65 ประเทศ รวมไทย ร่วมลงนาม “สนธิสัญญาต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์” ฉบับใหม่ของสหประชาชาติ
65 ประเทศร่วมลงนาม “สนธิสัญญาต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์” ฉบับใหม่ของสหประชาชาติ ตั้งเป้าแลกเปลี่ยนข้อมูล-ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะองค์กรสิทธิมนุษยชน-บิ๊กเทคเตือนกระทบความเป็นส่วนตัว
วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ประเทศเวียดนาม รัฐบาลจาก 65 ประเทศได้ลงนามใน “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention Against Cybercrime)” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีอย่างน้อย 40 ประเทศให้สัตยาบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์
ภายใต้สนธิสัญญาฉบับนี้ ประเทศภาคีจะต้องบัญญัติกฎหมายให้อาชญากรรมไซเบอร์อย่างน้อย 10 ประเภทเป็นความผิดทางกฎหมาย ตั้งแต่การแฮ็กข้อมูลไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสาร และเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถร้องขอหลักฐาน เช่น อีเมล หรือข้อมูลดิจิทัล จากประเทศอื่นได้โดยตรง
ผู้สนับสนุนเห็นว่าข้อตกลงนี้จะช่วยลดอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลก แต่ผู้วิจารณ์กลับมองว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการสอดแนมและละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยเฉพาะเมื่อประเทศที่มีระบบการเมืองแบบอำนาจนิยมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวระหว่างพิธีลงนามที่กรุงฮานอยว่า“ความเปราะบางในที่ใดที่หนึ่งสามารถเปิดช่องให้ผู้คนและสถาบันทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยงได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับโลกที่เข้มแข็งและเป็นเอกภาพ”
รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่าหน่วยงานรัฐในหลายประเทศประสบปัญหาในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล เนื่องจากข้อมูลอาจถูกลบ ถูกจัดเก็บไว้ในต่างประเทศ หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ให้บริการอย่าง Facebook หรือ SAP
ด้วยเหตุนี้ สนธิสัญญาฉบับใหม่จึงกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องออกกฎหมายบังคับผู้ให้บริการให้ช่วยเจ้าหน้าที่สืบสวนค้นหาหรือยึดข้อมูลผู้ใช้งาน ป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกลบ และเก็บความร่วมมือดังกล่าวไว้เป็นความลับ
อย่างไรก็ตามกลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่าง Cybersecurity Tech Accord เตือนว่า สนธิสัญญานี้กว้างเกินไปและอาจเปิดทางให้รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการสอดแนมประชาชนทั้งภายในและนอกประเทศ อีกทั้งยังเสี่ยงทำให้ระบบความปลอดภัยลดลง เพราะเปิดโอกาสให้รัฐสามารถบังคับให้ผู้ใช้เปิดระบบที่ถูกล็อเพื่อเข้าถึงข้อมูล
ข้อตกลงนี้อนุญาตให้รัฐบาลเก็บและขอข้อมูลจากประเทศอื่นได้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง (serious crime) ที่มีโทษจำคุกอย่างน้อย 4 ปี ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะอาชญากรรมไซเบอร์ โดยองค์กรสิทธิมนุษยชน 19 แห่ง รวมถึง Human Rights Watch และ Electronic Frontier Foundation (EFF) ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเตือนว่า “อนุสัญญานี้เปิดช่องให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากเพื่อใช้ในการบังคับใช้กฎหมาย โดยไม่มีหลักประกันด้านสิทธิส่วนบุคคลและการคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ”
สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ยังระบุว่าบทบัญญัติว่าด้วยการค้นและยึดข้อมูลอาจคุกคามสิทธิความเป็นส่วนตัว และควรจำกัดขอบเขตให้แคบลง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กฎหมายดังกล่าวดำเนินคดีต่อผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เสรีภาพในการพูด หรือผู้ประท้วงอย่างสงบ
รายงานยังระบุเพิ่มเติมว่า สนธิสัญญาฉบับนี้ไม่คุ้มครองผู้ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น นักเจาะระบบเพื่อทดสอบช่องโหว่ (White-hat hackers) ผู้เปิดโปงข้อมูล (Whistleblowers) นักข่าว และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีบางประเภท
ข้อตกลงนี้ยังมีบทหนึ่งว่าด้วยการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการฝึกอบรม
Luong Cuong ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวในพิธีเปิดว่า“เราต้องการทั้งเจตจำนงทางการเมืองและทรัพยากรในการปฏิบัติ เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเกิดผลเป็นรูปธรรม …เวียดนามซึ่งลุกขึ้นจากเถ้าถ่านของสงคราม กำลังประกาศทำสงครามกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่สร้างความเสียหายทั่วโลกหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี”
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส ระบุว่า การเลือกเวียดนามเป็นเจ้าภาพมีความเหมาะสม เพราะประเทศนี้กลายเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก ตั้งแต่อุปกรณ์ Apple Watch ไปจนถึงเครื่องชาร์จ Anker ทำให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหลักของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลก
อย่างไรก็ตามจดหมายร่วมของกลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลฮานอยยังคงลงโทษประชาชนที่แสดงความเห็นหรือร้องเรียนต่อนโยบายรัฐ รวมถึงการแสดงออกทางออนไลน์ ซึ่งในหลายประเทศ กิจกรรมเหล่านี้อาจถูกนับเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ภายใต้กรอบอนุสัญญาไซเบอร์ฉบับใหม่นี้
บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสนธิสัญญามีเพียง 2 ย่อหน้า โดยกำหนดให้ประเทศภาคีต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และยืนยันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน ได้แก่ เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางศาสนา ความคิด และมโนธรรม รวมถึงสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ และการรวมกลุ่ม นอกจากนี้ข้อตกลงยังระบุให้ประเทศภาคี ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและยึดทรัพย์สินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ เมื่อมีการร้องขอจากประเทศคู่ภาคี โดยสามารถปฏิเสธได้หากขัดต่อกฎหมายภายในประเทศ
แม้จะเปิดช่องให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิมีสิทธิทางกฎหมายในการร้องเรียน แต่กลุ่มเทคโนโลยีกล่าวว่าประชาชนอาจไม่มีวันรู้เลยว่าตนเองถูกสอดแนมหรือถูกละเมิดสิทธิ เพราะรัฐบาลสามารถใช้สนธิสัญญาฉบับนี้ในการปฏิบัติการลับโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
[caption id="attachment_204762" align="aligncenter" width="1200"]
ภาพจาก Facebook : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม[/caption]
ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมพิธีลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) และการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ที่มี 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วม ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม และนายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วมในพิธีลงนามดังกล่าว
นายไชยชนก เปิดเผยว่า พิธีลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของ 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสร้างมาตรการในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น พร้อมทั้งอํานวยความสะดวก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงการสนับสนุนความช่วยเหลือทางวิชาการและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของประเทศกําลังพัฒนา
ขณะเดียวกันในระหว่างการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ตนยังได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลง โดยได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของการหลอกลวงออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย ซึ่งรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญ และเอาจริงเอาจังต่อปัญหาดังกล่าว โดยได้กำหนดให้เป็น “วาระแห่งชาติ”
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่
- การตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดน และตรวจจับการลักลอบการเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีสัญญาณเล็ดลอดออกนอกประเทศ
- การบูรณาการด้านข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาฐานข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ เพื่อการติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด บัญชีม้า ได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเร่งคืนเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหาย
- ดำเนินการตอบโต้ โดยเร่งรัดการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยีฉบับใหม่ ที่เน้นให้ความสำคัญ ในการ “ป้องกัน ปราบปราม และตอบโต้” เน้นการกำกับดูแลตามหลักเกณฑ์ และบทลงโทษที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ภายในระยะเวลา 1 – 2 เดือน โดยหากพบเบาะแส ข้อมูลการร่วมกระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ ของบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรของรัฐ จะดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุดตามกฎหมายในทันที
นอกจากนี้ รัฐบาลไทย ยังขอแสดงความชื่นชมกับการดำเนินการอย่างเด็ดขาดของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
“การลงนามอนุสัญญาดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญและการแสดงจุดยืนของไทยในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก โดยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทย ให้ความสำคัญและพร้อมใช้ยาแรงในการปราบปราม ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติจัดการปัญหาสแกมเมอร์ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทย ประชาคมโลก อย่างจริงจัง เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายไชยชนก กล่าวในตอนท้าย
อ้างอิง : asia.nikkei.com , www.thaigov.go.th