล้านบาท (+35.1%) จากกำไรขั้นต้นที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากการยุติธุรกิจที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามแผน รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับลดลงเช่นกันโดยหลักจากค่าจ้างบุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม EBITDA ของธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ลดลง 190 ล้านบาท (-38.0%) จากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับร้านสะดวกซื้อที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยรวมแล้วทำให้ EBITDA Margin ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2567 ที่ 27.3% เป็น 28.7% ในไตรมาส 2/2568

ในไตรมาส 2/2568 มีเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม 4,667 สาขา แบ่งเป็นร้าน Cafe Amazon ในประเทศไทย 4,511 สาขา จำแนกเป็นสาขาในสถานีบริการ 2,353 สาขา และนอกสถานีบริการ 2,158 สาขา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 52.2% และ47.8% ตามลำดับ รวมทั้งมี Cafe Amazon ในต่างประเทศ จำนวน 36 สาขา สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นมีเครือข่าย 120 สาขา ได้แก่ เพิร์ลลี่ทีและ Pacamara Coffee Roasters สำหรับธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ มีร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ 7-Elevenและภายใต้แบรนด์ จิฟฟี่ ในประเทศไทย 2,339 สาขา และร้านค้าปลีกด้านสินค้าสุขภาพและความงามภายใต้แบรนด์ found & found10 สาขา

ร้าน Cafe Amazon ภายใต้ธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มในไตรมาส 2/2568 มีปริมาณจำหน่ายรวม 107 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว (+2.9%) เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 จากปัจจัยฤดูกาล และเพิ่มขึ้น 5 ล้านแก้ว (+4.9%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น

มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดขยายตัวที่ 2.3% ในปี 2568 ซึ่งปรับสูงขึ้นจากเดิมที่ 2.0% เนื่องจากเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีปัจจัยหนุนจาก 1) การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีตามการเร่งส่งออกสินค้า 2) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกข้างต้นส่งผลบวกไปยังภาคการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง 3) การลงทุนภาครัฐขยายตัวสูง ตามการเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเป็นปกติ และ 4) รายรับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัว โดยมาจาก นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจาก 1) นโยบายภาษีของสหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะจีน 2) ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ 3) การไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย ด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น 4) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่าง ๆ 5) การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษี 6) ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ และ 7) ปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจ ที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

เศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มชะลอตัวจากความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้ง ภูมิรัฐศาสตร์โลก โดย IMF คาดการณ์การเติบโตในปี 2568 อยู่ที่ 3.0% จากประมาณการล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยมีปัจจัยจากการเร่งนำเข้าสินค้าเกินกว่าที่คาดการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีนำเข้าที่อาจสูงขึ้นจากการนโยบายมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ รวมถึง อัตราภาษีจากนโยบาย ฯ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ในเดือนเมษายน 2568 รวมถึงสภาวะทางการเงินปรับตัวดีขึ้น อันเป็นผลจากการอ่อนค่าของ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวในบางประเทศเศรษฐกิจหลัก เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา คาดการณ์การเติบโตอยู่ที่ 1.9% โดยสาเหตุหลักมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าของ ปธน.ทรัมป์ จะมีผลบังคับใช้ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 3.6 เพิ่มจาก 2.4 ในไตรมาสก่อน โดยรวมเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตในช่วงต่อไป เศรษฐกิจจีน คาดการณ์จะขยายตัวอยู่ที่ 4.8% โดยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจากธนาคารกลางจีน และนโยบายการคลังแบบขยายตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ทางรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีน ยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายประการ อาทิ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเปราะบาง และสงคราม การค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ ฯในอัตราที่สูงส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศชะงัก และก่อให้เกิดแรงกดดันเชิงลบต่อภาคเศรษฐกิจของจีน

แนวโน้มราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) เดือนกรกฎาคม 2568 คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกในปี 2568 อยู่ที่ 103.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ระดับ 0.70 ล้านบาร์เรล ต่อวัน ด้านปริมาณอุปทานน้ำมันดิบคาดว่ามีการเติบโตมากขึ้นถึง 2.61 MMBD จากปีก่อนหน้า โดยหลักมาจากกลุ่ม non-OPEC ที่คาดว่า จะปรับเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น 1.42 MMBD จากสหรัฐฯ และบราซิล ขณะที่การทยอยผ่อนปรนการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC คาดว่าจะส่งผลต่ออุปทานน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น 1.19 MMBD

แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในช่วง 3Q/68 มีแนวโน้มเพิ่มมากกว่า 2Q/68 เล็กน้อย เนื่องจากการผ่อนคลายความกังวลจากสงคราม การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยสหรัฐฯ ได้มีการชะลอระยะเวลาในการเพิ่มภาษีเป็นระยะเวลา 90 วัน จนถึงเดือนสิงหาคม 2568 รวมทั้งการเข้าสู่ฤดูร้อนในประเทศตะวันตกทำให้มีการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบจากช่วงฤดูเฮอริเคน ซึ่งคาดการณ์การว่า จะมีความรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันอาจได้รับปัจจัยกดดัน จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่ 0.55 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับเพิ่มจากการประกาศในช่วงไตรมาสก่อนหน้า 0.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ความไม่แน่นอนในการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจกดดันต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2568 อยู่ที่ 66-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

สถานการณ์ของน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงปี 3Q/68 ปัจจัยพื้นฐาน น้ำมันเบนซิน คาดว่าความต้องการน้ำมันเบนซินในเอเชียคาดว่า จะเติบโต โดยหลักได้รับปัจจัยสนับสนุนของการเติบโตจากอินเดีย ซึ่งยอดขายรถยนต์ที่เติบโตต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งการเติบโตดังกล่าวคิดเป็น 70% ของภูมิภาคเอเชีย รวมถึงความต้องการเบนซินในเวียดนามและอินโดนีเซียที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามอุปสงค์จีนคาดว่าจะปรับตัวลดลงจากยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับการค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอ น้ำมันดีเซล การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันดีเซลในเอเชียจะเติบโตในไตรมาส 3โดยคาดว่าโดยหลักมาจาก อินเดีย จากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางรวมทั้งการใช้จ่ายของรัฐบาลด้านโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ความต้องการ ในเวียดนามและไทย จากภาคการผลิตที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและการฟื้นตัวของการเดินทางและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ปริมาณน้ำมันดีเซล สำรองที่ยุโรปลดต่ำสุดในรอบ 18 เดือน ทำให้อาจมีการนำเข้าจากเอเชียเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามน้ำมันดีเซลยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากจีนที่มี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านพลังงาน การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมยังคงอ่อนตัวลง

น้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด ความต้องการในเอเชียคาดว่าจะเติบโต จากอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากไทย สิงคโปร์ และเวียดนาม มาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งการเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนในประเทศตะวันตกสนับสนุนการเดินทาง ท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามอุปทานอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการส่งออกจากจีน รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการค้าและความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางยังคงกดดันต่อการเดินทางระหว่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...