โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Sub-Area License สุดยอดโมเดลแฟรนไชส์ 7-Eleven ที่ทรงพลัง

ThaiFranchiseCenter

อัพเดต 15 ต.ค. 2568 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2568 เวลา 23.16 น.

เชื่อหรือไม่ว่าการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน หากต้องการขยายกิจการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถทำได้หลายรูปแบบ บางแบรนด์เลือกขยายกิจการด้วยการลงทุนเปิดสาขาเองแบบค่อยเป็นค่อยไป

ขณะที่บางแบรนด์เลือกขยายโดยใช้โมเดลแฟรนไชส์ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุนสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจและขยายตลาดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น หนึ่งในกลยุทธ์การขยายสาขาแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยม และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือ Sub-Area License หรือบางครั้งเรียกว่า Sub-Franchise ซึ่งเป็นการให้สิทธิ์ในการบริหารแฟรนไชส์ในพื้นที่หนึ่งแบบย่อยๆ

แล้วยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • Single Unit Franchise (แฟรนไชส์รายเดียว) ผู้รับสิทธิ์ได้สิทธิ์เปิดร้าน 1 สาขา บางแบรนด์อาจให้สิทธิ์เปิดเพิ่มได้อีก
  • Multi-Unit Franchise (แฟรนไชส์หลายสาขา) ผู้รับสิทธิ์ได้รับสิทธิ์เปิดหลายสาขาในพื้นที่ที่ตกลงกัน
  • Master Franchise ผู้รับสิทธิ์ (Master Franchisee) ได้สิทธิ์ดูแลการดำเนินการแฟรนไชส์ในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ทั้งประเทศ หรือภูมิภาค ม
  • สิทธิ์ในการหาผู้รับสิทธิ์รายย่อย (Sub-franchisee) ได้ ทำหน้าที่เหมือน Franchisor ภายในพื้นที่หรือประเทศนั้น ยกตัวอย่าง ซีพีออลล์ ได้รับ
  • สิทธิ์เป็น Master Franchise ของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในประเทศไทย
  • Area Development Agreement (ข้อตกลงพัฒนาพื้นที่) คล้ายกับ Multi-Unit Franchise แต่มีแผนการขยายหลายสาขาในระยะเวลาทีกำหนด ผู้รับสิทธิ์มีภาระผูกพันในการขยายตามแผนข้อตกลง เช่น เปิดให้ครบ 10 สาขาภายใน 5 ปี

ส่วน Sub-Area License ที่จะพูดถึงเป็นการแบ่งสิทธิ์ให้แฟรนไชส์ซีในพื้นที่หนึ่งหรือภูมิภาคหนึ่งจาก Master Franchise หรือ Franchisor โดยตรง ผู้ได้รับสิทธิ์จะสามารถหาผู้ซื้อแฟรนไชส์รายย่อยในเขตที่กำหนดได้ด้วย โมเดลนี้มีหลายๆ แบรนด์แฟรนไชส์ในประเทศไทยกำลังใช้กันอยู่

ยกตัวอย่างแฟรนไชส์ที่ใช้โมเดล Sub-Area License ชัดเจน ก็คือ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven รูปแบบการขยายแฟรนไชส์ มีทั้ง

  • CPALL ขยายสาขาเอง โดยสิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 มีจำนวน 7,959 สาขา (คิดเป็น 51%)
  • ขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนทั่วไป หรือเรียกว่าร้าน SBP (Store Business Partner) และให้สิทธิ์แฟรนไชส์แบบพัฒนาพื้นที่ หรือ Sub-Area License นั่นเอง จำนวน 7,636 สาขา (คิดเป็น 49%)
  • เท่ากับว่าจำนวนสาขาทั้งหมดของ 7-Eleven สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 15,595 สาขาทั่วประเทศ
  • แบ่งออกเป็น ต่างจังหวัด: 9,044 สาขา (58%) และ กรุงเทพฯ และปริมณฑล 6,551 สาขา (42%)
  • รูปแบบสาขา แบบเดี่ยว (Stand-Alone) 13,401 สาขา (86%) และ สาขาในปั๊มน้ำมัน ปตท. 2,194 สาขา (14%)
  • ส่วนสาขาในต่างประเทศ กัมพูชา จำนวน 123 สาขา และ สปป.ลาว จำนวน 18 สาขา

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568

  • รายได้จากการขายและบริการ 117,706 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • กำไรขั้นต้น 34,494 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 9,155 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 35.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)

เบื้องหลังกลยุทธ์การเติบโตของ 7-Eleven ในต่างจังหวัด

หากย้อนกลับไปในปี 2531 ตอนที่ 7-Eleven เพิ่งเข้ามาเปิดในประเทศไทยใหม่ๆ ภายใต้การบริหารของบริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ CPALL ในปัจจุบัน

สาขาแรกของ 7-Eleven ในไทยเปิดที่ถนนพัฒน์พงศ์ ซึ่งในเวลานั้น "ร้านสะดวกซื้อ" ยังเป็นคำที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยนัก แต่ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ มองเห็นอนาคตของธุรกิจค้าปลีก จึงต้องการผลักดันให้ 7-Eleven ขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วทั่วประเทศ ทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองต่างจังหวัด

โมเดลหลักของการขยาย 7-Eleven

ในช่วงเริ่มต้น CPALL ใช้ 2 รูปแบบในการขยายแฟรนไชส์ คือ

  • บริษัทลงทุนเปิดร้านเอง
  • ขายแฟรนไชส์ให้ผู้สนใจ คือร้าน SBP (Store Business Partner)

อย่างไรก็ตาม การที่ 7-Eleben จะบุกตลาดต่างจังหวัดในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้คนในพื้นที่ชนบทหรือจังหวัดห่างไกลยังไม่คุ้นกับร้านสะดวกซื้อแบบตะวันตก แถมความต้องการของลูกค้าแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันอย่างมาก ทั้งด้านสินค้า พฤติกรรม และวัฒนธรรมการจับจ่าย

ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่โมเดล Sub-Area License

เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคในต่างจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ CPALL จึงเลือกใช้กลยุทธ์ใหม่ โดยการจับมือกับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น ที่มีความเข้าใจตลาดในพื้นที่นั้นๆ อยู่แล้ว

โมเดลนี้เรียกว่า Sub-Area License หรือแปลตรงตัวว่า "การรับสิทธิช่วงอาณาเขตบริหารแฟรนไชส์"

Sub-Area License คืออะไร

คือการที่ CPALL มอบสิทธิ์ในการเปิดและบริหาร 7-Eleven ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นเพียงรายเดียวในแต่ละพื้นที่ โดยผู้ได้รับสิทธิ์เหล่านี้สามารถเปิดร้าน 7-Eleven ภายใต้แบรนด์ได้เอง, ขยายสาขาเพิ่มเติมในพื้นที่ที่รับผิดชอบม ขายแฟรนไชส์ต่อให้ผู้อื่นในพื้นที่นั้น ได้โดยตรงแทน CPALL

ส่วนทาง CPALL เอง จะคอยให้การสนับสนุน เช่น ระบบจัดซื้อ จัดส่ง และมาตรฐานการบริหารบางประการ

ตัวอย่างกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นที่ได้รับสิทธิ์ Sub-Area License

CPALL เริ่มต้นโมเดลนี้กับ 4 กลุ่มธุรกิจท้องถิ่นหลักๆ ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่

1.ภาคเหนือ – กลุ่มตันตราภัณฑ์ (บริษัท ชอยส์ มินิ สโตร์ จำกัด)

  • รับสิทธิ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน
  • เดิมทีทำธุรกิจร้านโชห่วย, ห้างริมปิง และห้างสรรพสินค้าในพื้นที่
  • ปี 2567 รายได้ 11,858 ล้านบาท กำไร 628 ล้านบาท

2.ภาคอีสาน – กลุ่มยิ่งยง (บริษัท ยิ่งยง มินิมาร์ท จำกัด)

  • รับสิทธิ์ใน อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ
  • เจ้าของห้างยิ่งยง ห้างท้องถิ่นเก่าแก่ของชาวอุบล
  • ปี 2567 รายได้ 6,130 ล้านบาท กำไร 217 ล้านบาท

3.ภาคใต้ฝั่งอันดามัน – กลุ่มงานทวี (บริษัท งานหนึ่ง จำกัด)

  • รับสิทธิ์ใน ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง
  • ทำธุรกิจหลากหลายทั้งเหมืองแร่ สวนยาง โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์
  • ปี 2567 รายได้ 2,583 ล้านบาท กำไร 125 ล้านบาท

4.สามจังหวัดชายแดนใต้ – กลุ่มศรีสมัย (บริษัท ยะลาเซเว่น จำกัด)

  • รับสิทธิ์ใน ปัตตานี ยะลา นราธิวาส
  • เชี่ยวชาญด้านค้าส่ง และมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมในพื้นที่
  • ปี 2567 รายได้ 3,212 ล้านบาท กำไร 97.6 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าจาก 4 กลุ่มทุนที่ได้รับสิทธิ์ Sub-Area License ของ 7-Eleven กลุ่มตันตราภัณฑ์ ถือเป็นแชมป์ทั้งรายได้และกำไร โดยมีรายได้และกำไรสูงสุดในบรรดาทุกกลุ่ม ด้วยยอดขายเกือบ 1.2 หมื่นล้านบาท ทำอัตรากำไรสุทธิ 5.3% สูงที่สุดในกลุ่ม แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและมาร์จิ้นที่ดี

ส่วนกลุ่มศรีสมัย 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีรายได้ 3,212 ล้านบาท และกำไร 97.6 ล้านบาท แม้จะดูน้อยกว่าเจ้าอื่น แต่ก็ต้องมองว่า เป็นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีความท้าทายเรื่องความมั่นคงและพฤติกรรมผู้บริโภคเฉพาะทาง

ผลลัพธ์โมเดล Sub-Area License

จะเห็นได้ว่าการให้สิทธิ์ Sub-Area License กลายเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญมากในการขยาย 7-Eleven ไปสู่พื้นที่ห่างไกลในยุคนั้น เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ และปรับการทำตลาดให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างเหมาะสม ทำให้ปัจจุบันเราได้เห็นร้าน 7-Eleven อยู่แทบทุกมุมถนน ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือจังหวัดเล็ก

เครดิตส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์ Sub-Area License ที่ซีพีออลล์วางรากฐานการเติบโตไว้ตั้งแต่ต้น จนปัจจุบันมีจำนวนสาขา 15,595 แห่งทั่วประเทศ

Sub-Area Franchise ของร้านกาแฟพันธุ์ไทย

นอกจาก 7-Eleven มีการขยายสาขาในรูปแบบ Sub-Area License แล้ว แฟรนไชส์ร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่มากกว่า 1,500 สาขา ก็มีโมเดล Sub-Area Franchise ด้วยเหมือนกัน เป็นโมเดลสำหรับนักธุรกิจท้องถิ่น เปิดโอกาสให้นักลงทุนเป็นเจ้าของร้านกาแฟพันธุ์ไทยได้หลายสาขาในพื้นที่หรือจังหวัดของตัวเอง พร้อมรับสิทธิ์ในการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ

Sub-Area Franchise ของร้านกาแฟพันธุ์ไทย อาจจะแตกต่างจาก Sub-Area Franchise ของแฟรนไชส์ร้าน 7-Eleven ที่ให้สิทธิ์ 4 กลุ่มทุนในแต่ละภูมิภาค สามารถขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนในแต่ละจังหวัดได้

Sub-Area Franchise ของร้านกาแฟพันธุ์ไทย จะคล้ายๆ กับแฟรนไชส์ไอศกรีมแดรี่ควีนในเครือไมเนอร์ฯ ที่ให้สิทธ์ผู้ซื้อแฟรนไชส์เปิดร้านได้ 3 สาขาในจังหวัดเดียว ช่วยให้นักลงทุนท้องถิ่นจะได้ดูแลการดำเนินงานในเขตที่ตนมีความเชี่ยวชาญ ทั้งในด้านทำเล การตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภค ช่วยเพิ่มโอกาสในการบริหารงานได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญโมเดลนี้ช่วยลดข้อจำกัดเดิม เช่น ไม่ต้องรอคิวนานในการซื้อแฟรนไชส์, ไม่ต้องเสียเวลาหาทำเลด้วยตัวเอง ส่งผลให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้รวดเร็วและมีระบบมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นของ Sub-Area License

ขยายสาขาหลายแห่งในอาณาเขตพื้นที่ที่คุ้นเคย ผู้รับสิทธิ์มักเป็นผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพการแข่งขันในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงสามารถกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และสามารถขยายสาขาได้หลายแห่งภายในเขตที่ได้รับสิทธิ์ ส่งผลให้ธุรกิจมีการขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว

ลดภาระในการบริหารของบริษัทเจ้าของแบรนด์

การมอบสิทธิ์การบริหารให้กับผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ ช่วยแบ่งเบาภาระของบริษัทแม่ในด้านการบริหารจัดการ การคัดเลือกทำเล และการควบคุมคุณภาพประจำวัน ทำให้สามารถมุ่งเน้นการพัฒนาแบรนด์และระบบสนับสนุนได้อย่างเต็มที่

สร้างผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

การขยายธุรกิจในรูปแบบนี้สร้างความร่วมมือที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในด้านการเติบโตของแบรนด์ และโอกาสในการสร้างรายได้ของผู้รับสิทธิ์ ซึ่งสามารถบริหารหลายสาขาในพื้นที่ที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญ

สรุปก็คือ การขยายธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ไปยังต่างจังหวัดในยุคแรกๆ ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด เพราะแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ทั้งวัฒนธรรม ความต้องการของลูกค้า และพฤติกรรมการจับจ่ายที่แตกต่างกัน

CPALL จึงเลือกใช้โมเดลที่เรียกว่า Sub-Area License มอบสิทธิ์ให้พันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาดในพื้นที่นั้นๆ เข้ามาช่วยบริหาร และขยายสาขา 7-Eleven แทนบริษัทแม่ วิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ได้เร็วขึ้น แต่ยังสร้างความแข็งแรงให้กับแบรนด์ โดยใช้จุดแข็งของพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นที่เข้าใจและรู้จริงในแต่ละภูมิภาค

จากตัวอย่างของกลุ่มพันธมิตรทั้ง 4 เจ้า ในภาคเหนือ, อีสาน, ภาคใต้ฝั่งอันดามัน และชายแดนใต้ จะเห็นได้ว่าแม้ CPALL จะเป็นบริษัทใหญ่ มีทุนหนา และมีระบบโมเดลธุรกิจที่เพียบพร้อม แต่การขยายสาขาให้เติบโตอย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัย ความร่วมมือกับคนในพื้นที่ เป็นกุญแจสำคัญ

ข้อคิดที่ได้จากกรณีนี้ก็คือ ไม่ว่าองค์กรจะใหญ่แค่ไหน ถ้าอยากเข้าถึงลูกค้าได้ลึก ต้องรู้จักจับมือกับคนที่เข้าใจตลาดจริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่ Sub-Area License กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ 7-Eleven ในประเทศไทย

แหล่งข้อมูล
https://citly.me/6lwYd
https://citly.me/lfjQX

------------------------------------------

รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...